PrincessBajrakitiya PrincessBajrakitiya

กับดักทิวซิดิดีส ถอดรหัส 4 ประวัติศาสตร์มหาอำนาจที่ไร้สงคราม

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เปิดบันทึกประวัติศาสตร์กับดักทิวซิดิดีส เจาะลึก 4 เหตุการณ์สำคัญในรอบห้าร้อยปี ที่การเปลี่ยนผ่านมหาอำนาจโลกไม่จบด้วยสงคราม พร้อมบทเรียนถึงยุคปัจจุบัน

ท่ามกลางพลวัตแห่งความเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ปรากฏการณ์ที่กำลังสร้างความสั่นสะเทือนในทุกมิติของสังคมมนุษย์คือการผงาดขึ้นของสาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะมหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งกำลังเบียดขับท้าทายสภาวะความเป็นผู้นำโลกของสหรัฐอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความตึงเครียดที่เพิ่มทวีคูณขึ้นในทุกสมรภูมิ ตั้งแต่สงครามการค้า การแข่งขันทางเทคโนโลยี ไปจนถึงการเผชิญหน้าทางทหารในทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน ได้ปลุกปฐมบทแห่งความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติมานานกว่าสองสหัสวรรษ นั่นคือทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่รู้จักกันในนาม "กับดักทิวซิดิดีส" (Thucydides Trap)

คำถามสำคัญที่นักวิเคราะห์ นักยุทธศาสตร์ และผู้นำระดับโลกต่างเฝ้าถามคือ การเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งประวัติศาสตร์นี้จำเป็นต้องลงเอยด้วยเถ้าถ่านของสงครามเสมอไปหรือไม่? วันนี้ PPTV จะพาดำดิ่งลงไปสำรวจรากฐานของทฤษฎีดังกล่าว วิเคราะห์สถิติที่น่าตกใจในรอบ 500 ปีที่ผ่านมา และที่สำคัญที่สุดคือการถอดรหัสเชิงลึกจาก "4 กรณีศึกษาแห่งข้อยกเว้น" ที่มหาอำนาจโลกสามารถใช้รัฐประศาสโนบายทางการทูต สถาบันระหว่างประเทศ และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ในการก้าวข้ามความหวาดระแวงและหลบหลีกสงครามได้อย่างงดงาม เพื่อสกัดเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับการรักษาสันติภาพในยุคปัจจุบัน

ปฐมบทแห่งความขัดแย้ง เมื่ออำนาจใหม่สั่นคลอนบัลลังก์เก่า

แนวคิด "กับดักทิวซิดิดีส" ถูกรื้อฟื้นและทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการและความมั่นคงระหว่างประเทศ ในหนังสือชื่อ Destined for War: Can America and China Escape Thucydides's Trap? เขียนโดย Graham Allison ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์และอดีตคณบดีแห่ง Harvard Kennedy School ซึ่งได้หยิบยกวาทกรรมอันทรงพลังของนักประวัติศาสตร์และนายพลชาวเอเธนส์ยุคโบราณนามว่า "ทิวซิดิดีส" (Thucydides) ผู้บันทึกมหากาพย์สงครามเพโลพอนนีเซียน (Peloponnesian War) ในช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล

ในบันทึกประวัติศาสตร์ดังกล่าว ทิวซิดิดีสได้สรุปแก่นแท้ของมูลเหตุแห่งสงครามระหว่างนครรัฐเอเธนส์และสปาร์ตาไว้อย่างเฉียบขาดว่า "การผงาดขึ้นของเอเธนส์ และความหวาดกลัวที่สิ่งนี้ปลูกฝังลงในจิตใจของชาวสปาร์ตา คือสิ่งที่ทำให้สงครามเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"

กรอบความคิดเชิงวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึง "ความตึงเครียดเชิงโครงสร้าง" ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อรัฐมหาอำนาจใหม่ มีการเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในแง่ขนาดเศรษฐกิจ (GDP) แสนยานุภาพทางการทหาร และอิทธิพลทางการเมือง จนเริ่มเรียกร้องพื้นที่และบทบาทที่เหมาะสมกับสถานะใหม่ของตน ในทางกลับกัน มหาอำนาจเดิม ที่คุ้นเคยกับการกำหนดกฎเกณฑ์และจัดระเบียบโลก จะเกิดความหวาดระแวงและรู้สึกถูกคุกคาม นำไปสู่การใช้มาตรการปิดล้อมและสกัดกั้น แรงเสียดทานนี้เองที่มักผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเดินเข้าสู่สงคราม แม้ว่าในหลายกรณีจะไม่มีฝ่ายใดตั้งใจให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบก็ตาม

เพื่อทดสอบสมมติฐานนี้ ศาสตราจารย์ Graham Allison ได้นำทีมวิจัยจาก Belfer Center for Science and International Affairs แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทำการสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลประวัติศาสตร์การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจย้อนหลังไป 500 ปี (ยุคหลังเวสต์ฟาเลีย) และได้จัดทำฐานข้อมูลที่เรียกว่า Thucydides's Trap Case File ซึ่งค้นพบเหตุการณ์การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่เข้าข่ายเงื่อนไขจำนวน 16 กรณี

สถิติที่ปรากฏเป็นเครื่องเตือนใจอันขมขื่นแก่มนุษยชาติ เนื่องจาก 12 ใน 16 กรณี (คิดเป็นร้อยละ 75) การขับเคี่ยวจบลงด้วยสงครามนองเลือด ซึ่งรวมถึงโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดอย่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ทว่า ภายใต้สถิติอันมืดมน ยังมีอีก 4 กรณีศึกษาที่มหาอำนาจสามารถเจรจาประนีประนอม ปรับตัว และผ่านพ้นวิกฤตไปได้โดยปราศจากการทำสงครามต่อกัน

ลำดับ ยุคสมัย มหาอำนาจเดิม (Ruling Power) มหาอำนาจใหม่ (Rising Power) ผลลัพธ์ของความขัดแย้ง
1 ปลายศตวรรษที่ 15 โปรตุเกส สเปน ไม่มีสงคราม
2 ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 16 ฝรั่งเศส ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค (Hapsburgs) สงคราม
3 ศตวรรษที่ 16 และ 17 ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค จักรวรรดิออตโตมัน สงคราม
4 ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 17 ราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค สวีเดน สงคราม
5 กลางถึงปลายศตวรรษที่ 17 สาธารณรัฐดัตช์ อังกฤษ สงคราม
6 ปลายศตวรรษที่ 17 ถึง กลางศตวรรษที่ 18 ฝรั่งเศส บริเตนใหญ่ สงคราม
7 ปลายศตวรรษที่ 18 ถึง ต้นศตวรรษที่ 19 สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สงคราม
8 กลางศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร รัสเซีย สงคราม (สงครามไครเมีย)
9 กลางศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศส เยอรมนี สงคราม (สงครามฟรังโก-ปรัสเซีย)
10 ปลายศตวรรษที่ 19 ถึง ต้นศตวรรษที่ 20 จีนและรัสเซีย ญี่ปุ่น สงคราม
11 ต้นศตวรรษที่ 20 สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ไม่มีสงคราม
12 ต้นศตวรรษที่ 20 สหราชอาณาจักร เยอรมนี สงคราม (สงครามโลกครั้งที่ 1)
13 กลางศตวรรษที่ 20 (สงครามเย็น) สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต ไม่มีสงคราม
14 กลางศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สงคราม (สงครามโลกครั้งที่ 2)
15 กลางศตวรรษที่ 20 สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส เยอรมนี สงคราม (สงครามโลกครั้งที่ 2)
16 ปลายศตวรรษที่ 20 ถึง ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส เยอรมนี ไม่มีสงคราม

(ตารางสรุปข้อมูลจาก: Wikipedia)

