Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

เจาะลึกเจียงเสวี่ยฉิน นอสตราดามุสจีนทำนายจุดจบสงครามสหรัฐอิหร่าน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เปิดบทวิเคราะห์เจียงเสวี่ยฉิน นอสตราดามุสจีน ชี้ชะตาสงครามสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ปัจจัยล่มสลายเปโตรดอลลาร์ และจุดเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่ที่ทุกคนต้องรู้

ภูมิหลังและเส้นทางชีวิตของ "เจียง เสวี่ยฉิน" สู่ฐานะนักพยากรณ์ระดับโลก

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและไฟสงครามที่กำลังลุกโชนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ชื่อของ เจียง เสวี่ยฉิน (Jiang Xueqin) นักการศึกษาและนักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ชาวจีน-แคนาดา ได้ก้าวขึ้นมาเป็นที่จับตามองในฐานะ "นอสตราดามุสแห่งแดนมังกร" ชายผู้ซึ่งไม่ได้ใช้เวทมนตร์หรือโหราศาสตร์ในการทำนายอนาคต แต่ใช้การวิเคราะห์แบบแผนทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ ผนวกกับทฤษฎีเกม (Game Theory) เพื่อประเมินทิศทางของระเบียบโลกใหม่

เส้นทางชีวิตของเจียง เสวี่ยฉิน เต็มไปด้วยความพลิกผัน เขาเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1976 ที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน โดยบิดาของเขาประกอบอาชีพเป็นครูโรงเรียนมัธยม เมื่อเจียงอายุได้ 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม ครอบครัวของเขาได้ตัดสินใจอพยพไปตั้งรกรากที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ชีวิตในวัยเด็กของเขาในต่างแดนเต็มไปด้วยความยากลำบากและยากจน บิดาต้องผันตัวไปเป็นพ่อครัวร้านอาหารจานด่วน ขณะที่มารดาทำงานเป็นช่างเย็บผ้า ส่วนเจียงเองก็ต้องทนสวมใส่เสื้อผ้ามือสองที่ได้รับบริจาคมา

ถึงแม้จะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แร้นแค้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นและสติปัญญาที่เป็นเลิศ แม้เขาจะถูกปฏิเสธการรับเข้าศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) แต่ท้ายที่สุดเขาก็สามารถคว้าทุนการศึกษาและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวรรณคดีอังกฤษจากมหาวิทยาลัยเยล (Yale College) ในปี ค.ศ. 1999

หลังจากจบการศึกษา เจียงต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอย่างหนักยาวนานถึง 5 ปี ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นผลมาจากความคับข้องใจในวิชาชีพและความรู้สึกขัดแย้งกับค่านิยมของสังคมตะวันตก ในปี ค.ศ. 2000 เขาตัดสินใจเดินทางกลับไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อเริ่มต้นเส้นทางสายสื่อมวลชนในฐานะนักข่าวอิสระ โดยมีผลงานเขียนให้กับสื่อชั้นนำอย่าง Christian Science Monitor และ Far Eastern Economic Review อย่างไรก็ตาม จุดหักเหสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2001 เมื่อเขาแฝงตัวเข้าไปทำสารคดีเกี่ยวกับขบวนการแรงงานในเมืองต้าชิ่ง (Daqing) ให้กับสถานีโทรทัศน์พีบีเอส (PBS) ของสหรัฐอเมริกา เขาถูกทางการจีนจับกุมและควบคุมตัวเป็นเวลา 2 วัน ก่อนจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2002 ภายใต้ข้อหาทำการบันทึกวิดีโออย่างผิดกฎหมายและต้องสงสัยว่าเป็นสายลับ

ในปี ค.ศ. 2003 ทางการจีนได้อนุญาตให้เจียงเดินทางกลับเข้าประเทศได้อีกครั้ง ครั้งนี้เขาตัดสินใจหันหลังให้กับวงการสื่อมวลชนและอุทิศตนให้กับการปฏิรูปการศึกษาในประเทศจีนอย่างเต็มตัว เขาได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในโรงเรียนมัธยมชั้นนำหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมเซินเจิ้น (Shenzhen Middle School) ระหว่างปี ค.ศ. 2008 ถึง 2010 การเป็นผู้อำนวยการโครงการแผนกนานาชาติของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University High School) ระหว่างปี ค.ศ. 2010 ถึง 2012 และการร่วมงานกับโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) ในปี ค.ศ. 2014 ปัจจุบันเขาสอนวิชาประวัติศาสตร์และปรัชญาตะวันตกอยู่ที่ Moonshot Academy ในกรุงปักกิ่ง นอกจากนี้ เขายังเคยเป็นนักวิจัยร่วมกับ Global Education Innovation Initiative ที่วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Graduate School of Education) และเป็นสมาชิกของ Royal Society of Arts (RSA) ของสหราชอาณาจักรอีกด้วย

แม้เจียงจะไม่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก แต่เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ในนาม "ศาสตราจารย์เจียง" (Professor Jiang) ผ่านช่อง YouTube ของเขาที่มีชื่อว่า "Predictive History" ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดตามมากกว่า 1.53 ล้านคน แพลตฟอร์มนี้กลายเป็นเวทีหลักที่เขาใช้เผยแพร่การวิเคราะห์เชิงลึกที่สั่นสะเทือนวงการความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำทำนายความขัดแย้งระดับโลกที่กำลังเกิดขึ้นจริงในขณะนี้

