รายการคุยข้ามช็อต ทางช่อง PPTV HD 36 วันที่ 19 ธ.ค. 67 ยังคงคุยกันเรื่องคดีการเสียชีวิตของ นายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ “สจ.โต้ง” ในบ้านของ นายสุนทร วิลาวัลย์ หรือ “โกทร” นายก อบจ.ปราจีนบุรี เพราะตอนนี้ยังคงมีหลายคำถามในใจผู้คน ว่าเกิดอะไรกันแน่ในคืนวันที่ 11 ธ.ค.
และคดีดูมีเงื่อนงำไปอีกขั้นเมื่อ คุณอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม อ้างว่ามีข้อมูลถึงขั้นว่านี่ไม่ใช่คดีบันดาลโทสะหรือทะเลาะวิวาทกันหน้างาน แต่เป็นการว่าจ้างด้วยเงิน 30 ล้านบาท
คุณอัจฉริยะเปิดเผยในรายการว่า ไม่ใช่การบันดาลโทสะอย่างแน่นอน พร้อมเล่าว่า ในวันเกิดเหตุ ตนได้คุยกับ สจ.โต้ง ตอน 4 โมงเย็น ซึ่ง สจ.โต้ง ยังบอกอยู่เลยว่าจะเดินทางมากรุงเทพด้วยธุระเรื่องลูก และยังนัดกันจะไปดูมวย แต่มาทราบข่าวอีกทีคือ สจ.โต้ง เสียชีวิตแล้ว
คุณอัจฉริยะเล่าว่า ปกติตนกับ สจ.โต้ง มีนัดเจอกันเกือบทุกสัปดาห์ที่สนามมวย และเคยคุยกันเรื่องการเลือกนายก อบจ. ตนก็บอก สจ.โต้ง ตลอดว่า ให้คุยกับโกทรให้รู้เรื่อง ถ้าไม่รู้เรื่องเดี๋ยวทะเลาะ
“โต้งไปขอให้โกทรให้การสนับสนุน โต้งบอกว่าคุยกับโกทรแล้ว ว่าโกขอเงิน 20 ล้านบาท แล้วจะสนับสนุนโต้ง โต้งบอกให้แล้ว 10 ล้าน โดยให้โกทรก่อน 5 ล้าน ให้ลูกสาวโกทร คุณกนกวรรณ วิลาวัณย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 5 ล้าน และฝากไว้ที่ นายกฤษฎ์ กษมพันธุ์ หรือ “รองอุ๊” รองนายก อบจ.ปราจีนบุรี อีก 10 ล้านบาท” คุณอัจฉริยะกล่าว
“เบี้ยผู้สูงอายุ 2568” เช็กวันโอนเข้าบัญชี และอัตราการจ่ายเบี้ยตามเกณฑ์อายุ
ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมบอกว่า ตอนแรกโกทรอนุญาต สจ.โต้งจึงประกาศว่าจะให้ภรรยาคือ สจ.จอย ลงสมัครแทน เพราะ สจ.โต้งติดแบล็กลิสต์อยู่
ต่อมา สจ.โต้งเริ่มมีการติดต่อหัวคะแนน แต่มีปัญหากับโกทร เรื่องความไม่เข้าใจบางเรื่อง “ผมบอกไปคุยให้จบ ไม่จบมีปัญหา เขาสร้างคุณได้เขาก็ฆ่าคุณได้ ผมเตือนเขาทุกสัปดาห์”
คุณอัจฉริยะเสริมว่า “ก่อนเสีย 1 วัน เขาบอกโกทรไม่สนับสนุนแล้ว เนื่องจากยังอยากขอเงินเพิ่ม โต้งบอกว่าไม่ให้ เพราะโกทรยังไม่รักษาคำพูดที่จะประกาศให้หัวคะแนนมาสนับสนุน โต้งเลยไม่จ่าย 10 ล้าน แต่เตรียมไว้แล้ว”