เพื่อทำความเข้าใจกลไกแห่งสันติภาพ รายงานฉบับนี้จะทำการเจาะลึก 4 กรณีศึกษาแห่งข้อยกเว้นอย่างละเอียด เพื่อถอดรหัสว่าผู้นำในอดีตใช้วิเทศโศบายและ "รัฐประศาสโนบายที่สร้างสรรค์" อย่างไรในการพาชาติรอดพ้นจากปากเหวแห่งหายนะ


  • บทความแนะนำที่น่าสนใจจาก PPTV:


ข้อยกเว้นที่ 1 การตกลงแบ่งโลกของโปรตุเกสและสเปน (ปลายศตวรรษที่ 15)

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ยุโรปกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการสำรวจ อาณาจักรโปรตุเกสถือเป็นมหาอำนาจดั้งเดิมที่ครองความเป็นจ้าวแห่งมหาสมุทร โดยได้สิทธิผูกขาดเส้นทางการค้าเครื่องเทศในแอฟริกาและตะวันออกไกล ทว่า สภาวะสมดุลนี้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อราชบัลลังก์กัสติยา (สเปน) ให้การสนับสนุนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ในการเดินเรือไปทางตะวันตก และค้นพบทวีปอเมริกาในปี ค.ศ. 1492

การผงาดขึ้นของสเปนสร้างความตระหนกให้กับพระเจ้าจอห์นที่ 2 แห่งโปรตุเกส อย่างยิ่ง พระองค์ทรงอ้างสิทธิเหนือดินแดนที่ค้นพบใหม่ทั้งหมดโดยอ้างอิงจากสนธิสัญญาอัลคาโซวาส ที่เคยทำไว้กับสเปนในปี 1479 ซึ่งให้สิทธิโปรตุเกสครอบครองดินแดนทางตอนใต้ของหมู่เกาะคานารี แต่ทางด้านกษัตริย์เฟอร์ดินานด์และพระนางอิซาเบลลาแห่งสเปน ทรงโต้แย้งว่าโคลัมบัสเดินเรือไปทางตะวันตก ไม่ใช่ทางใต้ จึงไม่ละเมิดสนธิสัญญาดังกล่าว ความตึงเครียดมาถึงจุดเดือดและเสี่ยงที่จะปะทุเป็นสงครามกองเรือเต็มรูปแบบ

แทนที่จะระดมกำลังทหารเข้าห้ำหั่นกัน ทั้งสองอาณาจักรคาทอลิกเลือกที่จะหันไปหา "อำนาจที่เหนือกว่า" ในยุคนั้น นั่นคือ สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ที่มีเชื้อสายสเปน (ตระกูล Borgia) พระสันตะปาปาได้ออกโองการ จำนวน 4 ฉบับในปี 1493 โดยเฉพาะฉบับที่ชื่อว่า Inter caetera ซึ่งกำหนดเส้นสมมติแบ่งซีกโลกทางตะวันตกของหมู่เกาะอะซอร์ส โดยให้สิทธิสเปนในดินแดนฝั่งตะวันตกทั้งหมด

การเจรจาสนธิสัญญาตอร์เดซิยัสในปีค.ศ.1494 สเปนและโปรตุเกสตกลงขีดเส้นแบ่งโลกเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม นับเป็นศิลปะทางการทูตยุคบุกเบิกที่เปลี่ยนแปลงระเบียบ

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าจอห์นที่ 2 ทรงเล็งเห็นว่าเส้นแบ่งดังกล่าวไม่เป็นธรรมและจำกัดพื้นที่เดินเรือของโปรตุเกสมากเกินไป จึงทรงใช้ยุทธวิธีเจรจาทางการทูตโดยตรงกับราชสำนักสเปน ข้ามผ่านอำนาจของพระสันตะปาปา การเจรจาอย่างเข้มข้นระหว่างคณะทูตและนักภูมิศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายนำไปสู่ความตกลงครั้งประวัติศาสตร์ใน Treaty of Tordesillas ซึ่งลงนามในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1494

