ท่ามกลางพลวัตแห่งความเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ปรากฏการณ์ที่กำลังสร้างความสั่นสะเทือนในทุกมิติของสังคมมนุษย์คือการผงาดขึ้นของสาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะมหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งกำลังเบียดขับท้าทายสภาวะความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความตึงเครียดที่เพิ่มทวีคูณขึ้นในทุกสมรภูมิ ตั้งแต่สงครามการค้า การแข่งขันทางเทคโนโลยี ไปจนถึงการเผชิญหน้าทางทหารในทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน ได้ปลุกปฐมบทแห่งความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติมานานกว่าสองสหัสวรรษ นั่นคือทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่รู้จักกันในนาม "กับดักทิวซิดิดีส" (Thucydides Trap)
คำถามสำคัญที่นักวิเคราะห์ นักยุทธศาสตร์ และผู้นำระดับโลกต่างเฝ้าถามคือ การเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งประวัติศาสตร์นี้จำเป็นต้องลงเอยด้วยเถ้าถ่านของสงครามเสมอไปหรือไม่? วันนี้ PPTV จะพาดำดิ่งลงไปสำรวจรากฐานของทฤษฎีดังกล่าว วิเคราะห์สถิติที่น่าตกใจในรอบ 500 ปีที่ผ่านมา และที่สำคัญที่สุดคือการถอดรหัสเชิงลึกจาก "4 กรณีศึกษาแห่งข้อยกเว้น" ที่มหาอำนาจโลกสามารถใช้รัฐประศาสโนบายทางการทูต สถาบันระหว่างประเทศ และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ในการก้าวข้ามความหวาดระแวงและหลบหลีกสงครามได้อย่างงดงาม เพื่อสกัดเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับการรักษาสันติภาพในยุคปัจจุบัน
ปฐมบทแห่งความขัดแย้ง เมื่ออำนาจใหม่สั่นคลอนบัลลังก์เก่า
แนวคิด "กับดักทิวซิดิดีส" ถูกรื้อฟื้นและทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการและความมั่นคงระหว่างประเทศ ในหนังสือชื่อ Destined for War: Can America and China Escape Thucydides's Trap? เขียนโดย Graham Allison ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์และอดีตคณบดีแห่ง Harvard Kennedy School ซึ่งได้หยิบยกวาทกรรมอันทรงพลังของนักประวัติศาสตร์และนายพลชาวเอเธนส์ยุคโบราณนามว่า "ทิวซิดิดีส" (Thucydides) ผู้บันทึกมหากาพย์สงครามเพโลพอนนีเซียน (Peloponnesian War) ในช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล
ในบันทึกประวัติศาสตร์ดังกล่าว ทิวซิดิดีสได้สรุปแก่นแท้ของมูลเหตุแห่งสงครามระหว่างนครรัฐเอเธนส์และสปาร์ตาไว้อย่างเฉียบขาดว่า "การผงาดขึ้นของเอเธนส์ และความหวาดกลัวที่สิ่งนี้ปลูกฝังลงในจิตใจของชาวสปาร์ตา คือสิ่งที่ทำให้สงครามเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"
กรอบความคิดเชิงวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึง "ความตึงเครียดเชิงโครงสร้าง" ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อรัฐมหาอำนาจใหม่ มีการเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในแง่ขนาดเศรษฐกิจ (GDP) แสนยานุภาพทางการทหาร และอิทธิพลทางการเมือง จนเริ่มเรียกร้องพื้นที่และบทบาทที่เหมาะสมกับสถานะใหม่ของตน ในทางกลับกัน มหาอำนาจเดิม ที่คุ้นเคยกับการกำหนดกฎเกณฑ์และจัดระเบียบโลก จะเกิดความหวาดระแวงและรู้สึกถูกคุกคาม นำไปสู่การใช้มาตรการปิดล้อมและสกัดกั้น แรงเสียดทานนี้เองที่มักผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเดินเข้าสู่สงคราม แม้ว่าในหลายกรณีจะไม่มีฝ่ายใดตั้งใจให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบก็ตาม
