เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง รับแจ้งเหตุยิงภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ขณะที่เด็กนักเรียนภายในโรงเรียนจำนวน 44 คนปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่หลายคนอยู่ในอาการหวาดกลัวและร้องไห้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบเข้าตรวจสอบและควบคุมพื้นที่ โดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เดินทางติดตามสถานการณ์
ภายในโรงเรียนพบเด็กนักเรียนหลายคนอยู่ในอาการตกใจ เจ้าหน้าที่จึงนำเด็กทั้งหมดไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยบริเวณด้านหน้าโรงเรียน พร้อมประสานผู้ปกครองให้เดินทางมารับกลับบ้านอย่างเร่งด่วน จากการตรวจสอบเบื้องต้น เด็กนักเรียนทั้ง 44 คนปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
บริเวณชั้น 1 ภายในโรงอาหาร เจ้าหน้าที่พบร่างหญิงเสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อ นางไพลิน อายุ 48 ปี มีบาดแผลถูกยิงบริเวณกกหูด้านซ้าย ใกล้กันพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุขับรถยนต์เก๋งสีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน หลบหนีออกจากโรงเรียนหลังเกิดเหตุ
ล้อมบ้าน “หมวดโอ๋” นานกว่า 8 ชม. รอลูกชายช่วยเกลี้ยกล่อม
สถานการณ์ปิดล้อมบ้านพักของ “หมวดโอ๋” ข้าราชการตำรวจผู้ก่อเหตุยิง “ครูเปิ้ล” ภรรยาเสียชีวิตภายในโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ยังคงยืดเยื้อนานกว่า 8 ชั่วโมง โดยเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังรอบพื้นที่และเจรจาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเข้าสู่ช่วงค่ำ เจ้าหน้าที่ได้ติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่มเติมโดยรอบบ้านพัก พร้อมประเมินแนวทางปฏิบัติหากสถานการณ์ยืดเยื้อเข้าสู่ช่วงกลางคืน ก่อนหน้านี้มีการตัดกระแสไฟฟ้าภายในบ้านพัก และต่อมาได้ประสานการไฟฟ้าให้จ่ายกระแสไฟกลับคืนตามปกติ
ทีมข่าวได้รับข้อมูลว่า ลูกชายของหมวดโอ๋ ซึ่งรับราชการตำรวจอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ กำลังเดินทางโดยเครื่องบินกลับมายังพื้นที่ และได้ประสานขอให้เจ้าหน้าที่รอจนเดินทางมาถึง เพื่อขอเข้าพูดคุยเกลี้ยกล่อมบิดาให้ออกมามอบตัว
เจ้าหน้าที่จึงชะลอแผนปฏิบัติการบางส่วนไว้ก่อน โดยยังคงใช้การเจรจาเป็นแนวทางหลัก เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกชายเข้าช่วยพูดคุย และหวังให้สถานการณ์ยุติลงโดยไม่มีความสูญเสียเพิ่มเติม
เล่านาที "หมวดโอ๋" ลั่นไกลใส่ภรรยา
นายสมยศ อายุ 57 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นชายคนหนึ่งขับรถเก๋งมาจอด ก่อนเดินเข้าไปหาผู้เสียชีวิตและมีการพูดคุยกัน จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนผู้ที่อยู่บริเวณดังกล่าวต่างตกใจและหาที่หลบ ก่อนชายคนดังกล่าวจะเดินกลับไปขึ้นรถเก๋งสีขาวและขับออกจากพื้นที่
ภายหลังข่าวเหตุการณ์แพร่กระจายออกไป ผู้ปกครองต่างเดินทางมารับบุตรหลานออกจากโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เด็กบางคนยังมีอาการตกใจและร้องไห้ ผู้ปกครองต้องคอยปลอบโยนอย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ก่อเหตุ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นสามีของผู้เสียชีวิตและเป็นข้าราชการตำรวจ โดยหลังเกิดเหตุมีรายงานว่าขับรถหลบหนีไปยังบ้านพัก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงติดตามไปยังจุดดังกล่าวและอยู่ระหว่างเจรจาเกลี้ยกล่อมให้มอบตัว
ส่วนสาเหตุและแรงจูงใจในการก่อเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอบางละมุง เดินทางไปยังบ้านพักภายในหมู่บ้าน ในพื้นที่ ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังพบว่าผู้ถูกระบุว่าเป็นผู้ก่อเหตุอยู่ภายในบ้าน
เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมพื้นที่โดยรอบและพยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ออกมามอบตัว แต่ยังไม่มีเสียงตอบรับจากภายในบ้าน จึงประสานญาติและลูกชายคนเล็กมาช่วยพูดคุยเกลี้ยกล่อม เพื่อให้สถานการณ์ยุติลงอย่างปลอดภัย