คุณอัจฉริยะอ้างว่า ช่วงเวลานั้นโกทรต้องการเงินอย่างมาก เพราะหมดเงินไปกับการสู้คดีรุกพื้นที่ป่า และเงินอื่น ๆ อีก อยู่ในสภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงิน จึงต้องมาไล่บี้เอากับ สจ.โต้ง
“โต้งทำเพื่อโกทรมาทั้งชีวิต อดีตเคยเกือบถูกวิสามัญ หรือนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามจ้างคนมา เคยถูกสไนเปอร์ยิงที่บ้านครั้งหนึ่ง แต่รอด เคยถูกตำรวจทรมานให้ซัดทอดโกทร ถูกถุงดำคลุมหัว เอาน้ำแข็งนาบตัว แต่โต้งไม่เคยซัดทอดเลย รักมา กเหมือนพ่อ ไม่เคยคิดทำร้ายโกทรหรือบ้านวิลาวัณย์” คุณอัจฉริยะบอก
เขาอ้างว่า ที่ สจ.โต้งต้องถูกกำจัดเพราะกลัวเป็น “โกทรสอง” มีคนที่ไม่อยากเห็น สจ.โต้งเติบโต กลัวว่าถ้าปล่อยจะคุมไม่อยู่
คุณอัจฉริยะบอกอีกว่า สจ.โต้งกับโกทรทะเลาะกันประจำ แต่สักพักก็คืนดีกัน เวลาทะเลาะจะคุยดังเหมือนในคลิปเสียง แต่เคลียร์ได้ทุกครั้ง “โต้งเคยบอกว่าไม่มีอะไรหรอก ไม่ยิงในบ้านหรอก เพราะอยู่กันมานาน”
คุณอัจฉริยะมั่นใจว่า วันที่เกิดเหตุ โกทรไม่ได้หลับตามคำกล่าวอ้าง และรับรู้เหตุการณ์ รวมถึงยังมีพิรุธหลายอย่าง ทั้งลูกน้องที่ใส่รองเท้าผ้าใบ ปืนที่ใช้ยิงก็ของโกทร
“ลักษณะการยิง เป็นการยิงจากบนลงล่าง ทุกคนใส่ผ้าใบ ชุดคุ้มกันโต้งเข้าไป ตอนรองอุ๊ออกมา ตอนแรกที่ออกมาจากบ้านโกทรครั้งแรก โต้งจะไป กทม. ตามแผนเดิม แต่รองอุ๊คงพูดโน้มน้าว ให้โต้งเข้าไปรอบสอง คำถามคือ ตอนรองอุ๊อยู่ทำไมไม่ยิง” คุณอัจฉริยะกล่าว
เขาเสริมว่า “มือปืนอยู่ตั้งแต่ที่รองอุ๊และ สจ.โต้งเข้าบ้านไปรอบแรก แต่เหมือนจังหวะไม่ได้ พอ สจ.โต้งกลับเข้าไปรอบสอง สัก 20 นาที ลูกน้อง สจ.โต้งที่มาด้วยกันได้ยินเสียงปืน เมื่อเสียงยินปืนเงียบจึงเข้าไป ถูกปืนจี้ไม่ให้เข้าไปยุ่งกับศพ สจ.โต้ง เห็นนอนหงายเสียชีวิตที่บันได แต่ต้องออกมาเพราะถูกปืนจี้อยู่ เลยคิดว่าทุกคนรู้เห็นหมด ไม่รู้ได้ไง เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ”
จากนั้น คุณสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตนายตำรวจสันติบาล ได้โฟนอินเข้ามาในรายการ และแย้งว่า เรื่องการว่าจ้างด้วยเงิน 30 ล้านบาทให้สังหาร สจ.โต้งนั้นไม่น่าเป็นไปได้ และส่วนตัวยังเชื่อในตัวโกทร 100% เหมือนอย่างที่โกทรเขียนจดหมายออกมายืนยันว่าบริสุทธิ์