เพื่อทดสอบสมมติฐานนี้ ศาสตราจารย์ Graham Allison ได้นำทีมวิจัยจาก Belfer Center for Science and International Affairs แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทำการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลประวัติศาสตร์การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจย้อนหลังไป 500 ปี (ยุคหลังเวสต์ฟาเลีย) และได้จัดทำฐานข้อมูลที่เรียกว่า Thucydides's Trap Case File ซึ่งค้นพบเหตุการณ์การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่เข้าข่ายเงื่อนไขจำนวน 16 กรณี
สถิติที่ปรากฏเป็นเครื่องเตือนใจอันขมขื่นแก่มนุษยชาติ เนื่องจาก 12 ใน 16 กรณี (คิดเป็นร้อยละ 75) การขับเคี่ยวจบลงด้วยสงครามนองเลือด ซึ่งรวมถึงโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดอย่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ทว่า ภายใต้สถิติอันมืดมน ยังมีอีก 4 กรณีศึกษาที่มหาอำนาจสามารถเจรจาประนีประนอม ปรับตัว และผ่านพ้นวิกฤตไปได้โดยปราศจากการทำสงครามต่อกัน
| ลำดับ | ยุคสมัย | มหาอำนาจเดิม (Ruling Power) | มหาอำนาจใหม่ (Rising Power) | ผลลัพธ์ของความขัดแย้ง |
| 1 | ปลายศตวรรษที่ 15 | โปรตุเกส | สเปน | ไม่มีสงคราม |
| 2 | ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 16 | ฝรั่งเศส | ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค (Hapsburgs) | สงคราม |
| 3 | ศตวรรษที่ 16 และ 17 | ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค | จักรวรรดิออตโตมัน | สงคราม |
| 4 | ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 17 | ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค | สวีเดน | สงคราม |
| 5 | กลางถึงปลายศตวรรษที่ 17 | สาธารณรัฐดัตช์ | อังกฤษ | สงคราม |
| 6 | ปลายศตวรรษที่ 17 ถึง กลางศตวรรษที่ 18 | ฝรั่งเศส | บริเตนใหญ่ | สงคราม |
| 7 | ปลายศตวรรษที่ 18 ถึง ต้นศตวรรษที่ 19 | สหราชอาณาจักร | ฝรั่งเศส | สงคราม |
| 8 | กลางศตวรรษที่ 19 | ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร | รัสเซีย | สงคราม (สงครามไครเมีย) |
| 9 | กลางศตวรรษที่ 19 | ฝรั่งเศส | เยอรมนี | สงคราม (สงครามฟรังโก-ปรัสเซีย) |
| 10 | ปลายศตวรรษที่ 19 ถึง ต้นศตวรรษที่ 20 | จีนและรัสเซีย | ญี่ปุ่น | สงคราม |
| 11 | ต้นศตวรรษที่ 20 | สหราชอาณาจักร | สหรัฐอเมริกา | ไม่มีสงคราม |
| 12 | ต้นศตวรรษที่ 20 | สหราชอาณาจักร | เยอรมนี | สงคราม (สงครามโลกครั้งที่ 1) |
| 13 | กลางศตวรรษที่ 20 (สงครามเย็น) | สหรัฐอเมริกา | สหภาพโซเวียต | ไม่มีสงคราม |
| 14 | กลางศตวรรษที่ 20 | ญี่ปุ่น | สหรัฐอเมริกา | สงคราม (สงครามโลกครั้งที่ 2) |
| 15 | กลางศตวรรษที่ 20 | สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส | เยอรมนี | สงคราม (สงครามโลกครั้งที่ 2) |
| 16 | ปลายศตวรรษที่ 20 ถึง ปัจจุบัน | สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส | เยอรมนี | ไม่มีสงคราม |
(ตารางสรุปข้อมูลจาก: Wikipedia)