ด้านเพื่อนบ้านให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เคยพูดคุยกับผู้ถูกระบุว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งเคยกล่าวถึงปัญหาสุขภาพ รวมถึงสอบถามเรื่องการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดและเงินที่จะได้รับ
กระทั่งล่าสุดผ่านมากว่า 5 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ยังคงปิดล้อมบ้านพักของ ข้าราชการตำรวจ สภ.บางละมุง ยศ ร.ต.ต. ผู้ถูกระบุว่าก่อเหตุยิงภรรยาเสียชีวิต ภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ตำบลหนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยยังไม่มีเสียงตอบรับจากภายในบ้าน แม้เจ้าหน้าที่จะนำทั้งญาติ เพื่อน และพี่ชายเข้าช่วยเจรจาเกลี้ยกล่อม
ความคืบหน้าล่าสุด นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เดินทางมายังบริเวณบ้านพักที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ร.ต.ต.ผู้ก่อเหตุหลบอยู่ภายใน เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ตำรวจยังคงตรึงกำลังปิดล้อมพื้นที่และพยายามใช้การเจรจาเป็นหลัก โดยเจ้าหน้าที่ได้นำพี่ชายของร.ต.ต.ผู้ก่อเหตุ เข้าไปบริเวณบ้านและตะโกนเรียกเพื่อพยายามให้ ร.ต.ต.ผู้ก่อเหตุออกมาพูดคุยและมอบตัว แต่ยังไม่มีเสียงตอบรับหรือความเคลื่อนไหวออกมาจากภายในบ้าน
ตำรวจจึงยังคงปิดล้อมพื้นที่ พร้อมประเมินสถานการณ์และวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติอย่างรัดกุม เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ บุคคลโดยรอบ และตัวผู้ก่อเหตุ
สำหรับแนวทางการสืบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ร.ต.ต.ผู้ก่อเหตุและภรรยามีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ก่อนมีการนำโทรศัพท์มือถือของภรรยาไปตรวจดู และพบข้อความบางอย่างภายในโทรศัพท์ จากนั้นในช่วงสายวันนี้ ร.ต.ต.ผู้ก่อเหตุได้เดินทางไปยังโรงเรียน ก่อนเกิดเหตุยิงภรรยาเสียชีวิต และเดินทางกลับมายังบ้านพัก กระทั่งเจ้าหน้าที่ติดตามมาปิดล้อมตั้งแต่หลังเกิดเหตุจนถึงขณะนี้
อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยว่าข้อความที่พบในโทรศัพท์เป็นข้อความเกี่ยวกับเรื่องใด และยังไม่ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นชนวนหรือแรงจูงใจในการก่อเหตุ โดยต้องรอการตรวจสอบพยานหลักฐานและสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับโรคประจำตัวของ ร.ต.ต.ผู้ก่อเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ยืนยันว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ยังคงปิดล้อมบ้านพักและพยายามเจรจาอย่างต่อเนื่อง โดยยังไม่มีรายงานว่า ร.ต.ต.ผู้ก่อเหตุออกมามอบตัวแต่อย่างใด
“พรรคประชาชน” เสียใจเหตุยิงในโรงเรียนชลบุรี
นางสาวณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายธีรศักดิ์ จิระตราชู สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นางสาวภัสสิริ รามวงศ์ สส.กทม. พรรคประชาชน และนางสาวนฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.จังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังเกิดเหตุใช้อาวุธปืนยิงภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี โดย นางสาวณัฐยา กล่าวว่า พรรคประชาชนขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงผู้ปกครองและเด็ก ๆ ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงภายในโรงเรียน เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษา แม้ที่ผ่านมาจะมีนโยบายและมาตรการด้านความปลอดภัยออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เหตุการณ์ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้น
ด้าน นายธีรศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ยิงในโรงเรียนที่จังหวัดชลบุรีเป็นอีกครั้งที่สังคมต้องเผชิญกับความสูญเสียจากความรุนแรงในสถานศึกษา โดยตลอดช่วงที่ผ่านมาเกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียนหลายพื้นที่ทั่วประเทศ สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะโรงเรียนแห่งใดแห่งหนึ่ง
