ผู้สื่อข่าว PPTV ลงพื้นที่จุดแรก คือ ที่พักสายตรวจหรือ ป้อมกรอกสมบูรณ์ จุดที่ดาบโก้และภรรยา มาหาเพื่อนตำรวจและพักค้างคืน ก่อนจะเสียชีวิต วันนี้ทีมข่าวไปถึงพบว่า ป้อมปิดเงียบไม่มีตำรวจประจำการอยู่แม้แต่นายเดียว ทีมข่าวจึงทดลองขับรถไปตามเส้นที่จะไปคลองรั้ง เพราะเบาะแสที่ ดาบโก้ บอกกับเพื่อนก่อนขับรถกระบะออกไปจากป้อมเมื่อเที่ยงวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 บอกว่า "จะไปทานข้าว ร้านอาหารแถวคลองรั้ง"
ทีมข่าวจึงขับรถไปตามเส้นทางที่จะไปคลองรั้ง ซึ่งไม่ไกลจากป้อมกรอกสมบูรณ์ ปรากฎว่าไม่พบร้านอาหาร มีเพียงร้านเสริมสวย ร้านค้าทั่วไป และร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ บ้านๆทั่วไป แต่ที่น่าสงสัยคือเส้นทางที่มาคลองรั้ง เป็นคนละทางกับจุดที่ดาบโก้และเมียจะไปถูกยิง เพราะหากดาบโก้จะไปจุดที่ตัวเองถูกยิงก็จะต้องไปอีกเส้นทางที่ไม่ผ่านคลองรั้ง
ทีมข่าวขับรถไปยังจุดที่คนร้ายยิงดาบโก้และภรรยาเสียชีวิต ซึ่งอยู่ห่างจากป้อมกรอกสมบูรณ์ ประมาณ 18 กิโลเมตร พบว่าเส้นทางนี้เป็นถนนลูกรัง แยกจากถนนเส้นหลักเข้าไปลึก สองข้างทางเป็นไร่มันสำปะหลัง ไม่มีบ้านคน ดูยังไงก็ไม่มีทางที่เป็นทางผ่าน ที่ดาบโก้จะขับผ่านมาได้ ตามที่ผบ.ตร.แถลงข่าว และหากตั้งข้อสังเกตว่าดาบโก้ขับหลงทางเข้ามาหรือไม่ ก็เป็นไปได้ยาก เพราะ ผบ.ตร.บอกว่า ดาบโก้รับราชการอยู่ที่ สภ.ระเบาะไผ่ หลายปี รู้จักเส้นทางแถบนี้อย่างดี
ทีมข่าวเเกะรอย ไปยังจุดทิ้งศพ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดยิงประมาณ 3-4 กิโลเมตร จุดนี้ รกร้าง มีบ่อน้ำ เป็นไร่มันสำปะหลังเส้นทางเข้าไปแยกลำบากกว่าจุดยิง จุดที่ศพทีมข่าวสังเกตเห็นร่องรอยกระจกรถแตกหลงเหลืออยู่
แต่ที่น่าแปลก ปรากฎว่าทีมข่าวไปพบว่า บ้านของนายต่ายมือยิง ดาบโก้และภรรยา "ตั้งอยู่ซอยตรงข้ามกับจุดทิ้งศพ" เรียกว่าอยู่เยื้องๆกันเลย
สำรวจบริเวณรอบๆบ้านของนายต่ายพบว่าบริเวณด้านหลังบ้านมีอุปกรณ์สูบน้ำมัน แกลลอนน้ำมันจำนวนมาก และมีรถบรรทุกจอดอยู่ ซึ่งช่วงที่ทีมข่าวเข้าไปทางเข้าด้านหน้าปิดไม่สามารถเข้าไปได้ แต่ก็พบว่าบริเวณด้านในยังคงมีคนอาศัยอยู่
จากการสอบถามชาวบ้านที่รู้จักกับนายต่ายมือยิง หลายคนก็ให้ข้อมูลว่านายต่ายเป็นคนดี นิสัยดีอัธยาศัยดีชอบช่วยเหลือชาวบ้าน เวลาชาวบ้านเดือดร้อนอะไรนายต่ายก็มักจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเสมอ ส่วนดาบโก้บางคนก็เคยได้ยินชื่อมาบ้าง เพราะเคยเป็นตำรวจในพื้นที่มาก่อน ชาวบ้านรับรู้ว่าเคยเป็นตำรวจอยู่ที่สภ.ระเบาะไผ่ แต่ไม่เคยเห็นเข้ามาบริเวณบ้านของนายต่ายมาก่อน
แต่ชาวบ้านก็บอกอีก เคยได้ข่าวลือมาว่า นายต่ายและดาบโก้เคยมีปัญหากันมาก่อนเรื่องค้าเอทานอล
ชาวบ้านยังเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจ บอกว่า ก่อนหน้านี้ นายต่าย เคยค้าน้ำมันเถื่อน ก่อนที่จะผันตัวมาค้าเอทานอล ซึ่งรับซื้อมาจากโรงงานที่ลักลอบขาย ก่อนนำไปขายต่อให้คนรับซื้อเพื่อน้ำไปผสมน้ำมันขายให้รถบรรทุกอีกที ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับข้อมูลของ ผบ.ตร.
