เร่งล่าอดีตนักมวย! ตร.ย้ำเน้นความปลอดภัยตัวประกัน ลั่นต่อให้คนร้ายหนีก็จะตามถึงที่สุด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ตร.แจงเร่งล่า “สันติ” อดีตนักมวยก่อเหตุบุกบ้าน-ยิงปะทะ ย้ำปฏิบัติการเมื่อคืนเน้นความปลอดภัยตัวประกัน-ปชช. ลั่นต่อให้คนร้ายหนีก็จะตามถึงที่สุด

จากกรณี นายสันติ อายุ 39 ปี อดีตนักมวย หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  โดยบุกเข้าบ้านหลังหนึ่งในซอยอินทามระ 29 พร้อมใช้อาวุธปืนยิงใส่ตำรวจ ก่อนหลบหนีไปเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา

ล่าสุด พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. แถลงความคืบหน้าเหตุการณ์ดังกล่าว ว่า เหตุเริ่มต้นตั้งแต่ 27 ก.ย. 2567 โดยมีผู้เข้าไปลักทรัพย์บ้านหลังหนึ่งในเขตบางซื่อ ซึ่งมีทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปประกอบด้วยปืนลูกโม่ 1 กระบอกขนาด .38 กระสุน 50 นัด กระเป๋าชาแนล พราเครื่องหลายรายการ นาฬิการ 2 เรือน แหวนเพชรและพระทองคำ

คอนเทนต์แนะนำ
ตร.ช่วย 2 คนในบ้านซอยอินทามระ 29 ปลอดภัย เร่งล่าคนร้ายที่หลบหนี

อดีตนักมวย ช่างภาพพีพีทีวี
ตร.แจงเร่งล่า อดีตนักมวยก่อเหตุบุกบ้าน-ยิงปะทะ

ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวน และจับกุมผู้ร่วมขบวนการพร้อมของกลาง ก็นำไปสู่การออกหมายจับนายสันติ ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 4888/2567 ลงวันที่ 3 ต.ค. 2567 จากนั้นก็มีการปฏิบัติการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา โดยกองปราบปราม และตำรวจ สน.บางซื่อได้สนธิกำลังกัน และเฝ้าติดตามดูพฤติการณ์ หลังจากสืบทราบนายสันติได้มาเช่าอพาร์ทเม้นท์ ในซอยอินทามระ 29  แยก 3

แจกลิสต์ “เมนูอาหารเจ 108 อย่าง” ทำกินได้ทุกวัน ตลอดเทศกาลกินเจ

โดยเจ้าหน้าที่ได้เฝ้าติดตามจนถึงเวลา 19.00 น. จนนายสันติเดินออกมา แต่นายสันติก่อนเหตุลักทรัพย์หลายคดี หลายพื้นที่ รวมทั้งกำลังหนีประกันชั้นศาลอยู่จึงรู้ตัวดีและไหวตัวทัน จึงชักปืนลูกโม่ยิงใส่ตำรวจเพื่อเปิดทางหลบหนี โดยวิ่งไปที่ท้ายซอยแล้วข้ามกำแพงข้ามไปในซอยอินทามระ 29  แยก 1 โดยในช่วงเวลาหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตอดตามตัวคนร้าย โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชม. แต่ไม่ทราบว่าไปซุกซ่อนในบ้านหลังใด เจ้าหน้าที่จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังตามกฎความปลอดภัยเพราะพื้นที่ดังกล่าวมีบ้านเรื่อนประชาชนจำนวนมาก

จนกระทั่งเวลา 20.02 น.ทางเจ้าของบ้านรายหนึ่งได้ดูกล้องวงจรปิดพบคนร้ายอยู่ในบ้านตัวเอง ภายในซอยอินทามระ 29  แยก 3 ซึ่งในบ้านหลังดังกล่าว มีภรรยาและลูก 2 คนอาศัยอยู่ จึงโทรบอกคนในบ้านว่ามีคนร้ายเข้าไปในบ้าน โดยลูกชายเจ้าของบ้านซึ่งเป็นคุณหมอบอกว่าได้มีคนมาเคาะประตูห้องแล้วอ้างว่าเป็นตำรวจขอน้ำกิน แต่ดูลักษณะแล้วไม่น่าใช่ตำรวจเขาเลยปิดประตู