สาระสำคัญของสนธิสัญญานี้คือการขยับเส้นแบ่งอาณาเขตไปทางทิศตะวันตกอีก 370 ลีก (ประมาณ 1,110 ไมล์) จากหมู่เกาะเคปเวิร์ด ผลจากการขยับเส้นครั้งนี้ ทำให้สเปนมีอำนาจในการสำรวจและครอบครองทวีปอเมริกาเกือบทั้งหมด ในขณะที่ส่วนปลายสุดทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ตกอยู่ในเขตอิทธิพลของโปรตุเกส ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประเทศบราซิล

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคู่ขัดแย้งยอมรับในกรอบกติกาที่อิงกับอำนาจทางศีลธรรม (ศาสนจักร) และนำมาประยุกต์ใช้กับการเจรจาหาจุดลงตัวที่รักษาผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย สงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ และยังเป็นการเปิดยุคทองของการขยายอาณานิคมโพ้นทะเลที่หล่อหลอมประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่

ข้อยกเว้นที่ 2 สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา กับการประนีประนอมครั้งยิ่งใหญ่

หากกระโดดข้ามเวลามายังจุดเปลี่ยนของคริสต์ศตวรรษที่ 19 สู่ศตวรรษที่ 20 เราจะพบกับตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการรอดพ้นจากกับดักทิวซิดิดีส นั่นคือวิกฤตการณ์ระหว่าง "มหาอำนาจเดิม" อย่างจักรวรรดิอังกฤษ ที่ครองความเป็นจ้าวทะเลและศูนย์กลางการเงินโลก และ "มหาอำนาจใหม่" อย่างสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งฟื้นตัวจากสงครามกลางเมืองและกำลังมีอัตราการเติบโตทางอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดจนแซงหน้าอังกฤษในแง่ของผลผลิตโดยรวม

ในช่วงทศวรรษที่ 1890 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่พูดภาษาเดียวกันนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและรอยร้าว โดยเฉพาะจุดเดือดใน "วิกฤตการณ์เขตแดนเวเนซุเอลา ปี 1895" เมื่อเวเนซุเอลามีข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับบริติชกายอานา (อาณานิคมของอังกฤษ) ประธานาธิบดีโกรเวอร์ คลีฟแลนด์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศใช้หลักการมอนโร เพื่อแทรกแซงและเรียกร้องให้อังกฤษยอมรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการ โดยขู่ว่าสหรัฐฯ พร้อมใช้กำลังทหารหากอังกฤษล่วงละเมิดอธิปไตยในซีกโลกตะวันตก

นี่คือฉากทัศน์คลาสสิกของกับดักทิวซิดิดีส มหาอำนาจใหม่แสดงท่าทีก้าวร้าวเพื่อประกาศอิทธิพลในระดับภูมิภาค ทว่า ปฏิกิริยาของมหาอำนาจเดิมอย่างอังกฤษกลับไม่ได้ตอบสนองด้วยความรุนแรง รัฐบาลกรุงลอนดอนประเมินสถานการณ์ทางยุทธศาสตร์โลกอย่างเยือกเย็นและพบความจริงสองประการ

  1. สหรัฐอเมริกามีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ใหญ่เกินกว่าที่กองเรืออังกฤษจะปราบปรามได้เบ็ดเสร็จ

  2. ภัยคุกคามที่แท้จริงและใกล้ตัวที่สุดของจักรวรรดิอังกฤษ ไม่ใช่อเมริกา แต่เป็น จักรวรรดิเยอรมนี ภายใต้การนำของไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 2 ซึ่งกำลังเร่งสร้างกองทัพเรือและแผ่อิทธิพลคุกคามในทวีปยุโรป

วิกฤตการณ์เวเนซุเอลานำไปสู่การประนีประนอมครั้งใหญ่ เมื่ออังกฤษยอมสละอิทธิพลในอเมริกาให้สหรัฐฯเพื่อหันไปรับมือภัยคุกคามจากจักรวรรดิเยอรมนีในทวีปยุโรป

