Top-WorldKickoff Top-WorldKickoff

ฉลากเบอร์ 5 แบบใหม่ 5 ดาว เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบไหนประหยัดต้นทุนได้คุ้มค่า

โดย PPTV Online

เผยแพร่

โครงสร้างการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์พลังงาน: การประเมินความคุ้มค่าเชิงต้นทุนของเทคโนโลยีประหยัดไฟฉลากเบอร์ 5 รูปแบบใหม่ 5 ดาว

ประวัติศาสตร์ นโยบาย และวิวัฒนาการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 สู่เกณฑ์ 5 ดาว

การจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทย มีจุดเริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ซึ่งอนุมัติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินงานรณรงค์ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ โดยเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2536 ภายใต้ชื่อ “โครงการประชาร่วมใจ ประหยัดไฟฟ้า” และได้พัฒนาเข้าสู่ระบบการติด “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” เพื่อเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการชี้นำตลาดและผู้บริโภค

กลยุทธ์หลักในการดำเนินงานตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิด "3 อ." ประกอบด้วย อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า อาคาร/โรงงานประหยัดไฟฟ้า และอุปนิสัยประหยัดไฟฟ้า ซึ่งครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วนผ่านโครงการย่อยกว่า 40 โครงการ ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานกว่าสามทศวรรษ โครงการนี้สามารถช่วยลดปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสะสมลงได้มากกว่า 35,600 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่าการประหยัดต้นทุนพลังงานของประเทศประมาณ 1.78 แสนล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมลงกว่า 19.7 ล้านตัน โครงการนี้ยังขยายผลสู่ภาคสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น โครงการโรงเรียนเบอร์ 5 (ประกอบด้วย กิจกรรมโรงเรียนสีเขียว โรงเรียนคาร์บอนต่ำ โรงเรียนคาร์บอนต่ำสู่ชุมชน และอาคารเบอร์ 5 ในสถานศึกษา) เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมอนุรักษ์พลังงานแก่เยาวชนอย่างเป็นระบบ

ในการดำเนินงานด้านอุปกรณ์ประหยัดไฟ กฟผ. ได้ประสานงานร่วมกับกระทรวงพลังงานในการกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพและผลักดันอุปกรณ์ประเภทต่างๆ เข้าสู่ระบบการรับรองฉลากเบอร์ 5 ตามวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ปี พ.ศ. ที่เริ่มโครงการ รายการผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5
2538

ตู้เย็น

2539

เครื่องปรับอากาศ

2541

บัลลาสต์เบอร์ 5 นิรภัย

2542

ข้าวกล้องเบอร์ 5

2544

พัดลมไฟฟ้า

2545

หลอดคอมแพ็คฟลูออเรสเซนต์

2547

หม้อหุงข้าวไฟฟ้า

2548

โคมไฟฟ้าแสงสว่างประสิทธิภาพสูง

2552

พัดลมไฟฟ้าชนิดส่ายรอบตัว, หลอดฟลูอเรสเซนต์ T5, บัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์ T5

2553

มาตรฐาน Standby Power 1 Watt (เครื่องรับโทรทัศน์/จอคอมพิวเตอร์), โคมไฟฟ้าสำหรับหลอดผอม

2554

กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า

2555

พัดลมไฟฟ้าชนิดระบายอากาศ, เครื่องทำน้ำอุ่นไฟฟ้า

2556

เตารีดไฟฟ้า, เครื่องซักผ้าชนิดฝาบนถังเดี่ยว, หลอด LED, ชุดเปลี่ยนหลอดเบอร์ 5

2557

เตาไมโครเวฟ, เตาไฟฟ้าแบบเหนี่ยวนำ, กาต้มน้ำไฟฟ้า, เครื่องรับโทรทัศน์

2558

ตู้แช่เย็นแสดงสินค้า, กระทะไฟฟ้า

2559

เครื่องสูบน้ำไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ

2560

ตู้น้ำร้อนน้ำเย็นบริโภคและตู้น้ำเย็นบริโภค

2561

เสื้อผ้าและผ้าประหยัดพลังงาน

2562

จักรยานยนต์ไฟฟ้า

2564

เครื่องฟอกอากาศ

2566

เครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า

2567

หม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่าย, แผงเซลล์แสงอาทิตย์, อินเวอร์เตอร์สำหรับระบบเชื่อมต่อโครงข่าย

