นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เปิดใจกับทีมข่าว บอกว่า เชื่อมั่นว่าจากหลักฐานที่มีอยู่สามารถเอาผิดหลานรัฐมนตรีผู้ก่อเหตุได้แน่นอน ไม่ว่าจะทั้งทางนิติวิทยาศาสตร์ คือการตรวจพบคราบอสุจิ และตรวจพบสารชนิดหนึ่งที่ทำให้หลับ คล้ายกับโดนวางยา หรือ หลักฐานการพูดคุยแสดงให้เห็นเจตนาว่าไม่ใช่การสมยอม
นอกจากนี้ ยังบอกอีกว่า มีหมัดเด็ด ที่ยังบอกไม่ได้ตอนนี้ แต่เตรียมเปิดในชั้นศาล เชื่อว่าจะทำให้ ผู้ก่อเหตุได้รับโทษ แน่นอน
ทีมข่าวไล่เรียงหลักฐานสำคัญจากพฤติการณ์และคำบอกเล่าของผู้เสียหายและทนายตั้ม ได้ดังนี้
-วันเกิดเหตุ 9 ส.ค. ทั้งคู่นัดตกลงเรื่องให้สปอนเซอร์ MV ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
-คืนวันเดียวกันฝ่ายชายพาไปพูลวิลล่าแห่งหนึ่งย่านนาคนิวาส 2 พร้อมยื่นข้อเสนอให้เงินทำ MV 50,000-100,000 บาท โดยผู้เสียหายมีการดื่มโซจูไป 2 ขวด ก่อนจำอะไรไม่ได้
- 02.00 น. ของวันที่ 10 ส.ค. ผู้เสียหายตื่นมาพบร่องรอยถูกล่วงละเมิดทางเพศ จึงโทรเรียกพี่สาวมาช่วยแต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตรงนั้นกีดกันไม่ให้เข้า อ้างฝ่ายชายสนิทกับเจ้าของรีสอร์ทและมีเส้นสายกับตำรวจในพื้นที่ด้วย
ผ่านไป 2-3 วัน ผู้เสียหาย ไปตรวจร่างกาย พบ หลักฐานอย่างแรกคือ คราบอสุจิ (แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นของใคร) ซึ่งในกรณีนี้ ทนายตั้มบอกว่า ต้องรอให้ผู้ก่อเหตุเข้ารับทราบข้อกล่าวหา แล้วท้าพิสูจน์ว่ากล้าตรวจยืนยันความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ รวมถึงตรวจพบสารชนิดหนึ่งที่ทำให้หลับ แบบเจือจาง แต่สุดท้ายแพทย์ลงในใบรายงานผลว่า ไม่พบสารดังกล่าว โดยส่วนนี้กำลังประสานทางตำรวจสน.โชคชัย 4 สอบปากคำแพทย์ผู้ลงความเห็นเพิ่มเติม
ระหว่างนั้นผู้เสียหายมีการติดต่อกับฝ่ายชายผ่านทางแชตไลน์ ซึ่งเป็นหลักฐานส่วนที่ 2 เพื่อถามว่า ได้ล่วงละเมิดตนหรือไม่ โดยตอนแรกฝ่ายชายปฏิเสธ
- ต่อมาพอฝ่ายชายเริ่มรู้ว่าผู้เสียหายจะดำเนินการเอาเรื่อง จึงกลับคำ ยอมรับว่า มีอะไรกัน แต่ฝ่ายหญิงสมยอมเอง จากตรงนี้จะเห็นพิรุธที่ส่อถึงเจตนาของผู้ก่อเหตุ ที่มีการให้การณ์ไม่ตรงกัน และเหมือนเป็นการโยนความผิดให้ผู้เสียหายเพื่อหนีความผิด ผู้เสียหายจึงตัดสินใจปรึกษาทนายตั้ม เพราะยืนยันในคืนเกิดเหตุไม่รู้สึกตัวและไม่ได้สมยอม
24 ส.ค. ก่อนแถลงข่าวช่วงบ่าย ญาติที่อ้างว่าเป็นอาผู้หญิงของผู้ก่อเหตุโทรมาหาผู้เสียหายและพี่สาวเชิงข่มขู่ ว่าอย่าให้เป็นคดีความ เพราะจะเสียทั้ง 2 ฝ่าย อ้างว่าหลานชายกำลังจะลงเล่นการเมือง โดยมีเป้าหมายไปถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงยื่นข้อเสนอเรื่องงานในวงการบันเทิงและเงินจำนวนหนึ่ง แลกกับการไม่ดำเนินคดี ซึ่งอันนี้ถือเป็นหลักฐานชิ้นที่ 3 โดยทางผู้เสียหายมีการบันทึกวิดิโอไว้ขณะที่คุยกับปลายสาย ซึ่งจากเจตนาในการโทรมาไกล่เกลี่ย ดูเข้าข่ายการทำเพื่อหนีความผิดอีกเช่นกัน ลองฟังบางช่วงบางตอนกันหน่อยครับ
โดยทนายตั้ม เผยว่า หากเป็นไปตามที่คาดไว้ ด้วยพยานหลักฐานที่มีอยู่ รวมถึงหลักฐานเด็ดที่เตรียมเปิดในชั้นศาลอีก จะสามารถเอาผิดผู้ก่อเหตุได้ ในข้อหา ข่มขืนกระทำชำเรา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 มีโทษจำคุก 4-20 ปี ปรับตั้งแต่ 80,000 - 400,000 บาท และหากยืนยันได้ว่ามีการใส่ยานอนหลับ โทษก็จะเพิ่มตามไปอีก
แต่ล่าสุดเหมือนเรื่องจะส่อแววซับซ้อนอีก เพราะทนายตั้มเพิ่งแจ้งกับทีมข่าว พบว่า หลักฐานสำคัญในคดีหายไปจากสำนวน ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอฟังจากทั้งทนายตั้ม ผู้เสียหาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าจะชี้แจงอย่างไร คาดว่าน่าจะมีความเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้ ( 26 ส.ค.)