คุณสันธนะบอกว่า “วันนั้นมันมีการยิงจากคนของโกทรฝ่ายเดียวหรือ คนในบ้านถูกจับหมด แล้วคนนอกบ้านเหตุใดไม่จับกุม เพราะมันมีการยิงจากทั้งสองฝ่ายนะ ลูกน้องโต้งก็มียิงเข้ามาในบ้านโกทร”
เขาเสริมว่า “เวลาผ่านมาอีกฝั่งไม่มีการดำเนินการจับกุมใครเลย แม้ไม่มีเสียชีวิตบาดเจ็บ แต่มีปืนยิงเข้ามาในบ้านพี่ทร แล้วเรื่องใครเรียกใคร ก็ดูโทรศัพท์สิ เวลาก็มี คลิปเสียงก็มี เสียงปืนชุดแรดแรกชุดหลัง ทุกคนที่เกี่ยวข้องเอามาดูก็เห็นหมดเอง”
คุณสันธนะไม่ติดใจสงสัยว่าคดีนี้อาจเกิดจากการทะเลาะวิวาท มองว่าเหตุเกิดได้ มีความเป็นไปได้ ถามกลับเหตุแบบนี้จะให้ลูกน้องถอดรองเท้าก่อนค่อยยิงหรือ แล้วเห็นภาพหรือไม่ มีรองเท้าหนังคู่หนึ่งอยู่ข้าง ๆ ศพ ตรงเชิงบันได เป็นรองเท้าของใคร เห้นแค่นี้ก็น่าจะเข้าใจแล้ว โดยไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม
คุณสันธนะยังถามว่า เคยรู้จักมือปืนจริง ๆ หรือไม่ ว่าการว่าจ้าง วางงานเตรีมมการเป็นอย่างไร เป้าหมายราคา 30 ล้านบาท ค่าตัวถึงหรือ รวมถึงการสั่งกันเอาเงินให้ทีเดียวเลยหรือ เพราะมือปืนถ้าได้เงินก็เชิดเงินไปใช้แล้ว ไม่ทำงานก็ได้ การจ้างควรจ่ายครึ่งมัดจำก่อน งานเสร็จค่อยจ่าย นี่พูดเหมือนจ่ายเช็คเลย
“มันเคยมีหรือไม่จ้างมือปืน 30 ล้าน ก่อนหน้านี้ที่ผมเป็นตำรวจทำคดีใหญ่ ๆ มาไม่เคยมีถึง 30 ล้านเลย” คุณสันธนะกล่าว
คุณอัจฉริยะโต้ว่า คุณสันธนะไม่รู้หรอกว่าถ้าไม่มี สจ.โต้ง มีคนได้ประโยชน์เยอะ ดังนั้นการจ่าย 30 ล้านบาทนั้นคุ้ม เผย 50 ล้านบาทก็มีคนกล้าจ่าย เพราะโต้งเป็นมือขวาโกทร โกทรไม่มีโต้งลำบาก
พูดมาถึงจุดนี้คุณอัจฉริยะก็บอกว่า ส่วนตัวยังไม่เข้าใจว่าทำไมโกทรรับงานมายิง สจ.โต้ง ถามตัวเองตั้งแต่วันเกิดเหตุ เพราะ สจ.โต้งทำเพื่อโกทรมาทั้งชีวิต ทำไมต้องยิง
คุณอัจฉริยะแย้มข้อมูลอย่างหนึ่งว่า 1 ใน 7 ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้แชตคุยกับแม่ตัวเอง ถามว่ามีหนี้สินอยู่เท่าไร จากนั้น 1 วันหลัง สจ.โต้งเสียชีวิต แม่ใช้หนี้สินหมด คำถามคือเอาเงินมาจากที่ไหน?