2568

เครื่องอบผ้า

ภายใต้ทิศทางของกรอบแผนพลังงานชาติที่ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050 และสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 รวมถึงมาตรการภาคบังคับเช่น มาตรการอนุรักษ์พลังงานสำหรับผู้ผลิตและผู้จำหน่ายพลังงาน (Energy Efficiency Resource Standards: EERS) กฟผ. จึงได้ปรับปรุงเกณฑ์การทดสอบและยกระดับการติดฉลากเป็น "ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 รูปแบบใหม่" ซึ่งเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป

บทความที่น่าสนใจจาก PPTV HD 36

การพัฒนาโครงสร้างฉลากเบอร์ 5 โฉมใหม่นี้ มีคุณลักษณะเด่นทางวิศวกรรมและการสื่อสาร 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การขยายเกณฑ์ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานจากเดิมสูงสุด 3 ดาว เป็น 1 ถึง 5 ดาว เพื่อตอบสนองต่อเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด การระบุปริมาณการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างชัดเจนตลอดวงจรการใช้งานจริง การนำสัญลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อควบคุมผลกระทบในทุกช่วงชีวิตของอุปกรณ์ และการบูรณาการระบบ QR Code เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถสแกนเข้าถึงรายละเอียดวิธีการติดตั้งเชิงเทคนิค คู่มือบำรุงรักษา และข้อมูลความโปร่งใสของฉลากได้ทันที

โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในประเทศไทยกับผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภค

การประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง จำเป็นต้องพิจารณาความสัมพันธ์กับโครงสร้างการคิดอัตราค่าไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และประเภทที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดยโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ค่าไฟฟ้าฐานซึ่งสะท้อนต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและการวางระบบส่งจ่ายไฟฟ้า (ปรับปรุงใหม่ทุก 3-5 ปี) ค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ที่เปลี่ยนแปลงตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ (ปรับปรุงทุก 4 เดือน) ค่าบริการรายเดือนจากการจดหน่วยและพิมพ์บิล และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตราร้อยละ 7

ในเชิงพฤติกรรมการบริโภค การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงได้มีการแบ่งเกณฑ์อัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยออกเป็นแบบ "อัตราก้าวหน้า" ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการประหยัดพลังงาน ยิ่งผู้ใช้ไฟฟ้ามีปริมาณหน่วยการใช้งานรายเดือนสูงขึ้น อัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วยจะขยับตัวสูงขึ้นตามลำดับ

ประเภทและปริมาณการใช้งานไฟฟ้าต่อเดือน ช่วงหน่วยการใช้ไฟฟ้า อัตราค่าไฟฟ้าฐาน (บาทต่อหน่วย)

ประเภท 1.1: อัตราปกติ ไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน

หน่วยที่ 1 – 15 2.3488
  หน่วยที่ 16 – 25 2.9882
  หน่วยที่ 26 – 35 3.2405
  หน่วยที่ 36 – 100 3.6237
  หน่วยที่ 101 – 150 3.7171
  หน่วยที่ 151 – 400 4.2218
  หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป 4.4217

ประเภท 1.2: อัตราปกติ เกิน 150 หน่วย/เดือน

หน่วยที่ 1 – 150 (หน่วยแรกทั้งหมด) 3.2484
  หน่วยที่ 151 – 400 4.2218
  หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป 4.4217

จากโครงสร้างอัตราก้าวหน้านี้แสดงให้เห็นว่า หากบ้านเรือนใดใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 400 หน่วยต่อเดือน ค่าไฟฟ้าตั้งแต่หน่วยที่ 401 จะถูกคิดในอัตราฐานที่สูงที่สุดคือ 4.4217 บาทต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่า FT (ซึ่งแปรผันอยู่ระหว่าง 3.98 ถึง 5.10 บาทต่อหน่วยตามสภาวะต้นทุนพลังงาน) และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ค่าใช้จ่ายจริงของผู้บริโภคอาจสูงเกินกว่า 5 บาทต่อหน่วย ดังนั้น การลงทุนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิประหยัดไฟระดับ 5 ดาว จึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมหน่วยการใช้งานรวมของบ้านไม่ให้ข้ามไปสู่กลุ่มโครงสร้างอัตราก้าวหน้าระดับสูง