ด้วยการวิเคราะห์อย่างมีวิสัยทัศน์ อังกฤษจึงเลือกนโยบายถอยฉากและสร้างมิตรภาพเชิงกลยุทธ์กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งนักประวัติศาสตร์เรียกว่า Great Rapprochement การประนีประนอมนี้เห็นผลสัมฤทธิ์สูงสุดในการเจรจา สนธิสัญญาเฮย์-พอนซฟอท (Hay-Pauncefote Treaty) ในปี ค.ศ. 1901 ระหว่างจอห์น เฮย์ (John Hay) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และลอร์ดพอนซฟอท (Lord Pauncefote) เอกอัครราชทูตอังกฤษ

จากเดิมที่สนธิสัญญาเคลย์ตัน-บุลเวอร์ กำหนดให้ทั้งสองปกครองคลองคอคอดในอเมริกากลางร่วมกัน อังกฤษได้ยอมถอนตัวและมอบสิทธิขาดให้สหรัฐอเมริกาสร้างและควบคุม "คลองปานามา" แต่เพียงผู้เดียว รวมทั้งอนุญาตให้สหรัฐฯ ติดตั้งป้อมปราการทางทหารได้ การสละผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในซีกโลกตะวันตกของอังกฤษนี้ เพื่อแลกกับการรักษาฐานที่มั่นในยุโรปและแอฟริกา นับเป็น "รัฐประศาสโนบายที่สร้างสรรค์" อย่างหาตัวจับยาก

นอกจากนี้ How Trade Openness Advances America’s National Security ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการทางเศรษฐกิจ การเปิดเสรีทางการค้า และการที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินโลกที่มีลอนดอนเป็นศูนย์กลาง ช่วยลดอุณหภูมิความขัดแย้งได้มหาศาล ความเป็นศัตรูกลายสภาพเป็นความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้น ส่งผลให้ในเวลาต่อมา สหรัฐอเมริกากลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยอังกฤษรบชนะในสงครามโลกถึงสองครั้งสองครา


  • บทความแนะนำที่น่าสนใจจาก PPTV:


ข้อยกเว้นที่ 3 สงครามเย็น สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต (กลางศตวรรษที่ 20)

ภายหลังม่านควันแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 จางลง โลกถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจที่มีระบอบอุดมการณ์ต่างกันสุดขั้ว การพุ่งทะยานขึ้นมาของสหภาพโซเวียต ในฐานะมหาอำนาจคอมมิวนิสต์ ได้เข้าท้าทายระเบียบโลกเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นจ้าวครองเรือน นี่คือบททดสอบที่อันตรายที่สุดของมนุษยชาติ เนื่องจากทั้งสองขั้วอำนาจครอบครองเทคโนโลยีที่สามารถทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ นั่นคือ "อาวุธนิวเคลียร์"

จากงานวิเคราะห์ The Thucydides Trap เสนอข้อคิดที่น่าสนใจว่า การแบ่งแยกสถานการณ์โลกออกเป็นเพียง "สงคราม" กับ "สันติภาพ" อาจแคบเกินไป เพราะสงครามเย็น ถือเป็นสภาวะกึ่งกลาง ที่ทำหน้าที่เป็นตัวดูดซับแรงกระแทกจากกับดักทิวซิดิดีส

ปัจจัยหลักที่สกัดกั้นไม่ให้กองทัพโซเวียตและอเมริกาเปิดฉากยิงจรวดใส่กันโดยตรง ไม่ใช่เจตจำนงแห่งสันติภาพอันดีงาม แต่คือ "หลักการทำลายล้างร่วมกันอย่างแน่นอน" ความกลัวอย่างสุดขีดว่าการกดปุ่มอาวุธนิวเคลียร์จะหมายถึงจุดจบของประเทศตนเองเช่นกัน ได้บีบให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายต้องประดิษฐ์กฎเกณฑ์แห่งการแข่งขันรูปแบบใหม่