เพื่อทำความเข้าใจกลไกแห่งสันติภาพ รายงานฉบับนี้จะทำการเจาะลึก 4 กรณีศึกษาแห่งข้อยกเว้นอย่างละเอียด เพื่อถอดรหัสว่าผู้นำในอดีตใช้วิเทศโศบายและ "รัฐประศาสโนบายที่สร้างสรรค์" อย่างไรในการพาชาติรอดพ้นจากปากเหวแห่งหายนะ
-
บทความแนะนำที่น่าสนใจจาก PPTV:
ข้อยกเว้นที่ 1 การตกลงแบ่งโลกของโปรตุเกสและสเปน (ปลายศตวรรษที่ 15)
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ยุโรปกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการสำรวจ อาณาจักรโปรตุเกสถือเป็นมหาอำนาจดั้งเดิมที่ครองความเป็นจ้าวแห่งมหาสมุทร โดยได้สิทธิผูกขาดเส้นทางการค้าเครื่องเทศในแอฟริกาและตะวันออกไกล ทว่า สภาวะสมดุลนี้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อราชบัลลังก์กัสติยา (สเปน) ให้การสนับสนุนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ในการเดินเรือไปทางตะวันตก และค้นพบทวีปอเมริกาในปี ค.ศ. 1492
การผงาดขึ้นของสเปนสร้างความตระหนกให้กับพระเจ้าจอห์นที่ 2 แห่งโปรตุเกส อย่างยิ่ง พระองค์ทรงอ้างสิทธิเหนือดินแดนที่ค้นพบใหม่ทั้งหมดโดยอ้างอิงจากสนธิสัญญาอัลคาโซวาส ที่เคยทำไว้กับสเปนในปี 1479 ซึ่งให้สิทธิโปรตุเกสครอบครองดินแดนทางตอนใต้ของหมู่เกาะคานารี แต่ทางด้านกษัตริย์เฟอร์ดินานด์และพระนางอิซาเบลลาแห่งสเปน ทรงโต้แย้งว่าโคลัมบัสเดินเรือไปทางตะวันตก ไม่ใช่ทางใต้ จึงไม่ละเมิดสนธิสัญญาดังกล่าว ความตึงเครียดมาถึงจุดเดือดและเสี่ยงที่จะปะทุเป็นสงครามกองเรือเต็มรูปแบบ
แทนที่จะระดมกำลังทหารเข้าห้ำหั่นกัน ทั้งสองอาณาจักรคาทอลิกเลือกที่จะหันไปหา "อำนาจที่เหนือกว่า" ในยุคนั้น นั่นคือ สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ที่มีเชื้อสายสเปน (ตระกูล Borgia) พระสันตะปาปาได้ออกโองการ จำนวน 4 ฉบับในปี 1493 โดยเฉพาะฉบับที่ชื่อว่า Inter caetera ซึ่งกำหนดเส้นสมมติแบ่งซีกโลกทางตะวันตกของหมู่เกาะอะซอร์ส โดยให้สิทธิสเปนในดินแดนฝั่งตะวันตกทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม พระเจ้าจอห์นที่ 2 ทรงเล็งเห็นว่าเส้นแบ่งดังกล่าวไม่เป็นธรรมและจำกัดพื้นที่เดินเรือของโปรตุเกสมากเกินไป จึงทรงใช้ยุทธวิธีเจรจาทางการทูตโดยตรงกับราชสำนักสเปน ข้ามผ่านอำนาจของพระสันตะปาปา การเจรจาอย่างเข้มข้นระหว่างคณะทูตและนักภูมิศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายนำไปสู่ความตกลงครั้งประวัติศาสตร์ใน Treaty of Tordesillas ซึ่งลงนามในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1494
สาระสำคัญของสนธิสัญญานี้คือการขยับเส้นแบ่งอาณาเขตไปทางทิศตะวันตกอีก 370 ลีก (ประมาณ 1,110 ไมล์) จากหมู่เกาะเคปเวิร์ด ผลจากการขยับเส้นครั้งนี้ ทำให้สเปนมีอำนาจในการสำรวจและครอบครองทวีปอเมริกาเกือบทั้งหมด ในขณะที่ส่วนปลายสุดทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ตกอยู่ในเขตอิทธิพลของโปรตุเกส ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประเทศบราซิล
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคู่ขัดแย้งยอมรับในกรอบกติกาที่อิงกับอำนาจทางศีลธรรม (ศาสนจักร) และนำมาประยุกต์ใช้กับการเจรจาหาจุดลงตัวที่รักษาผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย สงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ และยังเป็นการเปิดยุคทองของการขยายอาณานิคมโพ้นทะเลที่หล่อหลอมประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่
ข้อยกเว้นที่ 2 สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา กับการประนีประนอมครั้งยิ่งใหญ่
หากกระโดดข้ามเวลามายังจุดเปลี่ยนของคริสต์ศตวรรษที่ 19 สู่ศตวรรษที่ 20 เราจะพบกับตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการรอดพ้นจากกับดักทิวซิดิดีส นั่นคือวิกฤตการณ์ระหว่าง "มหาอำนาจเดิม" อย่างจักรวรรดิอังกฤษ ที่ครองความเป็นจ้าวทะเลและศูนย์กลางการเงินโลก และ "มหาอำนาจใหม่" อย่างสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งฟื้นตัวจากสงครามกลางเมืองและกำลังมีอัตราการเติบโตทางอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดจนแซงหน้าอังกฤษในแง่ของผลผลิตโดยรวม
ในช่วงทศวรรษที่ 1890 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่พูดภาษาเดียวกันนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและรอยร้าว โดยเฉพาะจุดเดือดใน "วิกฤตการณ์เขตแดนเวเนซุเอลา ปี 1895" เมื่อเวเนซุเอลามีข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับบริติชกายอานา (อาณานิคมของอังกฤษ) ประธานาธิบดีโกรเวอร์ คลีฟแลนด์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศใช้หลักการมอนโร เพื่อแทรกแซงและเรียกร้องให้อังกฤษยอมรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการ โดยขู่ว่าสหรัฐฯ พร้อมใช้กำลังทหารหากอังกฤษล่วงละเมิดอธิปไตยในซีกโลกตะวันตก
นี่คือฉากทัศน์คลาสสิกของกับดักทิวซิดิดีส มหาอำนาจใหม่แสดงท่าทีก้าวร้าวเพื่อประกาศอิทธิพลในระดับภูมิภาค ทว่า ปฏิกิริยาของมหาอำนาจเดิมอย่างอังกฤษกลับไม่ได้ตอบสนองด้วยความรุนแรง รัฐบาลกรุงลอนดอนประเมินสถานการณ์ทางยุทธศาสตร์โลกอย่างเยือกเย็นและพบความจริงสองประการ
-
สหรัฐอเมริกามีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ใหญ่เกินกว่าที่กองเรืออังกฤษจะปราบปรามได้เบ็ดเสร็จ
-
ภัยคุกคามที่แท้จริงและใกล้ตัวที่สุดของจักรวรรดิอังกฤษ ไม่ใช่อเมริกา แต่เป็น จักรวรรดิเยอรมนี ภายใต้การนำของไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 2 ซึ่งกำลังเร่งสร้างกองทัพเรือและแผ่อิทธิพลคุกคามในทวีปยุโรป
ด้วยการวิเคราะห์อย่างมีวิสัยทัศน์ อังกฤษจึงเลือกนโยบายถอยฉากและสร้างมิตรภาพเชิงกลยุทธ์กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียกว่า Great Rapprochement การประนีประนอมนี้เห็นผลสัมฤทธิ์สูงสุดในการเจรจา สนธิสัญญาเฮย์-พอนซฟอท (Hay-Pauncefote Treaty) ในปี ค.ศ. 1901 ระหว่างจอห์น เฮย์ (John Hay) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และลอร์ดพอนซฟอท (Lord Pauncefote) เอกอัครราชทูตอังกฤษ
จากเดิมที่สนธิสัญญาเคลย์ตัน-บุลเวอร์ กำหนดให้ทั้งสองปกครองคลองคอคอดในอเมริกากลางร่วมกัน อังกฤษได้ยอมถอนตัวและมอบสิทธิขาดให้สหรัฐอเมริกาสร้างและควบคุม "คลองปานามา" แต่เพียงผู้เดียว รวมทั้งอนุญาตให้สหรัฐฯ ติดตั้งป้อมปราการทางทหารได้ การสละผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในซีกโลกตะวันตกของอังกฤษนี้ เพื่อแลกกับการรักษาฐานที่มั่นในยุโรปและแอฟริกา นับเป็น "รัฐประศาสโนบายที่สร้างสรรค์" อย่างหาตัวจับยาก