นอกจากนี้ สำหรับบ้านเรือนที่มีพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในรูปแบบเฉพาะเจาะจง ยังสามารถเลือกเปลี่ยนมาใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาการใช้งาน (Time of Use Tariff: TOU) ซึ่งจะแยกการคำนวณตามช่วงเวลา On Peak และ Off Peak เพื่อเอื้อต่อการจัดสรรโหลดการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท

ระดับแรงดันไฟฟ้าในการจ่ายไฟ อัตราค่าไฟช่วง On Peak (บาท/หน่วย)(จันทร์ - ศุกร์ 09.00 - 22.00 น.) อัตราค่าไฟช่วง Off Peak (บาท/หน่วย)(จันทร์ - ศุกร์ 22.00 - 09.00 น. และ ส.-อา.) ค่าบริการรายเดือน (บาท)

ต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์

4.2218 2.6369 24.62

12 - 24 กิโลโวลต์

5.1135 2.6037 312.24

การวิเคราะห์เปรียบเทียบความคุ้มค่าเชิงเทคโนโลยีของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้เกณฑ์ 5 ดาว

การพิจารณาเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดต้นทุนได้คุ้มค่าที่สุด ต้องประเมินดัชนีทางการเงินระหว่างมูลค่าอุปกรณ์หรือราคาจัดซื้อ กับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าตลอดวงจรการใช้งานของผลิตภัณฑ์

เครื่องปรับอากาศ เทคโนโลยีควบคุมรอบและระดับคะแนนประสิทธิภาพตามฤดูกาล

เครื่องปรับอากาศจัดเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่บริโภคพลังงานสูงที่สุดในที่อยู่อาศัยทั่วไป ส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนประหยัดพลังงานมีความเด่นชัดมากที่สุด เทคโนโลยีระบบอินเวอร์เตอร์ทำการควบคุมรอบของคอมเพรสเซอร์ให้สอดคล้องกับภาระความร้อนจริงภายในห้อง แทนที่ระบบธรรมดาที่คอมเพรสเซอร์ทำงานแบบติด-ดับตลอดเวลาซึ่งสร้างกระแสกระชากขณะสตาร์ทตัวและสิ้นเปลืองพลังงานอย่างรุนแรง

ในการทดสอบประสิทธิภาพ กฟผ. ได้กำหนดขอบเขตผลิตภัณฑ์แบ่งตามขนาดทำความเย็น โดยเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน (1:1) จะครอบคลุมขนาดทำความเย็นไม่เกิน 61,416 บีทียูต่อชั่วโมง และระบบควบคุมสารทำความเย็นแปรผันอัตโนมัติครอบคลุมไม่เกิน 100,000 บีทียูต่อชั่วโมง เกณฑ์ประสิทธิภาพพลังงานถูกตรวจวัดผ่านค่า SEER (Seasonal Energy Efficiency Ratio) ซึ่งวัดอัตราส่วนปริมาณความเย็นที่ทำได้จริงกับกำลังไฟฟ้าที่ใช้ภายใต้อุณหภูมิแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล

สูตรพื้นฐานที่ใช้ในการคำนวณประเมินค่าไฟฟ้าต่อปีของเครื่องปรับอากาศแสดงได้ดังนี้

ค่าไฟฟ้าต่อปี = [ขนาดการทำความเย็น (BTU) ÷ ค่า SEER (BTU/hr/W)] X [1 ÷ 1,000] X [ชั่วโมงการใช้งานต่อปี] X [อัตราค่าไฟฟ้าต่อหน่วย]

เมื่อประเมินจากปริมาณการทดสอบมาตรฐานที่ 8 ชั่วโมงต่อวัน (2,920 ชั่วโมงต่อปี) และคิดบนฐานอัตราค่าไฟฟ้าคงที่หน่วยละ 4.7 บาท ข้อมูลเปรียบเทียบประสิทธิภาพและการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศขนาดต่างๆ แสดงผลลัพธ์เชิงตัวเลขดังนี้

ขนาดทำความเย็น (BTU) และรูปแบบฉลากประหยัดไฟ ช่วงค่าประสิทธิภาพพลังงาน (SEER) ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือน (บาท) ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อปี (บาท)