ส่วนเรื่องตรวจสอบโทรศัพท์ที่คุณสันธนะพูดถึง คุณอัจฉริยะบอกว่า โทรศัพท์เช็กหมดแล้ว วันแรกที่ตำรวจเข้าไปยึดโทรศัพท์มาหมดแล้ว เช็กไลน์คนที่ถูกจับแล้ว รอการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน คุณอัจฉริยะชี้ว่า ในหมู่ผู่ก่อเหตุ สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นลูกน้องที่มาบ้านประจำ ใครเป็นมือปืนที่ถูกเรียกมา “ตรงีนี้พิสูจน์ได้ว่ามาทุกวันจริงหรือไม่ บางคนบอกมาทุกวัน แต่แม่บ้านบอกไม่มีใครนอนค้างเลย เดี๋ยวไปไล่กล้อง ก็จะมีภาพว่าโกทรไปไหนบ้างก่อนเกิดเหตุ ลูกน้องไปไหนบ้าง ตำรวจมืออาชีพอยู่แล้ว”
คุณอัจฉริยะบอกว่า สบายใจที่คดีนี้จะมาอยู่ในมือกองปราบฯ โดยบอกว่าไม่ได้ไม่เชื่อใจตำรวจภาค 2 หรือ สภ.ปราจีนบุรี แต่ไม่เชื่อตำรวจบางคนที่สนิทสนมกับบ้านโกทร การเอาส่วนกลางเข้ามาทำคดีจะสบายใจกว่า
“อย่าคิดว่าโกทรอยู่ในเรือนจำไม่มีพิษสง เขาเบอร์ 1 ปราจีนบุรี สะสมบารมีมานาน ถ้าสอบสวนที่ปราจีนบุรีจะปลอดภัยหรือไม่ กับสอบที่กองปราบฯ ทำให้คนมั่นใจมากขึ้น เวลาทำสำนวนทำ ถ้าตำรวจปราจีนบุรีทำ จะรู้ได้อย่างไงว่าไม่มีคนแอบก๊อบปี้ไฟล์ให้ใคร ข่าวจะรั่วหรือไม่” คุณอัจฉริยะกล่าว
ด้าน ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญวิทยาเชิงพฤติกรรมและจิตวิทยาอาชญากร อาจารย์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เชื่อว่าเป็นคดีทะเลาะวิวาท
“มือปืนถูกจ้างได้ ติดคุกก็จ้างได้ ทำไมคิดว่าจะจบแค่นี้ถ้าไม่รื้อ ต้องหาต้นตอคดีนี้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ไม่เชื่อว่าเป็นการทะเลาะกันหน้างาน ตามตรรกะลูกน้องในบ้านจะกล้ายิงแขกเจ้านายได้อย่างไร ยิงในบ้านจ้านายด้วย คิดแบบชาวบ้านเลย บ้านนายที่เลี้ยงดูมา ถ้าลูกน้องไม่ได้มีความผิดปกติทางจิต ไม่มีทางเกิดขึ้น” ดร.ตฤณห์กล่าว
อาจารย์มองว่าเรื่องการจะสังหารใครต้องดูว่าใครมีอำนาจการตัดสินใจ ลูกน้องตัวเล็ก ๆ เป็นคนรับจ้าง ได้เงินได้ข้าว ไม่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายว่าจะเก็บคนนั้นคนนี้ การกำจัดคนเรื่องใหญ่ ยิ่งคนที่มีบทบาทกำลังจะเลือกตั้นายก อบจ. ยิ่งทำไม่ได้
นอกจากนี้ ดร.ตฤณห์บอกว่า เมื่อที่เปิดเหตุเป็นพื้นที่ปิดตาย เจ้าของพื้นที่อำนวยความสะดวกให้ได้ ควบุคมได้ เป็นสถานที่ที่มีฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของ และมือปืนอยู่ในนั้นอยู่แล้ว ทำให้เรื่องนี้น่าสงสัยหลายอย่าง
“จากข้อมูล มีคนหนึ่งจะออกจากบ้านเพราะปวดฉี่ ขอให้เปิดประตู แต่ในบ้านคนต้องมีห้องน้ำสิ ทำไมจะออกไปข้างนอก กลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายอยู่คนเดียวในที่ปิดตาย และข้อมูลจากปากรองอุ๊เองบอกว่า โกทรโรทหาเขา ถามว่าใครยิงอะไรหน้าบ้านเสียงดัง แต่ทรบอกหลับแล้ว รองอุ๊บอกว่าโกทรโทรมา แสดงว่ามีคนโกหกหรือเปล่า” อาจารย์กล่าว
ดร.ตฤณห์บอกว่า ประเด็นที่ต้องดูต่อคือ ลำพังวิถีกระสุนบอกได้แค่ใครลั่นไก แต่บอกไม่ได้ว่าใครชักใย เจ้าตัวไม่ต้องอยู่ที่เกิดเหตุก็บงการได้ ชี้ว่าการดำเนินแผนใช้เวลา การกู้แชตอาจไม่ได้อะไรมาก เพราะนักการเมืองระวังตัวอยู่แล้ว ไม่พิมพ์ให้มีหลักฐานหรอก มักนัดเจอคุยต่อหน้า ก็ต้องย้อนไปมากกว่า 1 เดือน 3 เดือนว่าไปไหนเจอใครบ้าง