สมดุลแห่งความสยดสยองและหลักการทำลายล้างร่วมกันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ กลายเป็นเกราะกำบังสำคัญไม่ให้สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตก้าวข้ามเส้นแดงสู่สงครามโลก

ในสถานะนี้ การแข่งขันไม่ได้หายไป แต่ถูกย้ายสมรภูมิไปยังมิติอื่นๆ อย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศ การสั่งสมอาวุธ สงครามจิตวิทยา จารกรรม และการทำ "สงครามตัวแทน" ในประเทศโลกที่สามแทนการปะทะกันโดยตรง ผู้นำสหรัฐฯ ได้พัฒนายุทธศาสตร์การปิดล้อมที่รัดกุม รักษาสายด่วนทางการทูตไว้เสมอเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด (เช่น ในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา) จนกระทั่งสี่ทศวรรษผ่านไป สหภาพโซเวียตก็ประสบกับความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและโครงสร้างภายใน จนพังทลายลงไปเองในปี ค.ศ. 1991 สหรัฐอเมริกาจึงสามารถรักษาความยิ่งใหญ่ไว้ได้โดยไม่ต้องทำสงครามสยบขั้วอำนาจ

ข้อยกเว้นที่ 4 เยอรมนียุคใหม่ กับโครงสร้างสถาบันระหว่างประเทศ (ปลายศตวรรษที่ 20)

ข้อยกเว้นประการสุดท้ายเกิดขึ้นในภูมิภาคยุโรป หลังจากการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน นำไปสู่การรวมชาติของเยอรมนีในปี ค.ศ. 1990 ประวัติศาสตร์อันขมขื่นของยุโรปสอนให้รู้ว่า ทุกครั้งที่เยอรมนีมีขนาดเศรษฐกิจและประชากรเติบโตจนแข็งแกร่ง (ยุคบิสมาร์ค หรือยุคฮิตเลอร์) มหาอำนาจดั้งเดิมอย่างสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสจะรู้สึกถูกคุกคาม ซึ่งลงเอยด้วยสงครามโลกทั้งสองครั้ง

เมื่อเผชิญกับการกลับมาผงาดอีกครั้งของเยอรมนี ผู้นำโลกตะวันตกได้เรียนรู้บทเรียนอันมีค่า แทนที่จะโดดเดี่ยวหรือกดทับศักยภาพของเยอรมนีแบบที่เคยทำในสนธิสัญญาแวร์ซาย พวกเขากลับใช้วิธี "การฝังตัวในสถาบันระหว่างประเทศ"

เยอรมนีถูกหลอมรวมเข้าเป็นกลไกสำคัญของ สหภาพยุโรป เพื่อบูรณาการเศรษฐกิจและการเมืองระดับภูมิภาค โดยใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน ทำให้ความเจริญของเยอรมนีกลายเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งยุโรป ในด้านความมั่นคง เยอรมนีถูกผูกโยงอยู่ภายใต้โครงข่ายของ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจำกัดพฤติกรรมการสร้างแสนยานุภาพทางทหารแบบชาตินิยมสุดโต่ง และป้องกันไม่ให้เกิดนโยบายต่างประเทศที่ก้าวร้าว การใช้โครงสร้างระดับชาติในการจัดการความหวาดระแวงนี้ ถือเป็นชัยชนะของลัทธิเสรีนิยมเชิงสถาบัน ที่ทำให้เยอรมนีครองแชมป์เศรษฐกิจยุโรปได้อย่างสันติ

12 กุญแจสู่สันติภาพ

จากการถอดรหัสความสำเร็จและล้มเหลวทางประวัติศาสตร์ Destined for War Summary สรุปหลักการสำคัญของศาสตราจารย์ Graham Allison ออกมาเป็น "12 กุญแจสู่สันติภาพ" ที่ช่วยดับไฟความขัดแย้งในกับดักทิวซิดิดีส ซึ่งหลักการที่เด่นชัดที่สุดและสามารถนำมาปรับใช้ได้ในทุกยุคสมัย ประกอบด้วย