ขนาด 9,000 BTU

     
- ระบบธรรมดา ไม่มีดาว 12.85 – 13.84 618 – 666 7,416 – 7,992
- ระบบ Inverter ไม่มีดาว 15.00 – 17.49 489 – 570 5,868 – 6,840
- ระบบ Inverter 1 ดาว 17.50 – 19.99 428 – 489 5,136 – 5,868
- ระบบ Inverter 2 ดาว 20.00 – 22.49 380 – 428 4,560 – 5,136
- ระบบ Inverter 3 ดาว ≥ 22.50 380 4,560

ขนาด 12,000 BTU

     
- ระบบธรรมดา ไม่มีดาว 12.85 – 13.84 824 – 888 9,888 – 10,656
- ระบบ Inverter ไม่มีดาว 15.00 – 17.49 652 – 760 7,824 – 9,120
- ระบบ Inverter 1 ดาว 17.50 – 19.99 571 – 652 6,852 – 7,824
- ระบบ Inverter 2 ดาว 20.00 – 22.49 507 – 570 6,084 – 6,840
- ระบบ Inverter 3 ดาว ≥ 22.50 507 6,084
- ระบบ Inverter 5 ดาว (เกณฑ์ปี 2567) สูงสุด 24.56 458 5,496

จากการวิเคราะห์ในพิกัดขนาด 12,000 BTU เครื่องปรับอากาศระดับ 5 ดาวรุ่นท็อปที่มีค่า SEER สูงสุดถึง 24.56 จะมีค่าใช้จ่ายไฟฟ้าเหลือเพียงประมาณ 458 บาทต่อเดือน เมื่อนำมาเปรียบเทียบในแง่ของจุดคุ้มทุนเชิงต้นทุนกับเครื่องปรับอากาศระบบธรรมดาที่กินไฟคงที่ที่ 1,100 วัตต์ (ค่าไฟฟ้าประมาณ 1,241 บาทต่อเดือน) เครื่องปรับอากาศระบบ Inverter 5 ดาว จะช่วยให้ผู้ใช้งานประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 733 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินกว่า 8,796 บาทต่อปี

แอร์อินเวอร์เตอร์ 12,000 BTU ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 5 ดาว มีเทคโนโลยีควบคุมรอบคอมเพรสเซอร์แม่นยำช่วยลดค่าใช้จ่ายรายปีและลดการใช้พลังงานได้ดีเยี่ยม

แม้ว่าราคาเครื่องปรับอากาศระดับ 5 ดาวคุณภาพสูง (ตัวอย่างเช่น Daikin รุ่น FTKZ12YV2S ที่มีเทคโนโลยี Wi-Fi อัจฉริยะ) จะมีราคาจำหน่ายรวมติดตั้งสูงถึงประมาณ 39,400 บาท เทียบกับแอร์รุ่นประหยัดที่มีโหมดรักษ์พลังงานในราคาราว 13,490 บาท ส่วนต่างราคาจัดซื้อประมาณ 25,910 บาท จะถูกชดเชยด้วยส่วนต่างค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ในระยะเวลาเพียง 2.9 ปีเท่านั้น และหากเป็นการทำงานในสภาพห้องที่มีระยะเวลาเปิดใช้งานสูงกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน จุดคุ้มทุนจะขยับเข้าใกล้ 1.5 ถึง 2 ปี ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสูงสุดในบรรดาเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกประเภท

ตู้เย็น มิติการจัดการอุณหภูมิตลอด 24 ชั่วโมง และความย้อนแย้งเชิงระดับดาว

ตู้เย็นเป็นอุปกรณ์ที่สร้างโหลดไฟฟ้าคงที่ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงต่อวัน โดยไม่มีการปิดพัก การเปรียบเทียบขนาดตู้เย็นที่เหมาะสมกับจำนวนผู้อยู่อาศัยมีความสำคัญต่อการควบคุมโหลดไฟฟ้าเริ่มต้น

จำนวนสมาชิกภายในที่อยู่อาศัย ขนาดความจุตู้เย็นที่แนะนำในการใช้งาน (คิว)

2 - 3 คน

6 – 10

4 - 5 คน

10 – 15

6 คนขึ้นไป

ไม่ต่ำกว่า 15

ในมิติด้านประสิทธิภาพ การคำนวณอายุการใช้งานและต้นทุนรวมของตู้เย็น สามารถนำไปแทนค่าในสมการวิเคราะห์ทางบัญชีเพื่อคำนวณต้นทุนตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Total Cost of Ownership: TCO) ได้ดังนี้