นอกจากนี้ How Trade Openness Advances America’s National Security ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการทางเศรษฐกิจ การเปิดเสรีทางการค้า และการที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินโลกที่มีลอนดอนเป็นศูนย์กลาง ช่วยลดอุณหภูมิความขัดแย้งได้มหาศาล ความเป็นศัตรูกลายสภาพเป็นความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้น ส่งผลให้ในเวลาต่อมา สหรัฐอเมริกากลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยอังกฤษรบชนะในสงครามโลกถึงสองครั้งสองครา
-
บทความแนะนำที่น่าสนใจจาก PPTV:
ข้อยกเว้นที่ 3 สงครามเย็น สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต (กลางศตวรรษที่ 20)
ภายหลังม่านควันแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 จางลง โลกถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจที่มีระบอบอุดมการณ์ต่างกันสุดขั้ว การพุ่งทะยานขึ้นมาของสหภาพโซเวียต ในฐานะมหาอำนาจคอมมิวนิสต์ ได้เข้าท้าทายระเบียบโลกเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นจ้าวครองเรือน นี่คือบททดสอบที่อันตรายที่สุดของมนุษยชาติ เนื่องจากทั้งสองขั้วอำนาจครอบครองเทคโนโลยีที่สามารถทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ นั่นคือ "อาวุธนิวเคลียร์"
จากงานวิเคราะห์ The Thucydides Trap เสนอข้อคิดที่น่าสนใจว่า การแบ่งแยกสถานการณ์โลกออกเป็นเพียง "สงคราม" กับ "สันติภาพ" อาจแคบเกินไป เพราะสงครามเย็น ถือเป็นสภาวะกึ่งกลาง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกระแทกจากกับดักทิวซิดิดีส
ปัจจัยหลักที่สกัดกั้นไม่ให้กองทัพโซเวียตและอเมริกาเปิดฉากยิงจรวดใส่กันโดยตรง ไม่ใช่เจตจำนงแห่งสันติภาพอันดีงาม แต่คือ "หลักการทำลายล้างร่วมกันอย่างแน่นอน" ความกลัวอย่างสุดขีดว่าการกดปุ่มอาวุธนิวเคลียร์จะหมายถึงจุดจบของประเทศตนเองเช่นกัน ได้บีบให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายต้องประดิษฐ์กฎเกณฑ์แห่งการแข่งขันรูปแบบใหม่
ในสถานะนี้ การแข่งขันไม่ได้หายไป แต่ถูกย้ายสมรภูมิไปยังมิติอื่นๆ อย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศ การสั่งสมอาวุธ สงครามจิตวิทยา จารกรรม และการทำ "สงครามตัวแทน" ในประเทศโลกที่สามแทนการปะทะกันโดยตรง ผู้นำสหรัฐฯ ได้พัฒนายุทธศาสตร์การปิดล้อมที่รัดกุม รักษาสายด่วนทางการทูตไว้เสมอเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด (เช่น ในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา) จนกระทั่งสี่ทศวรรษผ่านไป สหภาพโซเวียตก็ประสบกับความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและโครงสร้างภายใน จนพังทลายลงไปเองในปี ค.ศ. 1991 สหรัฐอเมริกาจึงสามารถรักษาความยิ่งใหญ่ไว้ได้โดยไม่ต้องทำสงครามสยบขั้วอำนาจ
ข้อยกเว้นที่ 4 เยอรมนียุคใหม่ กับโครงสร้างสถาบันระหว่างประเทศ (ปลายศตวรรษที่ 20)
ข้อยกเว้นประการสุดท้ายเกิดขึ้นในภูมิภาคยุโรป หลังจากการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน นำไปสู่การรวมชาติของเยอรมนีในปี ค.ศ. 1990 ประวัติศาสตร์อันขมขื่นของยุโรปสอนให้รู้ว่า ทุกครั้งที่เยอรมนีมีขนาดเศรษฐกิจและประชากรเติบโตจนแข็งแกร่ง (ยุคบิสมาร์ค หรือยุคฮิตเลอร์) มหาอำนาจดั้งเดิมอย่างสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสจะรู้สึกถูกคุกคาม ซึ่งลงเอยด้วยสงครามโลกทั้งสองครั้ง
