การเข้าช่วยเหลือ คุณยายวัย 78 ปี ซึ่งเป็นลูกบ้านเขตสายไหม หลังถูกแก๊งปล่อยเงินกู้นอกระบบใช้กาวตราช้างหยอดรูกุญแจ และทำการกักขังยายพร้อมกับครอบครัวไม่ให้ออกจากบ้าน โดยอ้างว่าจะต้องหาเงินมาจ่ายค่าดอก วันละ 2,000บาท หลังลูกสาวกู้เงินมาลงทุนขายผลไม้ แต่ระยะหลังประสบปัญหาโควิด ทำให้ขายของไม่ได้ และไม่มีเงินมาจ่ายหนี้
ล่าสุด นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตสายไหม ได้พานางประคอง บุญศรี คุณยายวัย 78 ปี พร้อมด้วยน.ส.ธัญพร หนองน้ำขาว ลูกสาว เดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.บางเขน
นางประคอง เปิดเผยว่า ตนเองกลับมาจากวัดก็ล็อกกุญแจประตูบ้านตามปกติ แต่ระหว่างที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงโซ่ที่หน้าประตู ตอนแรกก็คิดว่าไม่มีอะไรเนื่องจากล็อคบ้านเรียบร้อยแล้ว แต่หลังจากนั้นขณะที่ตนเองกำลังจะออกไปทิ้งขยะ กลับพบว่าไม่สามารถออกจากบ้านได้ แม้ว่าจะไขกุญแจยังไงก็ไม่ออก จึงโทรเรียกให้คนมาช่วย และท้ายที่สุดต้องนำใบเลื่อยมาตัดแม่กุญแจทิ้ง
ด้านลูกสาวของคุณยาย ระบุว่า ตนเองกู้เงินมาประมาณ 4-5 เจ้าโดยมียอดรวมทั้งหมดประมาณ 40,000 บาท แต่มีเจ้าหนึ่งที่กู้มา 10,000 บาท คิดดอกเบี้ยแบบดอกลอย หรือประมาณร้อยละ 60 ต่อเดือน
ทำให้ทุกวันนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมทุกเจ้าเป็นเงินวันละ 2,000 บาท ซึ่งจะจ่ายดอกเบี้ยไปจนกว่าจะนำเงินต้นมาจ่ายคืนให้ครบทั้งหมด แต่เนื่องจากวิกฤตโควิดทำให้ค้าขายไม่ได้ ประกอบกับหนี้นอกระบบมีดอกเบี้ยสูง
ซึ่งทุกวันนี้แม้จะส่งเงินให้เจ้าหนี้แต่เงินต้นกลับไม่ลดลง เหมือนส่งแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียว ทำให้ตนเองและครอบครัวเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
ขณะที่ นายเอกภพ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนว่าผู้ก่อเหตุเป็นเซลล์เงินกู้จริงหรือไม่ หากเป็นจริงถือว่ากระทำเกินกว่าเหตุและเอาเปรียบลูกหนี้อย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมความไม่ได้
โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิดแบบนี้ พร้อมฝากไปถึงรัฐบาลว่าควรจะมีกองทุนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก แต่เมื่อการเข้าถึงกองทุนต่างๆของธนาคารมีหลายขั้นตอนและใช้เวลานาน ทำให้ประชาชน ต้องไปกู้เงินนอกระบบ
เบื้องต้นพนักงานสอบสวน ระบุว่า กรณีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในข้อหา ทำให้เสียทรัพย์ และกักขังหน่วงเหนี่ยว ส่วน พ.ร.บ.เกี่ยวกับเงินกู้ และการทวงถามหนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าสาเหตุของการก่อเหตุในครั้งนี้ มาจากเรื่องของหนี้สินเงินกู้จริงหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ขณะที่ก่อนหน้านี้ทีมข่าวพีพีทีวี ได้เคยพูดคุยกับ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ให้ความเห็นว่า การทวงหนี้แบบนี้เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายข้อ ถึงแม้จะเป็นเจ้าหนี้ก็ตาม แต่กฎหมายพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 กำหนดว่าการทวงนี้สามารถทวงได้ไม่เกินวันละ 1 ครั้ง กำหนดช่วงเวลาทวงหนี้ วันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่ 08.00-20.00 น. และวันวันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ ตั้งแต่ 08.00-18.00 น. ห้ามประจาน ข่มขู่ และทำร้ายร่างกายลูกหนี้
หากลูกหนี้ไม่ยอมจ่าย เจ้าหนี้ต้องไปฟ้องศาลสั่งบังคับคดี ถ้าเป็นหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์ทวงเพราะถือว่าผิดกฎหมาย และหากทวงหนี้อย่างไม่เป็นธรรม มีโทษตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้พ.ศ.2558 จำคุกไม่เกิน 1-5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000-500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ(แล้วแต่ฐานความผิด)
นอกจากนี้การที่เจ้าหนี้ถ่ายคลิประจานลูกหนี้ ก็ยังถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และลูกหนี้สามารถฟ้องกลับได้ หรือฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้อีกด้วย