นายธีรศักดิ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาไม่ควรผลักภาระให้โรงเรียนหรือกระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว เพราะความรุนแรงมีปัจจัยเชื่อมโยงทั้งครอบครัว ชุมชน และสภาพแวดล้อมของผู้ก่อเหตุ จึงจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงมหาดไทย
พรรคประชาชนจึงอยู่ระหว่างผลักดัน ร่างกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงเรียน เพื่อวางกรอบการดูแลความปลอดภัยอย่างเป็นระบบและครอบคลุม ไม่ใช่ให้โรงเรียนรับผิดชอบเฉพาะเมื่อเกิดเหตุแล้ว แต่ต้องมองไปถึงบริบทและสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาด้วย
ขณะนี้ร่างกฎหมายอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยพรรคพยายามออกแบบให้เป็นกฎหมายที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้มาตรการด้านความปลอดภัยเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และป้องกันไม่ให้สังคมต้องเผชิญกับเหตุความรุนแรงในโรงเรียนซ้ำแล้วซ้ำอีก
ขณะที่ นางสาวภัสสิริ กล่าวว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมุ่งกำกับเฉพาะบุคคล ไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับระบบ พรรคประชาชนจึงได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เข้าสู่สภาแล้ว โดยมุ่งยกระดับการคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงให้ครอบคลุมมากขึ้น และยึดความปลอดภัยของผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง
สาระสำคัญของร่างกฎหมายมุ่งปรับแนวคิดจากการเน้นการไกล่เกลี่ย ไปสู่การคุ้มครองผู้เสียหายเป็นหลัก ขยายขอบเขตและนิยามของความรุนแรงให้เท่าทันสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงการสร้างกลไกคุ้มครองฉุกเฉิน การมีผู้จัดการรายกรณี หรือ Case Manager และระบบดูแลผู้ถูกกระทำความรุนแรงอย่างเฉพาะทาง
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเสนอหลักการ Battered Person Syndrome เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถพิจารณาบริบทของผู้ที่เผชิญความรุนแรงสะสม รวมถึงผลักดันกลไกและทรัพยากรของรัฐให้สามารถช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงได้อย่างเป็นระบบ
ด้าน นางสาวนฤมาศ กล่าวว่า เหตุการณ์ยิงในโรงเรียนจังหวัดชลบุรีทำให้สังคมต้องกลับมาทบทวนเรื่องการครอบครองและการพกพาอาวุธปืน โดยเฉพาะการประเมินความพร้อมและความเสี่ยงของผู้ที่สามารถเข้าถึงอาวุธปืน
ทั้งนี้ การประเมินสุขภาพจิตไม่ได้หมายความว่าผู้ครอบครองปืนทุกคนเป็นผู้มีปัญหาสุขภาพจิต หรือผู้ที่มีประวัติด้านสุขภาพจิตจะต้องถูกตัดสิทธิ์โดยอัตโนมัติ แต่ควรมีระบบประเมินความพร้อมและความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐาน ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้
สำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืน ควรมีระบบกำกับดูแลที่รัดกุม ทั้งการอบรม การประเมินความพร้อม การจัดเก็บและการเข้าถึงอาวุธ รวมถึงแนวทางรับมือเมื่อพบสัญญาณความเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธที่มีไว้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ถูกนำไปใช้ในความขัดแย้งส่วนบุคคล
นางสาวณัฐยา กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากการผลักดันกฎหมายแล้ว สิ่งที่สังคมสามารถทำได้ทันทีคือการระมัดระวังการเผยแพร่รายละเอียดของเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งวิธีการก่อเหตุ เครื่องมือที่ใช้ และแรงจูงใจ เพราะอาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบ หรือ Copycat จึงขอให้สื่อมวลชนและประชาชนช่วยกันหยุดส่งต่อรายละเอียดที่อาจกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงซ้ำ และหากเป็นไปได้ ควรเผยแพร่ช่องทางสายด่วนหรือข้อมูลสำหรับขอความช่วยเหลือควบคู่ไปกับข่าวเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อให้การนำเสนอข่าวไม่เพียงสะท้อนปัญหา แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือและป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำอีก