นายณัฐวุฒิ อินทสุนทร หลานชายของ จ.ส.อ.นพรัตน์ อินทสุนทร หนึ่งในผู้เสียชีวิตเดินทางมาที่เกิดเหตุ บอกว่า ขณะพักผ่อนอยู่บ้าน มีโทรศัพท์โทรหาคุณพ่อ บอกว่าอาตนถูกยิง ทำให้ตกใจมาก จึงรีบเดินทางมาทันที โดยอาของตนเป็นคนเฟรนลี่ ไม่เคยมีปัญหากับใคร ส่วนผู้ก่อเหตุอาเคยเล่าให้ฟังว่ามีพฤติกรรมชอบพกปืนมาที่ทำงาน
ขณะที่ เพจกองทัพบก Royal Thai Army โพสต์ข้อความ ระบุถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระบุว่า สำหรับสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง
เบื้องต้นหน่วยต้นสังกัดให้ข้อมูลว่า อาจจะเกิดจากความเครียดและปัญหาทางสุขภาพ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวหน่วยต้นสังกัดได้รายงานให้กองทัพบกรับทราบแล้ว ซึ่งจะดูแลรักษาผู้บาดเจ็บให้อย่างดีที่สุด และจัดการศพของผู้เสียชีวิตอย่างเหมาะสม รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการสืบสวนสอบสวนทางคดี ให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับผู้สูญเสีย กองทัพบก ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บด้วย
ล่าสุดจากพันตำรวจเอก กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้แล้วเรียบร้อย ยืนยันว่า ผู้ต้องหาตั้งใจก่อเหตุ แต่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาข้อเท็จจริง รวมถึงแรงจูงใจในหารก่อเหตุครั้งนี้ ซึ่งผู้ต้องหายังให้การวกวน
ย้ำว่าขณะนี้ยังไม่ได้มีการตัดประเด็นข้อสงสัยใดใดออกไป ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลว่าผู้ต้องหามีอาการป่วยทางจิตหรือไม่ หรือมีความขัดแย้งกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงเจตนาที่ผู้ต้องหาต้องการจะกราดยิงให้ครบถึง 10 คน
โดยเบื้องต้นพบว่า อาวุธปืนที่ผู้ต้องหาใช้ เป็นปืนขนาด 9 ม.ม. ผู้สื่อข่าวก็ถามว่า ผู้ปฏิบัติงานที่กรมยุทธทหารบก สามารถพกอาวุธปืนได้หรือไม่ พันตำรวจเอกกฤษณะ บอกว่า ตรงนี้ต้องไปดู ความเป็นเหตุเป็นผลในการพก มีหน้าที่พกหรือไม่ หรือเพื่อการกีฬา ย้ำว่า จุดนี้อยู่ในการสอบสวนอยู่แล้ว
จากนี้ ตำรวจก็จะแจ้งข้อหา ดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่เนื่องจากเป็นทหาร จะต้องมีทหารพระธรรมนูญ ซึ่งเป็นทหารนักกฎหมาย เข้าไปรับฟังรายละเอียดด้วย
รัฐบาล เสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุจ่าคลั่งกราดยิง