นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ ทนายความให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีผู้กำกับโจ้หลังจากที่มีการกลับคำให้การในชั้นสอบสวน ทั้งที่ในการแถลงข่าว ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนนำถุงดำคุมหัว นายจิระพงค์ ธนะพัฒน์ หรือ “มาวิน” ผู้ต้องหาจริง
ในมุมมองของทนายความ มองว่า เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เพราะ ศาลจะรับฟังข้อมูลในชั้นการสอบสวน ไม่ใช่ชั้นจับกุม สิ่งที่พูดออกมาก่อนหน้านั้น มีโอกาสเกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจ หรือมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ต้องรับสารภาพ
แต่เชื่อว่า แม้จะกลับคำให้การ แต่พยานหลักฐานที่ปรากฎ “อย่างน้อยที่สุด ผู้กำกับโจ้ น่าจะ เข้าข่ายความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 290”
ทนายณัฐนันท์ บอกอีกว่า ในการพิจารณาคดีจะดูที่เจตนาหากเสียชีวิตเพราะสารเสพติด แต่จงใจพยายามฆ่า หรือทำร้ายร่างกายตั้งแต่แรก ก็ยังมีความผิดอยู่ เช่นเดียวกับการที่ตำรวจแถลงข่าว เรื่องการล่อซื้อยาเสพติด ว่า ตรวจสอบแล้วเป็นการล่อซื้อที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ฐานความผิดเรื่องการทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาก็ยังอยู่เหมือนเดิม
ส่วน ที่ ผู้กำกับโจ้ พยายามระบุว่า เขาเป็นคนสั่งให้ลูกน้องทำเองจะทำให้ ผู้ต้องหาอีก 6 คน ที่เป็นลูกน้องผู้กำกับโจ้ พ้นผิดหรือไม่ ทนายณัฐนันท์ มองว่า ไม่สามารถหลุดพ้นโทษในคดีได้ เพราะ ตามปกติ ศาลจะพิจารณาให้พ้นโทษต่อเมื่อสิ่งที่ทำชอบด้วยกฎหมาย แต่ การเอาถุงดำคลุมหัวผู้ต้องหา เป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อดูหลักฐานจากคลิปวงจรปิด ก็จะเห็นพฤติกรรมว่า ทุกคนช่วยเหลือกัน จึงคาดว่าน่าจะเป็นการร่วมกันก่อเหตุมากว่า
ทนาย ณัฐนันท์ ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาดูข้อกฎหมาย จะพบว่า คดีผู้กำกับโจ้ มีโอกาสเข้าข่ายความผิดเรื่องการ “ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต” ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มีอยู่ 4-5 มาตรา ที่เข้าข่าย ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานจะเชื่อมโยงได้มากน้อยแค่ไหน เริ่มจาก
มาตร 288 คือ ฐานความผิดเรื่องการฆ่าผู้อื่น มีโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือ จำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี
มาตรา 289(5) ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ซึ่งมีโทษประหารชีวิตสถานเดียว
มาตรา 290 ไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี
มาตรา 309 ข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมต่อสิ่งใด ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต โทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 148 เจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต
นอกจากนี้ยังมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 อีกหนึ่งข้อหาด้วย