จากนั้นเวลา 20.50 น.ผู้เป็นแม่สบช่องโอกาสหลบหนีออกมาได้และได้ให้ข้อมูลกับตำรวจว่า ในบ้านมีห้องอยู่หลายห้องทั้งชั้น 1 และชั้น 2 และมีซอกอับอยู่หลายจุดรวมทั้งเป็นเวลากลางคืน จึงไม่สามารถสำรวจได้ว่าคนร้ายหลบซ่อนอยู่จุดไหน จากนั้นผู้บัญชาการตํารวจนครบาล 2 ซึ่งได้รับคำสั่งให้เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ได้วางกำลังปิดล้อมในในซอยอินทามระ ตั้งแต่ปากซอย กลางซอย ท้ายซอย รวมทั้งบริเวณบ้านหลังดังกล่าวรวม 4 จุด รวมทั้งปิดกั้นวงล้อมด้านนอก

จากนั้นมีการขออุปกรณ์เสริมจากเจ้าหน้าที่ชุดโดรน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการจับกุม โดยให้เจ้าหน้าที่ชุดโดนบินโดรนเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในบ้านหลังดังกล่าวในช่วงเวลาประมาณ 23.00 น. โดยให้บินตรวจสอบทั้งชั้นล่างและชั้นบนบ้าน

จากนั้นในช่วงเวลา 23.30 น.ได้มีพลเมืองดีวิ่งมาบอกตำรวจว่า เห็นตัวคนร้ายวิ่งหลบหนีจากบ้านดังกล่าวออกไปทางถนนใหญ่แล้ว โดยยืนยันรูปพรรณเป็นคนเดียวกับคนในภาพกล้องวงจรปิด จึงเป็นจุดเชื่อมั่นว่าในช่วงเวลานั้นคนร้ายได้ออกจากพื้นที่แล้ว จึงใช้เจ้าหน้าที่ชุดหนุมานตรวจสอบพื้นที่และช่วยตัวประกันในบ้านออกมาในเวลาประมาณ 00.00 น. ซึ่งในการปฏิบัติการดังกล่าวทุกคนปลอดภัยทั้งเจ้าหน้าที่ และประชาชน

“การปฏิบัติการเมื่อคืนเรามุ่งหวังความปลอดภัยของประชาชนเป็นตัวตั้ง ส่วนการจับกุมคนร้ายต่อให้หลบหนีก็ขอยืนยันว่าเราจะตามถึงที่สุด แต่ประชาชนต้องปลอดภัย ตัวประกันที่อยู่ในบ้านต้องปลอดภัย นี่คือคติที่เราต้องทำ”

นพศิลป์ ช่างภาพพีพีทีวี
พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น.

จากนั้นมีเหตุซ้ำสอง โดยในช่วงเวลา 21.00 น. ตำรวจได้ไปตามภรรยาของคนร้ายที่พักอยู่ด้วยกันที่อพาร์ทเม้นท์ โดยต้องการให้มาช่วยคุยกับคนร้าย แต่เมื่อตำรวจมาเคาะประตูห้องเกิดความเครียด และคว้าอาวุธปืน .38 ซึ่งเป็นปืนที่ลักทรัพย์มา แล้ววิ่งออกจากห้องพักไปอยู่ที่แยกสุทธิสาร ตั้งแต่เวลา 21.00-02.00 น. โดยมีอาการเครียดมาก คิดจะทำร้ายตัวเอง อารมณ์ขึ้นๆลงๆ ตำรวจจึงพูดคุยเจรจาต่อรองเพื่อความปลอดภัย