เมื่อเผชิญกับการกลับมาผงาดอีกครั้งของเยอรมนี ผู้นำโลกตะวันตกได้เรียนรู้บทเรียนอันมีค่า แทนที่จะโดดเดี่ยวหรือกดทับศักยภาพของเยอรมนีแบบที่เคยทำในสนธิสัญญาแวร์ซาย พวกเขากลับใช้วิธี "การฝังตัวในสถาบันระหว่างประเทศ"
เยอรมนีถูกหลอมรวมเข้าเป็นกลไกสำคัญของ สหภาพยุโรป เพื่อบูรณาการเศรษฐกิจและการเมืองระดับภูมิภาค โดยใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน ทำให้ความเจริญของเยอรมนีกลายเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งยุโรป ในด้านความมั่นคง เยอรมนีถูกผูกโยงอยู่ภายใต้โครงข่ายของ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจำกัดพฤติกรรมการสร้างแสนยานุภาพทางทหารแบบชาตินิยมสุดโต่ง และป้องกันไม่ให้เกิดนโยบายต่างประเทศที่ก้าวร้าว การใช้โครงสร้างระดับชาติในการจัดการความหวาดระแวงนี้ ถือเป็นชัยชนะของลัทธิเสรีนิยมเชิงสถาบัน ที่ทำให้เยอรมนีครองแชมป์เศรษฐกิจยุโรปได้อย่างสันติ
12 กุญแจสู่สันติภาพ
จากการถอดรหัสความสำเร็จและล้มเหลวทางประวัติศาสตร์ Destined for War Summary สรุปหลักการสำคัญของศาสตราจารย์ Graham Allison ออกมาเป็น "12 กุญแจสู่สันติภาพ" ที่ช่วยดับไฟความขัดแย้งในกับดักทิวซิดิดีส ซึ่งหลักการที่เด่นชัดที่สุดและสามารถนำมาปรับใช้ได้ในทุกยุคสมัย ประกอบด้วย
-
อำนาจที่เหนือกว่า การแทรกแซงจากตัวกลางหรือสถาบันที่มีอำนาจเชิงสัญลักษณ์และได้รับการยอมรับ (เช่น ศาสนจักรในอดีต หรือ องค์การสหประชาชาติในปัจจุบัน) สามารถเป็นทางลงที่รักษาหน้าตาให้แก่คู่ขัดแย้ง
-
สถาบันระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง การมีส่วนร่วมในกติกาความมั่นคงและเศรษฐกิจร่วมกัน ช่วยกำหนดบรรทัดฐานและควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวของรัฐได้
-
ภาวะพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งผ่านห่วงโซ่อุปทาน การทำลายล้างประเทศอื่น ย่อมส่งผลสะท้อนกลับมาทำลายเศรษฐกิจตนเองอย่างรุนแรง
-
ความพินาศร่วมกัน การป้องปรามด้วยอาวุธระดับหายนะ (นิวเคลียร์) เป็นกรอบบังคับให้รัฐต้องหาช่องทางแข่งขันที่หลีกเลี่ยงการทำสงครามเต็มรูปแบบ
-
รัฐประศาสโนบายที่สร้างสรรค์ การใช้ศิลปะทางการทูตขั้นสูง การรู้จักรุกและถอยเพื่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า ดังที่ปรากฏในยุค Great Rapprochement
ศตวรรษที่ 21 สหรัฐอเมริกาและจีน บนทางแยกแห่งประวัติศาสตร์
บทเรียนเชิงประจักษ์จากอดีตทั้งมวล ล้วนกำลังถูกท้าทายอย่างหนักหน่วงด้วยปรากฏการณ์หน้าใหม่ในศตวรรษที่ 21 เมื่อการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา และมหาอำนาจใหม่ที่เติบโตอย่างฉุดไม่อยู่อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้กลายเป็น "กรณีศึกษาที่ 17" ของกับดักทิวซิดิดีส
ตัวชี้วัดความรุนแรงของสถานการณ์นี้คือ การที่ผู้นำระดับสูงสุดอย่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน ได้หยิบยกคำว่า "กับดักทิวซิดิดีส" มากล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งตั้งแต่ปี 2014 เพื่ออธิบายกรอบความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ในการหลีกเลี่ยงกับดักดังกล่าวผ่านความร่วมมือและการยอมรับผลประโยชน์หลัก ซึ่งกันและกัน