รากฐานแห่งปรัชญา ประวัติศาสตร์พยากรณ์และกลไกทฤษฎีเกม

กระบวนการวิเคราะห์ของเจียง เสวี่ยฉิน ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเชื่อเหนือธรรมชาติ แต่เกิดจากการสังเคราะห์ข้อมูลผ่านกรอบแนวคิดที่เขาเรียกว่า "ประวัติศาสตร์พยากรณ์" (Predictive History) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจากแนวคิด "จิตประวัติศาสตร์" (Psychohistory) อันเป็นศาสตร์สมมติในนิยายวิทยาศาสตร์ชุดสถาบันสถาปนา ของนักเขียนชื่อดัง ไอแซค อาสิมอฟ (Isaac Asimov) แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า หากเราสามารถเข้าใจแรงจูงใจทางภูมิรัฐศาสตร์ และแบบแผนของพฤติกรรมมนุษย์ในระดับมหภาค ได้อย่างถ่องแท้ผ่านแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ การคาดการณ์อนาคตก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในเชิงสถิติ

เจียงได้ผสานแนวคิดทางรัฐศาสตร์เข้ากับปรัชญาเชิงอภิปรัชญาอย่างลึกซึ้ง ในการบรรยายหลายครั้ง เขาได้ตั้งคำถามถึงทฤษฎีบิกแบง ทฤษฎีวิวัฒนาการ และประสาทวิทยาศาสตร์ โดยเสนอว่าความลี้ลับของจักรวาล เช่น พลังงานมืด และต้นกำเนิดของจิตสำนึก ล้วนมีผลต่อพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ที่ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ ในมิติของการเมืองระหว่างประเทศ เขาวิเคราะห์ว่าโลกถูกขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งระหว่างอารยธรรม และการแทรกแซงจากกลุ่มอำนาจเร้นลับ โดยมีการกล่าวอ้างถึงสมาคมลับ อย่าง อิลลูมินาติ (Illuminati) คณะเยซูอิต (Jesuits) กลุ่มซับบาเตียน แฟรงกิสต์ (Sabbatean Frankists) ที่เชื่อว่ามีอิทธิพลต่อโครงสร้างรัฐอิสราเอลสมัยใหม่ และฟรีเมสัน (Freemasons) ที่เขามองว่าควบคุมกลไกความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา

บทเรียนจากอดีตกาล ถอดรหัส "กับดักซิซิลี" (The Sicilian Expedition)

หลักการสำคัญข้อหนึ่งในการวิเคราะห์ของเจียงคือการนำประวัติศาสตร์มาทาบทับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เขาได้เปรียบเทียบความพยายามของสหรัฐอเมริกาในการทำสงครามกับอิหร่านว่า ไม่ต่างอะไรกับ "การรบที่ซิซิลี" (Sicilian Expedition) ของกองทัพนครรัฐเอเธนส์ในช่วงสงครามเพโลพอนนีเซียน (Peloponnesian War) เมื่อ 415 ถึง 413 ปีก่อนคริสตกาล

การทัพครั้งนั้น เอเธนส์ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางทะเลที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น ได้ส่งกองทัพขนาดมหึมาไปรุกรานเกาะซิซิลีด้วยความเชื่อมั่นในแสนยานุภาพและสติปัญญาของตน ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นความพินาศย่อยยับ กองเรือถูกทำลาย ทหารเสียชีวิตและถูกจับเป็นทาสเกือบทั้งหมด เจียงชี้ให้เห็นถึงตัวแปรเชิงโครงสร้าง ที่ตรงกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเอเธนส์ในอดีต และสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน ได้แก่

  1. อุปสรรคทางภูมิศาสตร์และประชากรศาสตร์ ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูงชันและซับซ้อนของอิหร่าน ผนวกกับขนาดพื้นที่ที่กว้างใหญ่ และจำนวนประชากรที่มหาศาล ทำให้การรุกคืบและการยึดครองภาคพื้นดินเป็นความฝันที่แทบเป็นไปไม่ได้ในทางยุทธวิธี

  2. เส้นทางส่งกำลังบำรุงที่เปราะบาง ระยะห่างทางลอจิสติกส์ที่ยาวไกลข้ามทวีป ทำให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลในการรักษาสภาพความพร้อมรบ ในขณะที่อิหร่านเป็นการตั้งรับในแผ่นดินแม่

  3. การต่อต้านจากคนในชาติที่เหนียวแน่น ความเป็นชาตินิยม และความผูกพันทางศาสนาที่ฝังรากลึกของชาวอิหร่าน จะก่อให้เกิดการต่อต้านจากภายในอย่างรุนแรง พลิกชัยชนะทางยุทธวิธีจากการโจมตีทางอากาศในระยะแรก ให้กลายเป็นความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว

ด้วยโครงสร้างแวดล้อมเหล่านี้ เจียงประเมินว่าสงครามที่เกิดขึ้นแท้จริงแล้วคือ "สงครามแห่งการบั่นทอนกำลัง" ที่อิหร่านได้ประเมินและเตรียมตัววางยุทธศาสตร์เพื่อเผชิญหน้ามานานกว่า 20 ปี

แผนภาพเปรียบเทียบยุทธการที่ซิซิลีสู่ความท้าทายของสหรัฐอเมริกาในสมรภูมิอิหร่าน ชี้ชัดถึงความซับซ้อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด

สามคำทำนายเขย่าโลก จากทฤษฎีสู่สมรภูมิ "Operation Epic Fury"

ในการบรรยายออนไลน์เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 2024 ในขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ยังคงบริหารประเทศในทำเนียบขาว และยังไม่เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารโดนัลด์ ทรัมป์ เจียง เสวี่ยฉิน ได้เสนอคำทำนายหลัก 3 ประการต่อหน้านักเรียนมัธยมปลายในกรุงปักกิ่ง ซึ่งในเวลาต่อมาวิดีโอดังกล่าวได้กลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลก

ลำดับคำทำนายของเจียง เสวี่ยฉิน (พฤษภาคม 2024) สถานะปัจจุบัน (เมษายน 2026) นัยยะและผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์
1. โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้งและกลับมาเป็นประธานาธิบดี เกิดขึ้นจริง (ได้รับชัยชนะในเดือนพฤศจิกายน 2024) การฟื้นคืนนโยบาย America First ความมั่นใจในอำนาจเบ็ดเสร็จ และความขัดแย้งในประเทศ
2. สหรัฐอเมริกาจะถูกดึงเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่าน เกิดขึ้นจริง (เริ่มปฏิบัติการ Operation Epic Fury เมื่อ 28 ก.พ. 2026) การเปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและการเสียชีวิตของผู้นำระดับสูง
3. สหรัฐอเมริกาจะพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้อย่างราบคาบ อยู่ระหว่างการพิสูจน์ (สงครามกำลังเข้าสู่สภาวะยืดเยื้อ) นำไปสู่การสิ้นสุดอำนาจนำของสหรัฐฯ การล่มสลายของระบบเปโตรดอลลาร์ และระเบียบโลกใหม่

ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับความเป็นจริงอันโหดร้ายของคำทำนายข้อที่สอง เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดฉากยุทธการที่ใช้ชื่อรหัสว่า "Operation Epic Fury" (ร่วมกับยุทธการ Roaring Lion ของอิสราเอล) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นการแทรกแซงทางทหารที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตะวันออกกลางสมัยใหม่ โดยเริ่มต้นด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านมากกว่า 900 แห่งภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมงแรก

การโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงนี้ส่งผลให้ อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อาซิซ นาซีร์ซาเดห์ และเสนาธิการทหาร พลโท อับดุลราฮิม มูซาวี เมื่อเข้าสู่วันที่ 10 ของปฏิบัติการ กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายเป้าหมายไปแล้วกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศอิหร่าน รวมถึงเรือรบมากกว่า 50 ลำ และฐานทัพอากาศสำคัญ 10 แห่งจากทั้งหมด 18 แห่งถูกทำลาย

ในด้านยุทธวิธี กองทัพสหรัฐฯ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้ขีปนาวุธร่อน (Cruise Missiles) แบบยิงจากระยะไกล (Standoff weapons) มาเป็นการใช้ระเบิดนำวิถี JDAMs (Joint Direct Attack Munitions) เพื่อลดต้นทุน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสงคราม โดยแบบจำลองงบประมาณ Penn Wharton Budget Model ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเมินว่าค่าใช้จ่ายเบื้องต้นของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ สำหรับปฏิบัติการนี้อาจพุ่งสูงกว่า 210,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศเป้าหมายที่ชัดเจน 4 ประการ ได้แก่ การป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ การทำลายขีปนาวุธ การกวาดล้างเครือข่ายกลุ่มตัวแทน และการทำลายกองทัพเรืออิหร่าน แต่เจียง เสวี่ยฉิน กลับมองว่าความสำเร็จทางยุทธวิธีในระยะสั้นเหล่านี้ คือการก้าวเท้าเข้าสู่ "กับดัก" อย่างเต็มตัว เพราะสงครามที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในรูปแบบที่สหรัฐฯ ไม่คุ้นเคย และไม่พร้อมที่จะรับมือ

ความไม่สมมาตรทางยุทธศาสตร์ "คณิตศาสตร์แห่งการสกัดกั้น" (Interceptor Math)

ข้อต่อสำคัญที่ทำให้เจียงมั่นใจว่าสหรัฐอเมริกาจะแพ้ในสงครามนี้ คือสิ่งที่เขาบัญญัติศัพท์เรียกว่า "คณิตศาสตร์แห่งการสกัดกั้น" (Interceptor Math) หรือความล้มเหลวทางเศรษฐศาสตร์การทหาร

ยุทธศาสตร์ของอิหร่าน และเครือข่ายกลุ่มตัวแทน อันประกอบด้วยกลุ่มกบฏฮูตี ในเยเมน กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ ในเลบานอน และกลุ่มฮามาส ในปาเลสไตน์ รวมถึงกองกำลังติดอาวุธนิกายชีอะห์อื่นๆ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเอาชนะกองทัพสหรัฐฯ ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่าหรือการรบแบบซึ่งหน้า แต่เป็นการต่อสู้ผ่าน "สงครามอสมมาตร" (Asymmetric Warfare) ที่ใช้ความได้เปรียบด้านต้นทุนเข้าบดขยี้โครงสร้างทางการเงินของศัตรู

เจียงวิเคราะห์ว่า กองทัพสหรัฐอเมริกาถูกออกแบบมาเพื่อการข่มขู่แสดงพลังในยุคสงครามเย็น ซึ่งต้องพึ่งพาระบบอาวุธขั้นสูงที่มีราคาแพงมหาศาล ในขณะที่อิหร่านเลือกใช้เทคโนโลยีระดับกลางอย่างโดรนกามิกาเซ่ และขีปนาวุธทิ้งตัวราคาถูก เข้าโจมตีแบบฝูงบิน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่กองทัพสหรัฐฯ ต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น ที่มีมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อลูก เพื่อยิงทำลายโดรนของอิหร่านที่มีต้นทุนการผลิตเพียง 50,000 ดอลลาร์เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เจียงยังได้อ้างอิงถึงหลักฐานวิดีโอจากอิสราเอลที่เผยให้เห็นว่า ขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ จำนวนถึง 11 ลูก ล้มเหลวในการสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัวของอิหร่านเพียงลูกเดียว

ความสิ้นเปลืองในการทำสงครามลักษณะนี้ ย่อมนำไปสู่การร่อยหรอของคลังแสงสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว เจียงชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะเร่งรีบที่จะเผด็จศึกให้สำเร็จก่อนที่กระสุนและขีปนาวุธจะหมดคลัง ซึ่งในกระบวนการนี้ สหรัฐฯ จำเป็นต้องดึงเอาอาวุธยุทโธปกรณ์สำรองที่เตรียมไว้สำหรับพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย (เพื่อรับมือกับจีน) มาใช้จนหมดสิ้น นอกจากนี้ อิหร่านยังได้ใช้ช่วงเวลา "สงคราม 12 วัน" เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2025 เป็นเสมือน "การซ้อมรบเสมือนจริง" เพื่อประเมิน และวิเคราะห์ขีดความสามารถในการระบุเป้าหมาย และการยิงสกัดกั้นของทั้งกองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างละเอียด ทำให้พวกเขารู้จุดอ่อน และข้อจำกัดของระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างดี

สามคำถามชี้ชะตา สมรภูมิภาคพื้นดิน นิวเคลียร์ และมัสยิดอัลอักซอ

ในรายการสัมภาษณ์ Breaking Points อันโด่งดัง เจียงได้ตั้งคำถามสำคัญ 3 ข้อ ที่จะเป็นตัวแปรชี้ขาดว่าสงครามความขัดแย้งในครั้งนี้จะจบลงอย่างไร และโลกหลังจากนี้จะเดินหน้าไปในทิศทางใด

1. สหรัฐอเมริกาจะตัดสินใจบุกภาคพื้นดินหรือไม่?

ตราบใดที่ปฏิบัติการ Operation Epic Fury ยังคงรักษาขอบเขตอยู่เพียงแค่สงครามทางอากาศ สหรัฐอเมริกายังคงมี "ทางออก" หรือทางถอยทางยุทธศาสตร์ หากกระแสลมเปลี่ยนทิศ สหรัฐฯ สามารถเลือกที่จะลดระดับความรุนแรง และประกาศถอนกำลังออกจากตะวันออกกลางได้ ซึ่งแม้จะเป็นการยอมรับความพ่ายแพ้ทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ก็จะไม่ถึงขั้นนำประเทศไปสู่ความพินาศย่อยยับ

ทว่า ประวัติศาสตร์สงครามยุคใหม่ชี้ให้เห็นว่า "การเปลี่ยนระบอบการปกครอง" ไม่สามารถกระทำได้สำเร็จผ่านการโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียว แรงกดดันกำลังถาโถมเข้าใส่ทำเนียบขาว ทั้งจากอิสราเอล และกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) ที่กำลังถูกตอบโต้ด้วยขีปนาวุธของอิหร่านอย่างหนักหน่วง หากประธานาธิบดีทรัมป์ทนต่อแรงกดดันไม่ไหว และตัดสินใจส่งกองกำลังทหารราบ เข้าไปเหยียบแผ่นดินอิหร่าน เจียงฟันธงว่าสถานการณ์จะแปรสภาพเป็นขุมนรกทันที สหรัฐฯ จะ "ติดหล่ม" อยู่ในสงครามกองโจรที่อิหร่านเชี่ยวชาญยาวนานถึง 5 ถึง 10 ปี เพื่อรักษากำลังพลให้เพียงพอต่อการยึดครองประเทศที่มีภูมิประเทศสลับซับซ้อน รัฐบาลสหรัฐฯ จะถูกบีบให้ต้องประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารทั่วประเทศ ซึ่งจะพรากชายหนุ่มชาวอเมริกันวัย 18 ปีนับแสนคนเข้าสู่สงครามที่ไม่มีวันชนะ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันมีทหารอเมริกันเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 13 นาย ในขณะที่ความสูญเสียฝั่งอิหร่านสูงกว่า 1,800 ราย

2. อาวุธนิวเคลียร์จะถูกนำมาใช้ในสมรภูมินี้หรือไม่?

ท่ามกลางความกังวลอย่างหนักของประชาคมโลกว่า อิสราเอลซึ่งครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่เป็นทางการ อาจตัดสินใจงัดเอาอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี มาใช้โจมตีอิหร่านหากสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต หรือเมื่อรับรู้ว่าตนเองกำลังเพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เจียง เสวี่ยฉิน ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่สวนทางกับความหวาดวิตกของคนส่วนใหญ่ เขาประเมินด้วยความมั่นใจถึง "100 เปอร์เซ็นต์" ว่าจะไม่มีการนำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ในความขัดแย้งครั้งนี้อย่างแน่นอน อาวุธนิวเคลียร์ถือเป็น "ข้อห้ามขั้นเด็ดขาดทางภูมิรัฐศาสตร์" ที่ประชาคมโลกต่างตระหนักดีนับตั้งแต่โศกนาฏกรรมที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ การทำลายข้อห้ามนี้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะนำไปสู่การตอบโต้แบบโดมิโนจากมหาอำนาจนิวเคลียร์อื่นๆ เช่น รัสเซีย และจีน ซึ่งจะลุกลามกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ล้างโลก (Nuclear Apocalypse) ที่อาจคร่าชีวิตประชากรโลกกว่า 5 พันล้านคน เจียงกล่าวย้ำในประเด็นนี้ด้วยอารมณ์ขันแบบตลกร้ายว่า "หากผมทำนายเรื่องนี้ผิด ผมก็พร้อมจะขออภัยต่อชาวโลก แต่ในชั่วขณะนั้นเราทุกคนก็คงตายกันหมดแล้ว ดังนั้นคำขอโทษของผมคงไม่มีความหมายอะไร"

3. ชะตากรรมของมัสยิดอัล-อักซอ (Fate of Al-Aqsa Mosque)

ปัจจัยที่เปราะบาง ไวไฟ และอันตรายที่สุดในมุมมองการพยากรณ์ของเจียง ไม่ใช่เรื่องของแสนยานุภาพทางทหาร แต่เป็นเรื่องของความเชื่อ และมิติด้านศาสนา มัสยิดอัล-อักซอ (Al-Aqsa Mosque) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าของกรุงเยรูซาเลม ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันดับ 3 ของโลกอิสลาม (รองจากนครมักกะห์และมาดีนะห์) แต่ในขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ก็คือเนินพระวิหาร ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนายูดาห์

เจียงประเมินตามหลักจิตวิทยาฝูงชนว่า หากกลุ่มชาวยิวหัวรุนแรง ฉวยโอกาสจากความสับสนวุ่นวายในช่วงสงคราม ทำการบุกรุกหรือทำลายมัสยิดอัล-อักซอเพื่อปูทางไปสู่การสร้างวิหารที่สาม ขึ้นมาใหม่ตามความเชื่อในพระคัมภีร์ เหตุการณ์นี้จะเป็นการข้าม "เส้นแดง" ที่ยอมรับไม่ได้ของชาวมุสลิมทั่วโลก ทันทีที่โดมของมัสยิดพังทลายลง ชาวมุสลิมกว่า 2,000 ล้านคนในทุกทวีปจะถือว่านี่คือ "พันธะและหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา" ที่จะต้องลุกฮือขึ้นและเข้าร่วมทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ (Holy War) เพื่อปกป้องศาสนสถานของตนและต่อต้านอิสราเอลรวมถึงพันธมิตรตะวันตกอย่างถึงที่สุด สถานการณ์เช่นนี้จะแปรสภาพความขัดแย้งระดับภูมิภาค ให้กลายเป็น "สงครามศาสนาและอารยธรรม" ระดับโลกที่ลุกลามจนไม่มีมหาอำนาจใดสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อีกต่อไป

มัสยิดอัลอักซอ ศูนย์กลางศรัทธาของโลกอิสลาม ที่อาจกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญในการขยายวงความขัดแย้งทางอารยธรรมและส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่อย่างแน่นอน

โดมิโนเอฟเฟกต์ทางเศรษฐกิจ การล่มสลายของเปโตรดอลลาร์และฟองสบู่ AI

สิ่งที่ทำให้คำทำนายของเจียง เสวี่ยฉิน สร้างความตื่นตระหนกในหมู่นักลงทุนและรัฐบาลทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่ภาพความสูญเสียทางการทหาร แต่เป็นผลกระทบเชิงประจักษ์แบบปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่จะกัดกร่อนและทำลายระบบเศรษฐกิจโลกที่สหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำอย่างถอนรากถอนโคน

อิหร่านภายใต้การนำของผู้นำทางจิตวิญญาณ และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ตระหนักดีมาตลอดว่า จุดอ่อนที่แท้จริงของ "จักรวรรดิอเมริกัน" ไม่ใช่กองทัพที่มีอาวุธทันสมัยที่สุด แต่คือระบบเศรษฐกิจที่ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยกลไก "เปโตรดอลลาร์" (Petrodollar) ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่แท้จริงของอิหร่านจึงไม่ได้มุ่งเป้าไปที่แผ่นดินสหรัฐฯ แต่พุ่งเป้าไปที่การทำลายเสถียรภาพ และความอยู่รอดของกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) อาทิ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน ซึ่งทำหน้าที่เสมือน "กระดูกสันหลัง" ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ยุทธศาสตร์โจมตีจุดตายของตะวันออกกลาง เจียงอธิบายกลยุทธ์การทำสงครามของอิหร่านว่าเต็มไปด้วยความแยบยล นอกจากการใช้มาตรการทางทหารเพื่อปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซในทางพฤตินัย ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลกและเป็นเส้นทางลำเลียงอาหารนำเข้ากว่า 90% ของภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว อิหร่านยังพุ่งเป้าการโจมตีไปที่ "โรงงานกลั่นน้ำทะเล" ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงชีวิตประชากรในภูมิภาค

ประเทศในกลุ่ม GCC มีสภาพภูมิประเทศเป็นทะเลทราย และต้องพึ่งพาน้ำจืดที่ผลิตจากโรงงานเหล่านี้สูงถึง 60% ของการบริโภคทั้งหมด เจียงยกตัวอย่างสถานการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวว่า หากอิหร่านใช้เพียงโดรนพลีชีพที่มีต้นทุนเพียง 50,000 ดอลลาร์ บินเข้าไปโจมตีทำลายโรงงานกลั่นน้ำจืดในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบียที่มีประชากรหนาแน่นกว่า 10 ล้านคน ภายในเวลาเพียงแค่สองสัปดาห์ เมืองหลวงแห่งนี้จะเข้าสู่วิกฤตขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ นำไปสู่ความโกลาหลและการล่มสลายของการบริหารงานภาครัฐในทันที

จุดจบของฟองสบู่เทคโนโลยีและการเงินสหรัฐฯ เมื่อความอยู่รอดขั้นพื้นฐานของประเทศกลุ่ม GCC ถูกคุกคามอย่างหนัก พวกเขาจะตกอยู่ในสภาวะอัมพาต ไม่สามารถสูบฉีดน้ำมันออกสู่ตลาดโลก และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่สามารถนำรายได้ในสกุลเงินดอลลาร์ไปหมุนเวียนลงทุน ในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาได้อีกต่อไป

ต้องเข้าใจว่า เม็ดเงินมหาศาลจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง คือแหล่งทุนหลักที่อยู่เบื้องหลังการพยุงตลาดหุ้นวอลล์สตรีท และเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญที่ใช้ในการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center สำหรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด เมื่อกระแสเงินทุนอันมหาศาลนี้หยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน เจียงคาดการณ์ว่า "ฟองสบู่ AI" จะปริแตกออกทันที ลากเอาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งเขานิยามอย่างเจ็บแสบว่าเป็นเพียง "แชร์ลูกโซ่ทางการเงิน" ระดับชาติ ให้พังทลายลงตามไปด้วย

นี่คือสาเหตุสำคัญที่ผู้นำชาติอาหรับอาจใช้กลไกนี้บีบให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเลือกระหว่างการยอมก้มหัวจ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงคราม เพื่อยุติความขัดแย้งให้แก่อิหร่านในมูลค่าสูงถึง 5,000 ถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ หรือไม่ก็ต้องยอมเสี่ยงชีวิตทหารอเมริกันนับหมื่นนายส่งกองทัพบุกภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่าน เพื่อปกป้องสถานะความมั่นคงของชาติพันธมิตร และรักษาเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์ตนเองเอาไว้

การล้มครืนลงเป็นโดมิโนของเปโตรดอลลาร์

เบื้องหลังการตัดสินใจ ทำไมประธานาธิบดีทรัมป์จึงเดินเข้าสู่ "กับดัก"

คำถามที่นักวิเคราะห์การเมืองทั่วโลกต่างสงสัยคือ ในเมื่อมีคำเตือนมากมายจากบรรดาเสนาธิการทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ว่ากองทัพสหรัฐฯ ยังไม่มีความพร้อมเพียงพอที่จะเปิดศึกใหญ่กับอิหร่าน เหตุใดประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จึงยังคงตัดสินใจเดินหน้าสั่งการให้เริ่มปฏิบัติการ Operation Epic Fury? เจียง เสวี่ยฉิน ได้ให้คำอธิบายถึงพฤติกรรมนี้ผ่านแรงจูงใจ 3 ประการหลัก

  1. ความจองหองและหลงระเริงในอำนาจ เจียงชี้ให้เห็นว่าผู้นำของจักรวรรดิมหาอำนาจมักจะเกิดความย่ามใจเมื่อได้รับชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ ในอดีต เขาเปรียบเทียบพฤติกรรมของทรัมป์ที่เกิดความรู้สึกมั่นใจเกินเหตุ หลังจากความสำเร็จในการลักพาตัวผู้นำเวเนซุเอลา ว่าไม่ต่างอะไรกับความหลงระเริงของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ตัดสินใจบุกสหภาพโซเวียตหลังจากที่สามารถยึดครองยุโรปตะวันตกได้อย่างง่ายดาย ความเชื่อมั่นในแสนยานุภาพทางอากาศที่เหนือกว่า ทำให้ฝ่ายบริหารของทรัมป์มองข้ามความซับซ้อนของการทำสงครามในสมรภูมิอิหร่าน

  2. ผลประโยชน์ทับซ้อน และการแสวงหาอำนาจทางการเมือง เจียงวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาว่า การตัดสินใจเข้าสู่สงครามครั้งนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนจากผลประโยชน์ทางการเงินส่วนบุคคล และการเมืองภายใน มากกว่าผลประโยชน์ของชาติ เขายกตัวอย่างกรณีที่กองทุนความมั่งคั่งของซาอุดีอาระเบียได้อนุมัติเงินลงทุนมูลค่ามหาศาลถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับกองทุน Private Equity ของ จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ลูกเขยของทรัมป์ รวมถึงคำสัญญาเงินสนับสนุนทางการเมืองจำนวน 250 ล้านดอลลาร์จาก มิเรียม อเดลสัน (Miriam Adelson) มหาเศรษฐีชาวยิว-อเมริกัน นอกจากนี้ ภาวะสงครามยังเปิดช่องทางให้ประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจฉุกเฉิน เพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งกลางเทอม เลื่อนกำหนดการเลือกตั้งประธานาธิบดี หรือใช้เป็นข้ออ้างในการผลักดันวาระการดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 3 อย่างไร้รอยต่อ

  3. ปัจจัยด้านความเชื่อทางอภิปรัชญา และวันสิ้นโลก นอกเหนือจากเหตุผลเชิงประจักษ์ เจียงยังนำเสนอทฤษฎีที่สร้างความตกตะลึง โดยเขาระบุว่าโลกตะวันตกถูกขับเคลื่อนด้วยเงื้อมมือของสมาคมลับ อย่างกลุ่มอิลลูมินาติ (Illuminati) ซึ่งตามทฤษฎีของเขาประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ คณะเยซูอิต (Jesuits) ที่ควบคุมวาติกัน, กลุ่มซับบาเตียน แฟรงกิสต์ (Sabbatean Frankists) ที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างรัฐอิสราเอล และกลุ่มฟรีเมสัน (Freemasons) ที่แทรกซึมอยู่ในสภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เจียงอ้างว่ากลุ่มคนเหล่านี้เชื่อว่าการก่อสงครามทำลายล้างในตะวันออกกลาง เป็น "บทบาทสมมติ" หรือสคริปต์ที่ต้องดำเนินไปตามคำพยากรณ์ เพื่อเร่งให้เกิดสถานการณ์ "วันสิ้นโลก" หรือความขัดแย้งของโกกและมาโกก (Gog and Magog) ตามความเชื่อในศาสนาคริสต์ และยูดาห์

โลกหลังสงคราม 3 ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

หากบทสรุปของสงครามครั้งนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของสหรัฐอเมริกา และการล่มสลายของระบบเปโตรดอลลาร์ตามคำทำนาย เจียง เสวี่ยฉิน ประเมินว่าระเบียบโลกจะถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างถอนรากถอนโคน ทิ้งภาพจำของโลกยุคเก่าไว้เบื้องหลัง และก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ผ่าน 3 ทิศทางหลัก ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ :

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง กลไกการเกิดและผลกระทบในระดับมหาภาค
1. การชะลอตัวและถดถอยของอุตสาหกรรม

วิกฤตการณ์พลังงานจากตะวันออกกลางจะทำลายโครงสร้างราคาพลังงานโลก ทำให้ประเทศมหาอำนาจไม่สามารถแบกรับต้นทุนในการรักษาระดับการผลิตทางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้อีกต่อไป เมืองใหญ่มหานครจะเผชิญความท้าทายอย่างหนักในการหล่อเลี้ยงประชากรหลายสิบล้านคน รัฐบาลทั่วโลกจะถูกบังคับให้หันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านอาหาร และความมั่นคงด้านพลังงาน ในระดับท้องถิ่น มากกว่าการมุ่งเน้นการเติบโตทาง GDP

2. การฟื้นฟูแสนยานุภาพทางทหารทั่วโลก

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เสถียรภาพของโลกหลายภูมิภาคพึ่งพาแสนยานุภาพ และการคุ้มครองจากกองทัพสหรัฐฯ แต่เมื่อสหรัฐฯ สูญเสียสถานะ "ตำรวจโลก" จากการพ่ายแพ้ในอิหร่าน ประเทศพันธมิตรที่เคยพึ่งพาร่มเงาความมั่นคงนี้ เช่น ประเทศญี่ปุ่น และหลายชาติในทวีปยุโรป จะถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างกองทัพ และสะสมกำลังรบของตนเองขนานใหญ่ นำไปสู่สภาวะการแข่งขันสะสมอาวุธระดับภูมิภาคทั่วโลก

3. การกลับมาของลัทธิพาณิชยนิยม

ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เคยเชื่อมโยงกันอย่างเสรีตามหลักการค้าเสรีจะแตกสลายลง ชาติมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมจะหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง เพื่อลดความเสี่ยง แข่งขันกันกว้านซื้อ และกักตุนทรัพยากรธรรมชาติ กีดกันการค้าระหว่างภูมิภาค และประเทศอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนทรัพยากรอาจต้องใช้กำลังทหารเพื่อขยายขอบเขตอิทธิพลของตนเพื่อความอยู่รอด

การล่มสลายของภาพลักษณ์ที่ไร้เทียมทานของกองทัพ และเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเป็นจุดสิ้นสุดของระบบโลกขั้วเดียว และเป็นการเปิดประตูสู่ "โลกหลายขั้วอำนาจ" อย่างเป็นทางการ

บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและรายงานเจาะลึกจาก PPTV

การพยากรณ์อันน่าสะพรึงกลัวของเจียง เสวี่ยฉิน ไม่ได้เป็นเพียงเสียงสะท้อนจากนักวิชาการเพียงคนเดียว แต่มันเริ่มสอดรับกับการประเมินของนักยุทธศาสตร์ และสื่อมวลชนชั้นนำระดับโลกหลายแห่ง เวลินา ชาคาโรวา (Velina Tchakarova) นักยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ชื่อดัง ได้ให้ความเห็นเชิงลึกผ่านสื่อมวลชนไว้ว่า อิหร่านในเวลานี้เปรียบเสมือนรัฐที่ "ถูกต้อนให้จนมุม" และตกอยู่ในสภาวะ "ไม่มีอะไรจะเสีย" ซึ่งหมายความว่าอิหร่านพร้อมที่จะต่อสู้จนถึงวินาทีสุดท้าย และพร้อมที่จะกดปุ่มจุดชนวนสั่งการเครือข่ายกลุ่มตัวแทนและสายลับที่แฝงตัวอยู่ทั่วโลก ไม่เพียงเฉพาะในการโจมตีตะวันออกกลาง แต่ครอบคลุมไปถึงใจกลางทวีปยุโรปและอเมริกา

ในประเทศไทยเอง ประเด็นนี้ก็เป็นที่สนใจอย่างมากในหมู่นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุน ทวีสุข ธรรมศักดิ์ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจชื่อดังของไทย ได้เคยนำเสนอแนวคิดในบริบทที่สอดคล้อง และใกล้เคียงกันเกี่ยวกับการเสื่อมถอยของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อันจะนำไปสู่กระบวนการ "รีเซ็ตระบบเงินโลก" หากสหรัฐฯ ต้องเพลี่ยงพล้ำในสงครามใหญ่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งแนวคิดนี้ช่วยเสริมน้ำหนักและอธิบายกลไกทฤษฎีการล่มสลายของเปโตรดอลลาร์ตามแบบประเมินของเจียงให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับคนไทย

เจาะลึกกระดานพนันระดับโลก บทวิเคราะห์เชิงสืบสวนจากเว็บไซต์ pptvhd36.com

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังจับตาความเคลื่อนไหวทางทหาร ทีมข่าวจาก [pptvhd36.com] ได้ทำการสืบค้นและนำเสนอรายงานพิเศษที่น่าสนใจยิ่งเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในแวดวงการเงิน และการเดิมพันระดับโลก โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มตลาดทำนายผล และรับพนันอย่าง "Polymarket" ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมี โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายของประธานาธิบดี เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น และมีบทบาทนำ