จากนั้นเวลา 02.00 น. เขาแจ้งว่าได้รับบาดเจ็บจากกระจกในบ้านร้าง จึงร้องขอรถเพื่อที่จะไปหาหมอ โดยบอกว่าไม่เอารถพยาบาลขอเป็นรถตำรวจ ซึ่งหลังจากนั้นเขาบอกว่าเขาอายตำรวจจึงเอาเสื้อคลุมให้ไป 1 ตัว แต่จุดนั้นเป็นมุมมืด เขาเอาเสื้อคลุมหัว และคนที่เจรจาคิดว่าเขาวางปืนเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเขาก็เดินมาคุยกับคนที่เจรจา ก่อนจะวิ่งขึ้นรถสายตรวจที่จอดรอนำตัวเขาส่งโรงพยาบาลตามคำร้องขอ แต่พอวิ่งขึ้นรถแล้วได้ใช้ปืนขู่บังคับคนขับรถ ขับรถออกไป โดยสารภาพว่าเครียดและต้องการให้ตำรวจขับรถพากลับบ้านที่ จ.อุบลราชธานี ตำรวจพลขับจึงพยายามพูดคุยเจรจา โดยใช้ภาษาอีสาน เนื่องจากผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นคนอุบลราชธานี ขณะที่ตำรวจเป็นคนมหาสารคาม

จากนั้นเมื่อขับรถไปถึงพื้นที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ผู้หญิงเริ่มอารมณ์เย็นลง จึงบอกตำรวจให้แวะบ้านป้าที่คลอง 3 จากนั้นเมื่อรถขับไปในเส้นทางตัดออกไปทาง อ.วังน้อย ซี่งเป็นที่เปลี่ยวผู้หญิงคนดังกล่าวได้ขอลงจากรถ จากนั้นชุดสะกดรอยติดตามก็เข้าปิดล้อมพื้นที่และเจรจาประมาณ 15 นาที ก่อนจะยอมให้จุบกุม จากการตรวจค้นพบปืน .38 กระสุน 6 นัด และยาไอซ์ 1 ถุงประมาณ 1.7 กรัม ต่อมาจากการตรวจค้นห้องพักที่เช่าพบยาไอซ์เพิ่มเติม รวมทั้งพบกระเป๋า พระเครื่องที่ขโมยมา ซึ่งภรรยานายสันติให้การว่าได้เสพสารเสพติดด้วยกันในคืนวันที่ 2 ต.ค.ก่อนก่อเหตุ

โดยในวันนี้ได้ส่งตัวผู้หญิงคนดังกล่าวตรวจสารเสพติดแล้ว พบสารเสพติดในร่างกาย และอยู่ระหว่างทำการสอบสวนปากคำที่ สน.บางซื่อ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา 1.ครอบครอบอาวุธปืน 2.พกพาอาวุธปืน 3.ข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ และ 4.มียาเสพติดไว้ในครอบครอง

ส่วนตัวนายสันติ ตั้งแต่เมื่อคืนตำรวจเปิดปฏิบัติการไล่ล่า ซึ่งผู้ใดที่ให้การช่วยเหลือหรือที่พักพิง ไม่ว่าจะเป็นญาติหรือเพื่อสนิท จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษทางกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งยืนยันว่าเราทำทุกมิติทุกทางเพื่อสืบสวนเพื่อหาตัวคนร้ายและจับกุมให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยตอนนี้คนร้ายยังมีปืนติดตัว 2 กระบอก โดยตอนนี้ตำรวจได้ตามทุกจุดทุกที่ทั้งพื้นที่นครบาลและใกล้เคียง รวมทั้งต่างจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของเขา และกำลังตรวจสอบกลุ่มเพื่อนเพื่อค้นหาต่อไป และอย่างไรก็ตามอยากฝากถึงนายสันติด้วยว่า อย่าทําผิดมากกว่านี้ ขอให้กลับตัวเป็นคนดีสังคมให้อภัยเสมอ รวมแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ตำรวจหากพบเห็นขอให้เร่งทําการจับกุมโดยปฏิบัติตามยุทธวิธี แต่ถ้ามีการยิงต่อสู้ก็ต้องปฏิบัติการตามกฎหมาย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