  1. อำนาจที่เหนือกว่า การแทรกแซงจากตัวกลางหรือสถาบันที่มีอำนาจเชิงสัญลักษณ์และได้รับการยอมรับ (เช่น ศาสนจักรในอดีต หรือ องค์การสหประชาชาติในปัจจุบัน) สามารถเป็นทางลงที่รักษาหน้าตาให้แก่คู่ขัดแย้ง

  2. สถาบันระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง การมีส่วนร่วมในกติกาความมั่นคงและเศรษฐกิจร่วมกัน ช่วยกำหนดบรรทัดฐานและควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวของรัฐได้

  3. ภาวะพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งผ่านห่วงโซ่อุปทาน การทำลายล้างประเทศอื่น ย่อมส่งผลสะท้อนกลับมาทำลายเศรษฐกิจตนเองอย่างรุนแรง

  4. ความพินาศร่วมกัน การป้องปรามด้วยอาวุธระดับหายนะ (นิวเคลียร์) เป็นกรอบบังคับให้รัฐต้องหาช่องทางแข่งขันที่หลีกเลี่ยงการทำสงครามเต็มรูปแบบ

  5. รัฐประศาสโนบายที่สร้างสรรค์ การใช้ศิลปะทางการทูตขั้นสูง การรู้จักรุกและถอยเพื่อเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า ดังที่ปรากฏในยุค Great Rapprochement

ภาพสรุปเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มหาอำนาจสามารถใช้ยุทธวิธีและกลไกต่างๆ ในการหลบหลีกกับดักทิวซิดิดีสได้อย่างเฉียบคม นำไปสู่การรักษาสันติภาพของมวลมนุษย์

ศตวรรษที่ 21 สหรัฐอเมริกาและจีน บนทางแยกแห่งประวัติศาสตร์

บทเรียนเชิงประจักษ์จากอดีตทั้งมวล ล้วนกำลังถูกท้าทายอย่างหนักหน่วงด้วยปรากฏการณ์หน้าใหม่ในศตวรรษที่ 21 เมื่อการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา และมหาอำนาจใหม่ที่เติบโตอย่างฉุดไม่อยู่อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้กลายเป็น "กรณีศึกษาที่ 17" ของกับดักทิวซิดิดีส

ตัวชี้วัดความรุนแรงของสถานการณ์นี้คือ การที่ผู้นำระดับสูงสุดอย่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน ได้หยิบยกคำว่า "กับดักทิวซิดิดีส" มากล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งตั้งแต่ปี 2014 เพื่ออธิบายกรอบความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ในการหลีกเลี่ยงกับดักดังกล่าวผ่านความร่วมมือและการยอมรับผลประโยชน์หลัก ซึ่งกันและกัน

ความยากลำบากในการประสานรอยร้าวครั้งนี้ อยู่ที่ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของโครงสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรมและรูปแบบการปกครองของทั้งสองชาติ ดังข้อมูลเปรียบเทียบในเชิงปรัชญาจากบทวิเคราะห์ในหนังสือ Destined for War: Can America and China Escape Thucydides's Trap? ที่ฉายภาพรอยปริแยกให้เห็นชัดเจนขึ้น

