วันที่ 16 ม.ค. มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้เดินทางเยือนนประเทศจีนและเข้าหารือกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยทั้งคู่ให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศหลังจากความขัดแย้งนานหลายปี
สี จิ้นผิง กล่าวกับคาร์นีย์ที่มาเยือนว่า เขาเต็มใจที่จะทำงานต่อไปเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ โดยระบุว่า การเจรจาเพื่อฟื้นฟูและเริ่มต้นความร่วมมือใหม่ได้ดำเนินมาตั้งแต่การพบปะครั้งแรกของทั้งสองประเทศในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ณ การประชุมเศรษฐกิจระดับภูมิภาคในเกาหลีใต้
“อาจกล่าวได้ว่า การพบปะของเราเมื่อปีที่แล้วได้เปิดบทใหม่ในการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างจีนและแคนาดาไปสู่การปรับปรุง” ผู้นำจีนกล่าว
คาร์นีย์กล่าวว่า ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นจะช่วยปรับปรุงระเบียบโลกที่เขาอธิบายว่า “กำลังเผชิญกับความตึงเครียดอย่างมาก”
เขาเรียกร้องให้แคนาดาและจีนมีความสัมพันธ์ใหม่ที่ “ปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงใหม่ระดับโลก” และความร่วมมือในด้านเกษตรกรรม พลังงาน และการเงิน
ความเป็นจริงใหม่นั้นสื่อถึงแนวทาง “อเมริกามาก่อน” ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ภาษีที่เขากำหนดได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งแคนาดาและจีน
คาร์นีย์กล่าวไว้ก่อนการเดินทางเยือนจีนว่า รัฐบาลของเขามุ่งเน้นไปที่การสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาประเทศสหรัฐฯ น้อยลง ในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ช่วงเวลาที่การค้าโลกกำลังปั่นป่วน”
ทั้งนี้ ไม่มีการประกาศใด ๆ เกี่ยวกับภาษีนำเข้าระหว่างจีนและแคนาดา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
แคนาดาได้ปฏิบัติตามสหรัฐฯ ในการเก็บภาษี 100% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน และ 25% สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียม ภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าคาร์นีย์
จีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษี 100% สำหรับน้ำมันคาโนลาจากแคนาดา และ 25% สำหรับเนื้อหมูและอาหารทะเล นอกจากนี้ยังเพิ่มภาษี 75.8% สำหรับเมล็ดคาโนลาเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยรวมแล้ว ภาษีนำเข้าเหล่านี้ได้ปิดตลาดจีนสำหรับคาโนลาจากแคนาดาอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียบเรียงจาก Associated Press