จากกรณีผู้ป่วยรายหนึ่ง เข้ามารักษาตัวด้วยโรคไส้ติ่งอักเสบ และอยู่ระหว่างนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลสุรินทร์ ก่อนจะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง อาละวาด ใช้อาวุธขวานจากที่เก็บไว้เป็นอุปกรณ์ดับเพลิง และเสาน้ำเกลือ ไล่ทำร้ายผู้ป่วย, ญาติผู้ป่วยอื่น และทรัพย์สินทางราชการ ตำรวจสายตรวจ 2 นายจึงเข้าระงับเหตุ และผู้ก่อเหตุถูกยิงจนเสียชีวิต
ซึ่งล่าสุดช่วงเย็นที่ผ่านมา ผู้กำกับการ สภ.เมืองสุรินทร์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เข้าไปเป็นเจ้าภาพในการสวดอภิธรรมศพ ท่ามกลางบรรยากาศที่เศร้าสลด
โดยครอบครัวของผู้เสียชีวิต ชาวบ้าน และสังคม ยังคงคาใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดใน รพ.ว่าทำไมถึงเสีย และกล้องติดตัวของ จนท.ตำรวจสายตรวจที่เข้าระงับเหตุ ทำไมถึงไม่สามารถนำออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะชนได้ ทั้งนี้ทางผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สุรินทร์ ออกมาให้เหตุผลแล้วว่า “กล้องวงจรปิดของ จนท.ตำรวจ เป็นวัตถุพยานของ จนท.ตำรวจ อยู่ในขั้นตอนกระบวนการสอบสวน ซึ่งจะมีส่วนได้เสียของทุกฝ่าย คงต้องเป็นเรื่องของการสอบสวน เผยแพร่ไม่ได้”
ล่าสุด พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด ออกมาไลฟ์ผ่านช่องยูทูปวิเคราะห์ “โจ เรวัช กลิ่นเกษร” ถึงคดีนี้ว่า จากความเห็นชาวเน็ตบางคนก็บอกว่าทำเกินกว่าเหตุที่ไปยิงผู้ป่วยจนเสียชีวิต แต่เสียงส่วนใหญ่จะชื่นชมว่าตำรวจทำถูกต้องแล้ว ถ้าไม่ยิงอาจจะมีโอกาสไปทำร้ายคนอื่น
โดย พล.ต.ท.เรวัช ระบุว่า สภาพสังคมเวลานี้เบื่อหน่ายกับพวกที่บ้ายา พวกคลุ้มคลั่ง สติไม่ดี ถืออาวุธมาอาละอาดไล่ทำร้ายคนอื่น จนท.ตำรวจก็ต้องทำตามหน้าที่ กรณีนี้หมอ-พยาบาลน่าสงสารมาก
“ส่วนตัวผมชื่นชมตำรวจที่ตัดสินใจเด็ดขาด ซึ่งการที่ตำรวจจะกระทำเช่นนี้ได้นั้น เกิดขึ้นได้ 2 กรณี 1.เป็นการป้องกันชีวิตของตนเอง ซึ่งเป็นอัตรายถึงชีวิตและไม่สามารถหนีได้พ้น 2.ระงับยับยั้งภัยอันตรายที่จะถึงแก่ชีวิตของผู้อื่น”
พล.ต.ท.เรวัช ยังกล่าวถึงเรื่องปืนไฟฟ้าด้วยว่า อยากเสนอรัฐบาลซื้อให้ตำรวจให้ครบทั้ง 23,000 กระบอก แต่ละกระบอกมีลูกกระสุนประมาณ 6 นัด แต่จะนำเงินจากไหนไปซื้อได้ เพราะ 1 กระบอกราคาประมาณ 6-7 หมื่นบาท
ส่วนตัวมองว่าเหตุนี้จะใช้กระสุนยาง ถ้าตำรวจไม่ตัดสินใจระงับเหตุด้วยวิธีนี้ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาตำรวจเสียชีวิตไปหลายรายแล้ว ย้ำว่าตำรวจต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด พร้อมแนะนำว่าในระยะใกล้ อย่าเล็งที่หัว ให้เล็งที่ช่องท้อง
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.เรวัช ปิดท้ายด้วยว่า ตนเองถือหลัก “ติดคุกดีกว่าตาย เสียเงินดีกว่าติดคุก” พร้อมย้ำว่าตำรวจสายตรวจทำถูกแล้ว ทำต่อไปเถอะ