มิติการเปรียบเทียบเชิงอุดมคติ มุมมองของสหรัฐอเมริกา มุมมองของสาธารณรัฐประชาชนจีน
การรับรู้ตัวตน คือ "หมายเลขหนึ่งของโลก" ผู้นำที่ทุกคนต้องเดินตาม คือ "ศูนย์กลางของจักรวาล" อารยธรรมที่เหนือกว่า
ค่านิยมหลักแห่งชาติ เชิดชู "เสรีภาพ" เป็นหลักการสูงสุด ให้ความสำคัญกับ "ระเบียบเรียบร้อย" และความกลมเกลียว
มุมมองต่อบทบาทรัฐบาล มองว่าเป็น "ความชั่วร้ายที่จำเป็น" จึงต้องจำกัดอำนาจ มองว่าเป็น "ความดีงามที่จำเป็น" เพื่อปกป้องส่วนรวม
รูปแบบการปกครอง สาธารณรัฐประชาธิปไตย อำนาจนิยมที่ตอบสนองประชาชน
ท่าทีต่อความเป็นเลิศ ยึดหลัก "การเผยแผ่" ต้องการส่งออกประชาธิปไตยให้โลกรู้ ถือตนเป็น "สิ่งพิเศษที่ลอกเลียนไม่ได้" ไม่ยัดเยียดให้ชาติอื่น
ทัศนคติต่อชาวต่างชาติ เปิดกว้างรับความหลากหลาย สงวนและมีขอบเขตจำกัด

นอกจากความแตกต่างทางความคิด การปะทะกันเชิงกายภาพทางเศรษฐกิจยังแสดงให้เห็นผ่านสงครามเทคโนโลยี นโยบายพึ่งพาตนเองระดับสูงอย่าง "Made in China 2025" ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมล้ำยุคตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์และอวกาศ ยิ่งกระตุ้นให้สภาคองเกรสและรัฐบาลวอชิงตันมองจีนเปลี่ยนจากมิตรทางการค้า เป็น "ภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์" โดยสมบูรณ์ ในขณะที่แนวโน้มของโลกกำลังมุ่งสู่การรวมกลุ่มใหม่เพื่อสร้างระบบชำระเงินที่ลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ เช่น กลุ่ม BRICS ซึ่งผู้นำชาติมหาอำนาจมองว่านี่คือแรงต้านจากการจัดระเบียบโลกที่เปลี่ยนผ่าน

ความแตกต่างทางยุทธวิธีระหว่างชาติตะวันตกที่ถนัดเดินเกมหมากรุกแบบหักโค่น กับตะวันออกที่เดินเกมโกะเพื่อสะสมพื้นที่ เป็นโจทย์ท้าทายในการเลี่ยงกับดักนี้

แม้ความท้าทายจะดูหนักหนาสาหัส แต่นักวิชาการสายรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองในแง่บวกว่า "ชะตากรรมแห่งสงคราม" มิใช่เรื่องที่ขีดเขียนไว้ตายตัว หากผู้นำสหรัฐฯ และจีนสามารถนำกรอบแนวคิด "ความร่วมมือเชิงแข่งขัน" มาปรับใช้ คล้ายกับการประคับประคองสันติภาพผ่านการยับยั้งชั่งใจในยุคสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาอาจต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งปันพื้นที่ทรงอิทธิพลในแถบเอเชีย-แปซิฟิกให้จีนมากขึ้น ในขณะที่จีนก็ต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างระมัดระวัง ไม่ผลีผลามแสดงอำนาจแข็งกร้าวจนเกินไป

การศึกษาอดีตมิใช่เพื่อการจมปลัก แต่เพื่อค้นหาทางสว่างให้กับอนาคต 12 กรณีศึกษาแห่งความล้มเหลวที่กลายเป็นทะเลเพลิงสอนมนุษย์ให้รู้ซึ้งถึงพิษสงแห่งความโอหังและความหวาดระแวง ในขณะที่ 4 กรณีศึกษาที่เจิดจรัสได้พิสูจน์แล้วว่า มนุษยชาติมีสติปัญญาและศิลปะทางการทูตที่ล้ำลึกพอที่จะแบ่งปันโลกใบนี้ได้โดยไม่ต้องทำลายล้างกัน ทิศทางของสมรภูมิกรณีศึกษาที่ 17 ระหว่างพญาอินทรีและมังกร จะเป็นบททดสอบภูมิปัญญาขั้นสูงสุดของผู้นำโลก ว่าจะจารึกประวัติศาสตร์ในฐานะผู้สร้างสันติภาพ หรือผู้จุดชนวนความพินาศของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21

Bottom-worldcup Bottom-worldcup

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