ข้อมูลจากตลาด Polymarket ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม 2026 แสดงให้เห็นถึง "สัญญาณความผิดปกติ" ในตลาดอย่างชัดเจน ทีมข่าวพีพีทีวีพบว่ามีการวางเงินเดิมพันก้อนใหญ่จำนวนกว่า 70,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2.3 ล้านบาท จากบัญชีผู้ใช้งานใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นเพียง 8 บัญชี ที่จงใจแทงสวนกระแสสงครามว่า "การประกาศหยุดยิง" ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการก่อนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2026

การเทหน้าตักเดิมพันในครั้งนี้ ส่งผลให้ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ความเชื่อมั่นของผู้เล่นในตลาดว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้น พุ่งทะยานจากระดับเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไปแตะที่ 24 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเฉพาะในหัวข้อเดิมพันนี้สูงกว่า 21 ล้านดอลลาร์ หรือราว 685 ล้านบาท

ปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวที่ผิดปกตินี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกต และวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า อาจมีข้อมูลเจาะลึกจากวงใน เล็ดลอดออกมาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาว หรืออีกนัยหนึ่งคือ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ อาจจะเริ่มตระหนักถึงหายนะทางเศรษฐกิจที่รออยู่เบื้องหน้า และกำลังหาทางลงจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจจาก "สงครามบั่นทอนกำลัง" ที่จะเล่นงานสหรัฐฯ จนไม่อาจฟื้นคืนได้ ตามที่นอสตราดามุสจีนได้พยากรณ์ไว้

ทว่า สถานการณ์จริงในสนามรบกลับยังคงดุเดือดสวนทางกับข่าวลือเรื่องการหยุดยิง ข่าวล่าสุดจากพีพีทีวียังคงรายงานความสูญเสียอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่กองทัพอิหร่านออกแถลงการณ์อ้างความสำเร็จในการยิงเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35 ของสหรัฐฯ ตกลงเป็นลำที่สอง พร้อมทั้งเผยแพร่ภาพซากเครื่องบินเพื่อเป็นการทำลายขวัญกำลังใจทหารอเมริกัน การใช้โดรนพลีชีพโจมตีลอบวางเพลิงโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ในประเทศคูเวตจนเกิดเพลิงไหม้ลุกลามหลายจุด แม้จะมีข่าวดีอยู่บ้างตรงที่มีรายงานว่าเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติตะวันตก "CMA CGM Kribi" เป็นเรือลำแรกที่สามารถลัดเลาะฝ่าด่านอันตรายเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จหลังจากเริ่มสงคราม แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับรายงานข่าวกรองของกองทัพสหรัฐฯ ที่ประเมินว่า กองทัพอิหร่านยังคงรักษาสภาพความพร้อมรบระดับสูง โดยมีแท่นยิงขีปนาวุธที่ยังใช้งานได้เหลืออยู่อีกกว่าครึ่งหนึ่งของคลังแสงทั้งหมด และยังมีโดรนติดอาวุธพร้อมใช้งานอีกหลายพันลำที่พร้อมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นภาพของสงครามยืดเยื้อที่อิหร่านได้เตรียมการมาอย่างรัดกุมที่สุด

บทสรุป การสิ้นสุดยุคสมัยแห่งมหาอำนาจขั้วเดียว

คำทำนายที่ถูกมองข้ามของ เจียง เสวี่ยฉิน ได้กระชากหน้ากากของภาพลวงตาแห่งความไร้เทียมทานของจักรวรรดิอเมริกัน และฉายภาพให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างทางการเงิน และการทหารที่ถูกซุกซ่อนมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าสงคราม "Operation Epic Fury" จะจบลงด้วยการประกาศชัยชนะทางยุทธวิธีของสหรัฐอเมริกา การยอมจำนน การเจรจาหยุดยิง หรือการถอนทัพอย่างน่าอัปยศ สิ่งหนึ่งที่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน และเป็นที่ประจักษ์แล้วก็คือ กลไกความเชื่อมั่นของระเบียบโลกเก่าที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจผูกขาดของเปโตรดอลลาร์ และแสนยานุภาพทางการทหารของสหรัฐฯ กำลังถูกบ่อนทำลายลงอย่างไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้

หากสหรัฐอเมริกายังคงดันทุรังเดินหน้าใช้มาตรการทางทหารที่แข็งกร้าวตอบโต้ด้วยความเชื่อมั่นที่หลงผิด โดยปราศจากการประเมินผลกระทบเชิงระบบอย่างรอบคอบ พวกเขาก็กำลังก้าวเดินตามรอยความล่มสลายของกองทัพเอเธนส์ในอดีตอย่างไม่ผิดเพี้ยน ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าคำทำนายฉากสุดท้ายของ "นอสตราดามุสแห่งแดนมังกร" จะสัมฤทธิ์ผลครบถ้วนสมบูรณ์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ แต่บทวิเคราะห์เชิงจิตประวัติศาสตร์ของเขาก็ได้ฝากข้อคิดที่สำคัญยิ่งให้แก่ประชาคมโลกนั่นคือ อำนาจนำที่แท้จริงในสมรภูมิศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้วัดกันที่ว่าใครครอบครองขีปนาวุธที่ทำลายล้างได้มากกว่ากัน หรือใครมีงบประมาณทางทหารที่สูงกว่า แต่วัดกันที่ความอดทนและสายป่านในการยืนหยัดบนสงครามแห่งการบั่นทอนกำลัง ที่คู่ขัดแย้งพร้อมจะทุ่มหมดหน้าตักเพื่อทำลายระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจของกันและกันจนกว่าจะพังพินาศลงไปข้างหนึ่ง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