ความยากลำบากในการประสานรอยร้าวครั้งนี้ อยู่ที่ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของโครงสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมและรูปแบบการปกครองของทั้งสองชาติ ดังข้อมูลเปรียบเทียบในเชิงปรัชญาจากบทวิเคราะห์ในหนังสือ Destined for War: Can America and China Escape Thucydides's Trap? ที่ฉายภาพรอยปริแยกให้เห็นชัดเจนขึ้น
| มิติการเปรียบเทียบเชิงอุดมคติ | มุมมองของสหรัฐอเมริกา | มุมมองของสาธารณรัฐประชาชนจีน |
| การรับรู้ตัวตน | คือ "หมายเลขหนึ่งของโลก" ผู้นำที่ทุกคนต้องเดินตาม | คือ "ศูนย์กลางของจักรวาล" อารยธรรมที่เหนือกว่า |
| ค่านิยมหลักแห่งชาติ | เชิดชู "เสรีภาพ" เป็นหลักการสูงสุด | ให้ความสำคัญกับ "ระเบียบเรียบร้อย" และความกลมเกลียว |
| มุมมองต่อบทบาทรัฐบาล | มองว่าเป็น "ความชั่วร้ายที่จำเป็น" จึงต้องจำกัดอำนาจ | มองว่าเป็น "ความดีงามที่จำเป็น" เพื่อปกป้องส่วนรวม |
| รูปแบบการปกครอง | สาธารณรัฐประชาธิปไตย | อำนาจนิยมที่ตอบสนองประชาชน |
| ท่าทีต่อความเป็นเลิศ | ยึดหลัก "การเผยแผ่" ต้องการส่งออกประชาธิปไตยให้โลกรู้ | ถือตนเป็น "สิ่งพิเศษที่ลอกเลียนไม่ได้" ไม่ยัดเยียดให้ชาติอื่น |
| ทัศนคติต่อชาวต่างชาติ | เปิดกว้างรับความหลากหลาย | สงวนและมีขอบเขตจำกัด |
นอกจากความแตกต่างทางความคิด การปะทะกันเชิงกายภาพทางเศรษฐกิจยังแสดงให้เห็นผ่านสงครามเทคโนโลยี นโยบายพึ่งพาตนเองระดับสูงอย่าง "Made in China 2025" ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมล้ำยุคตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์และอวกาศ ยิ่งกระตุ้นให้สภาคองเกรสและรัฐบาลวอชิงตันมองจีนเปลี่ยนจากมิตรทางการค้า เป็น "ภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์" โดยสมบูรณ์ ในขณะที่แนวโน้มของโลกกำลังมุ่งสู่การรวมกลุ่มใหม่เพื่อสร้างระบบชำระเงินที่ลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ เช่น กลุ่ม BRICS ซึ่งผู้นำชาติมหาอำนาจมองว่านี่คือแรงต้านจากการจัดระเบียบโลกที่เปลี่ยนผ่าน
แม้ความท้าทายจะดูหนักหนาสาหัส แต่นักวิชาการสายรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองในแง่บวกว่า "ชะตากรรมแห่งสงคราม" มิใช่เรื่องที่ขีดเขียนไว้ตายตัว หากผู้นำสหรัฐฯ และจีนสามารถนำกรอบแนวคิด "ความร่วมมือเชิงแข่งขัน" มาปรับใช้ คล้ายกับการประคับประคองสันติภาพผ่านการยับยั้งชั่งใจในยุคสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาอาจต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งปันพื้นที่ทรงอิทธิพลในแถบเอเชีย-แปซิฟิกให้จีนมากขึ้น ในขณะที่จีนก็ต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างระมัดระวัง ไม่ผลีผลามแสดงอำนาจแข็งกร้าวจนเกินไป
การศึกษาอดีตมิใช่เพื่อการจมปลัก แต่เพื่อค้นหาทางสว่างให้กับอนาคต 12 กรณีศึกษาแห่งความล้มเหลวที่กลายเป็นทะเลเพลิงสอนมนุษย์ให้รู้ซึ้งถึงพิษสงแห่งความโอหังและความหวาดระแวง ในขณะที่ 4 กรณีศึกษาที่เจิดจรัสได้พิสูจน์แล้วว่า มนุษยชาติมีสติปัญญาและศิลปะทางการทูตที่ล้ำลึกพอที่จะแบ่งปันโลกใบนี้ได้โดยไม่ต้องทำลายล้างกัน ทิศทางของสมรภูมิกรณีศึกษาที่ 17 ระหว่างพญาอินทรีและมังกร จะเป็นบททดสอบภูมิปัญญาขั้นสูงสุดของผู้นำโลก ว่าจะจารึกประวัติศาสตร์ในฐานะผู้สร้างสันติภาพ หรือผู้จุดชนวนความพินาศของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21