TCO รายปี = [ราคาซื้อตู้เย็น ÷ จำนวนปีการรับประกัน] + [ค่าไฟฟ้าต่อปีที่ระบุบนฉลากเบอร์ 5 ÷ 365]

การเปรียบเทียบระดับเกณฑ์ฉลากประหยัดไฟของตู้เย็นแสดงถึงหน่วยการใช้ไฟและค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อปีที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ระดับมาตรฐานฉลากของตู้เย็น ปริมาณหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ต่อปี (kWh/year) ค่าไฟฟ้าโดยประมาณต่อปี (บาท)

ฉลากเบอร์ 3

332 840

ฉลากเบอร์ 4

262 644

ฉลากเบอร์ 5

220 573

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบสภาวการณ์ที่เรียกว่า "สภาวะย้อนแย้งเชิงระดับดาว" (The Star-Rating Paradox) ในตู้เย็นบางรุ่น ยกตัวอย่างเช่น ตู้เย็นความจุ 344 ลิตร ได้สัญลักษณ์ประหยัดไฟระดับ 3 ดาว แต่มีอัตรากินไฟระบุบนฉลากสูงถึง 391 หน่วยต่อปี เทียบกับตู้เย็นความจุใหญ่กว่าที่ 384 ลิตร ซึ่งได้สัญลักษณ์ 0 ดาว แต่กลับมีอัตรากินไฟจริงเพียง 388 หน่วยต่อปี

ความย้อนแย้งนี้อธิบายได้ด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรมของการแบ่งประเภทกลุ่มปริมาตรความจุ (Product Categories) โดยการให้จำนวนดาวของ กฟผ. จะคำนวณจากประสิทธิภาพพลังงานเปรียบเทียบกับเกณฑ์อ้างอิงเชิงปริมาตรความจุภายในกลุ่มพิกัดเดียวกัน ตู้เย็นที่มีขนาดใหญ่กว่าอาจมีพื้นที่ระบายความร้อนและการหนาตัวของฉนวนที่ดีกว่าจนลดกำลังไฟฟ้าสมบูรณ์ในระดับสัมบูรณ์ (Absolute Value) ลงได้ แต่เนื่องจากถูกจัดอยู่ในกลุ่มความจุขนาดใหญ่ เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำที่ใช้เทียบวัดจึงต่างกัน ผู้บริโภคจึงไม่ควรมองเพียงจำนวนดาวประดับ แต่ต้องสังเกต "หน่วยพลังงานที่กินจริงต่อปี" เพื่อประเมินผลกระทบทางต้นทุนที่แท้จริง

บทความที่น่าสนใจจาก PPTV HD 36

เครื่องอบผ้าและเครื่องซักผ้า ขีดจำกัดความคุ้มค่าของการลงทุนเชิงดาว

สำหรับเครื่องซักผ้า การเปลี่ยนผ่านระบบมอเตอร์ไปสู่ Inverter Direct Drive ช่วยให้การกินพลังงานเฉลี่ยลดลงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ที่มีความจุถังซักสูงถึง 20 กิโลกรัม จะมีค่าไฟฟ้าโดยประมาณระบุบนฉลากเพียง 187 บาทต่อปี ตัวเลขการกินไฟที่ต่ำมากต่อการใช้งานหนึ่งรอบทำให้ส่วนต่างการประหยัดพลังงานระหว่างรุ่นธรรมดากับรุ่น 5 ดาว มีมูลค่าในรูปตัวเงินเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ระยะเวลาในการคืนทุนของส่วนต่างราคาเครื่องยาวนานกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นอย่างมีนัยสำคัญ

ตรงกันข้ามกับเครื่องอบผ้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทำความร้อนสูงที่เพิ่งได้รับการบรรจุในระดับประสิทธิภาพ 6 ระดับ (ตั้งแต่เบอร์ 5 ไปจนถึงเบอร์ 5 ระดับ 5 ดาว) ในปี พ.ศ. 2568 การเลือกเทคโนโลยีเชิงวิศวกรรมส่งผลโดยตรงต่อค่าดำเนินงานรายปีอย่างมาก

ประเภทระบบเครื่องอบผ้ามาตรฐานเบอร์ 5 ระดับ 5 ดาว เกณฑ์ดัชนีประสิทธิภาพพลังงานเฉพาะตัว (วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลกรัม)

