วันที่ 31 ส.ค. 2564 พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมคดีว่า ได้สอบปากคำตำรวจชุด 05 ที่เหลืออีก 7 นายแล้ว เมื่อวานนี้ แต่ยังไม่พบว่ามีส่วนร่วมกับ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ “ผู้กำกับโจ้” อดีต ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ ในกระบวนการเค้นสอบ นายจิระพงศ์ ธนะพัฒน์ หรือ “มาวิน” ผู้ต้องหาคดียาเสพติด จนเสียชีวิต
อย่างไรก็ตามการ ขยายผลสอบสวนประเด็นนี้ยังไม่เสร็จ เตรียมกลุ่มนี้ทั้งหมดมาสอบปากคำเพิ่มเติมต่ออีกในบางประเด็น พร้อมจะเรียกสอบพยานรายอื่นอีก 10 ปาก โดยยืนยันว่า ไม่กังวลหากทนายความของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ จะอ้างประเด็นไม่ได้เจตนาฆ่า มาต่อสู้ในชั้นศาล เพราะหลักฐานคลิปวิดีโอปรากฏพฤติกรรมชัด แต่ทั้งหมดเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะให้การอย่างไรก็ได้
ส่วนกรณีกระแสข่าวว่า ผู้กำกับโจ้มีประวัติรักษาโรคไบโพลาร์ รองผู้บังคับการกองปราบปราม ระบุว่า จากการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้กำกับโจ้จากคลิปเหตุการณ์ ไม่พบว่าเป็นการกระทำที่ทำโดยไม่รู้ผิดชอบชั่วดี หรือพูดง่ายๆ ในคลิปปรากฎชัดว่ามีสติอย่างดี รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ จึงเชื่อว่าไม่เข้าข่ายในการที่ได้รับการลดโทษ เมื่อคดีขึ้นสู่ชั้นศาล
สำหรับประวัติการรักษาโรคไบโพลาร์ของผู้กำกับโจ้ นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความและประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ คนที่ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีของผู้กำกับโจ้เป็นคนแรกๆ ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวพีพีทีวีว่า ข้ออ้างเรื่องป่วยไบโพล่าร์ เพื่อจะไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 ซึ่งมีหลักพิจารณาอยู่ 3 ส่วน ประกอบด้วย
1.ถ้าเป็นโรคจิต จิตฟั่นเฟือน ระหว่างกระทำผิดไม่สามารถบังคับตนเองได้ กรณีนี้ไม่ต้องรับโทษ
2.ระหว่างทำผิด รู้ผิดชอบอยู่บ้าง บังคับตนเองได้บ้าง ในส่วนนี้ศาลอาจจะพิจารณาให้รับโทษน้อยลง
และ 3.ในขณะทำผิด แม้จะมีประวัติเช่นเป็นไบโพลาร์ จิตฟั่นเฟือน จิตบกพร่อง แต่ขณะกระทำผิดจิตใจสมบูรณ์ รู้ผิดชอบ สามารถบังคับตัวเองได้ ในส่วนนี้ต้องรับโทษตามข้อกล่าวหา
ทนายเดชา เชื่อว่า กรณีของผู้กำกับโจ้ หากเป็นโรคจิตบกพร่องจริง ก็จะมีคำถามว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนับสนุนให้เติบโต้ในหน้าที่การงานถึงขั้นเป็นผู้กำกับการสภ.เมืองนครสวรรค์ ซึ่งเป็นโรงพักในพื้นที่สำคัญได้อย่างไร
ทนายเดชา มองว่า การใช้ประวัติรักษาไบโพลาร์มาต่อสู้คดี ก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่สามารถทำได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถบังคับทิศทางคดีได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อคดีนี้เข้าสู่กระบวนการไต่สวน 4 ฝ่าย คือ ตำรวจ แพทย์ ฝ่ายปกครองและอัยการ
แฉ ผู้กำกับโจ้ ไม่ได้ร่วมจับยา-แค่ไปถ่ายรูป
อีกด้านหนึ่ง เพจเฟซบุ๊กของ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม โพสต์ข้อความระบุว่า “กำลังมีขบวนการไล่บี้คนปล่อยคลิป ศพหน้าคงไม่มีคนช่วยแล้ว” ซึ่งข้อความดังกล่าวมีการแชร์ต่อในโลกออนไลน์มากกว่า 500 ครั้ง พร้อมเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หมดศรัทธากับการทำงานของตำรวจที่เหมือนช่วยเหลือคนทำผิด
หลังโพสต์ข้อความทนายรณณรงค์ เปิดเผยกับทีมข่าวพีพีทีวีเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาต้นตอของคลิปวิดีโอวันเกิดเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพยาน ตนเองมองว่า หากผู้บังคับบัญชา เห็นว่าการเปิดเผยคลิปวิดีโอนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ควรที่จะให้ความคุ้มครองพยานหรือบุคคลที่กล้าออกมาเปิดเผยความจริง ควรมีคำสั่งให้หยุดสืบสวนแหล่งที่มาของคลิปวิดีโอ
ทนายรณณรงค์ บอกว่า ขณะนี้ตนเองเห็นว่า เริ่มมีการนำเสนอข่าวเบี่ยงประเด็นไปในทิศทางว่า คดีนี้เป็นความขัดแย้งของตำรวจด้วยกันเอง ซึ่งควรจะมองเรื่องของคดีความฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตมากกว่า