นอกจากข้อพิรุธเรื่องเส้นทางและข้อมูลที่ชาวบ้านให้ อีกหนึ่งอย่างในคดีคือเรื่องโทรศัพท์มือถือของดาบโก้และภรรยา ที่ตำรวจมาพบภายหลังในจุดทิ้งศพว่า ถูกทุบทำลาย และโยนทิ้งน้ำ ก็น่าสงสัยว่าทำไมคนร้ายถึงทุบทำลายโทรศัพท์คนตายหากไม่รู้จักกันมาก่อน หรือนายต่ายจะกังวลว่าข้อมูลอะไรในโทรศัพท์ของดาบโก้จะหลุดออกไป
ส่วนประเด็นเรื่องการค้าเอทานอล แม้ บิ๊กต่ายจะบอกว่า ดาบโก้ไม่เกี่ยวแต่ก็สั่งตำรวจในพื้นที่ขยายผลเรื่องนี้แล้ว ซึ่งทีมข่าวของเราที่อยู่ในพื้นที่ก็ได้ข้อมูลขบวนการค้าเอทานอลเถื่อนในพื้นที่มาเหมือนกัน ลักษณะคล้ายการขายน้ำมันเถื่อนของรถบรรทุก เรียกว่า "ขายลูกหมู" ซึ่งทีมข่าวเราจะขยายเรื่องต่อ ติดตามต่อได้ในวันพรุ่งนี้
สส.ปราจีนฯ เชื่อ! ผู้มีอิทธิพล อยู่เบื้องหลังค้าน้ำมันเถื่อน
ทีมข่าวพีพีทีวี สอบถาม นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี พรรคชาติพัฒนา ในฐานะ สส.ในพื้นที่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตนเองก็ทราบข่าวเรื่องการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ซึ่งเคยเป็นข่าวในพื้นที่ โดยหลังมีการขยายผลและเข้าไปดูพื้นที่จัดเก็บน้ำมันเถื่อน ตัวเองก็รู้สึกตกใจเพราะมีปริมาณมากเป็นโกดัง
โดย นายวุฒิพงศ์ มองว่า การลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่ไม่ใช่การทำกันเล็กๆ แต่เชื่อว่าเป็นขบวนการใหญ่ และน่าจะต้องมีคนในพื้นที่รู้เห็น เพราะเส้นทางที่ “ดาบโก้” ไปพบการถ่ายน้ำมัน เป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 ซึ่งเป็นถนนหลัก ที่คนเดินทางจาก จ.นครราชสีมา แล้ววิ่งไปทางท่าเรือ จ.ชลบุรี หรือ จ.ระยอง จะต้องมาผ่านทางนี้เพื่อขนส่งสินค้าภาคอุตสาหกรรม
ซึ่งเท่าที่ตนเองทราบลักษณะการค้าน้ำมัน จะใช้รถบรรทุกคันใหญ่เติมน้ำมันมาเต็มถัง โดยสถานที่ถ่ายน้ำมันอยู่ติดถนน และเป็นที่พักรถเล็กๆ ที่มีทางให้รถเลี้ยวเข้าไปจอดถ่ายน้ำมัน โดยใช้วิธีการถ่ายน้ำมันออกจากรถไปประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ และเน้นการขับแบบประหยัดเอา กระบวนการถ่ายน้ำมัน เขาเชื่อว่าใช้เวลาไม่นาน ต่อคันเชื่อว่าไม่เกิน 15 นาที
นายวุฒิพงศ์ ระบุอีกว่า จากพฤติกรรมขบวนการนี้ เขามองว่าไม่ได้เกรงกลัวกฎหมาย ส่วนตัวจึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึง ผบ.ตร. ที่ลงพื้นที่ ช่วยขยายผลไปถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหรือไม่
สัญญาณเตือน “ไขมันพอกตับ” จุดเริ่มต้นสารพัด ตับแข็ง-มะเร็งตับ
พยากรณ์อากาศล่วงหน้า 17 พ.ค.นี้เริ่มต้นฤดูฝน เตรียมรับมือพายุถล่ม