ชนิดปั๊มความร้อน (Heat Pump Type)

≤ 172

ชนิดลมร้อน (Vented Type) และ ชนิดควบแน่น (Condensing Type)

≤ 560

เกณฑ์ระดับประสิทธิภาพแสดงให้เห็นว่า เครื่องอบผ้าชนิด Heat Pump 5 ดาว มีประสิทธิภาพเชิงเทอร์โมไดนามิกส์ที่สูงกว่าระบบลมร้อนและระบบควบแน่นแบบดั้งเดิมถึง 3.2 เท่า เนื่องจากระบบ Heat Pump ใช้หลักการหมุนเวียนลมอุ่นกลับมากลั่นตัวและทำความร้อนซ้ำโดยไม่ปล่อยทิ้งออกไปภายนอก แม้ราคาจัดซื้อตัวเครื่อง Heat Pump จะสูงกว่าระบบลมร้อนทั่วไปเกือบเท่าตัว แต่ในระยะยาวสำหรับครอบครัวที่มีปริมาณโหลดผ้าอบปริมาณมาก การลดต้นทุนค่าไฟฟ้าสะสมจะช่วยชดเชยต้นทุนราคาเครื่องได้รวดเร็วและคุ้มค่ากว่า

ตู้เย็นและเครื่องอบผ้าแบบปั๊มความร้อนประสิทธิภาพสูงที่ผ่านมาตรฐานฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 5 ดาว ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในบ้านได้อย่างคุ้มค่าสูงสุดได้ดี

กลยุทธ์การใช้งานเชิงระบบและการบูรณาการเพื่อประสิทธิภาพพลังงานระดับสูงสุด

การควบคุมต้นทุนพลังงานในทางปฏิบัติไม่อาจบรรลุประสิทธิภาพสูงสุดได้เพียงจากการจัดซื้ออุปกรณ์ระดับ 5 ดาวเท่านั้น หากแต่ต้องอาศัยกลยุทธ์การออกแบบเชิงระบบและการจัดการเชิงพฤติกรรมควบคู่กัน

ปัจจัยทางอุณหภูมิภายนอกกับการระบายความร้อนของระบบ

การศึกษาและการทดสอบจำลองโดยการไฟฟ้านครหลวง (MEA) เผยให้เห็นปัจจัยทางอุณหภูมิภายนอกห้องที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ ในห้องทดสอบขนาด 12,000 BTU ที่ตั้งค่าความเย็นภายในไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิภายนอกขยับตัวสูงขึ้นจาก 35 องศาเซลเซียส ไปเป็น 41 องศาเซลเซียส (สูงขึ้น 6 องศาเซลเซียส) จะส่งผลให้หน่วยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 14 ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากความสามารถในการถ่ายเทความร้อนของคอนเดนเซอร์ (คอยล์ร้อน) ลดต่ำลงภายใต้สภาวะอากาศร้อนจัด

ดังนั้น การเลือกตำแหน่งติดตั้งคอยล์ร้อนในจุดที่ร่ม ลมโกรกสะดวก ไม่ปะทะกับลมร้อนสะสมจากผนังฝั่งทิศตะวันตก ควบคู่กับการบำรุงรักษาด้วยการล้างทำความสะอาดแผงระบายความร้อนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง (หรือทุก 6 เดือน) เพื่อขจัดคราบฝุ่นละอองที่ขัดขวางการระบายความร้อน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาค่าประสิทธิภาพพลังงานจริงให้สอดคล้องกับตัวเลขสูงสุดที่ระบุไว้บนหน้าฉลากประหยัดไฟ

เทคนิคการทำความเย็นแบบไฮบริดและจิตวิทยาความเร็วลม

การทำงานร่วมกันระหว่างระบบปรับอากาศและพัดลมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อนอย่างประหยัด พัดลมตั้งพื้นขนาด 16 นิ้วทั่วไป เมื่อทำงานที่ความเร็วสูงสุดเบอร์ 3 จะกินไฟไม่เกิน 80 วัตต์ต่อชั่วโมง หากเปิดทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงตลอดทั้งเดือน 30 วัน จะใช้ไฟฟ้าประมาณ 57.60 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นค่าใช้จ่ายเพียงประมาณ 288 บาทต่อเครื่อง (คำนวณที่อัตราค่าไฟฟ้า 5 บาทต่อหน่วย) การใช้กำลังไฟฟ้าที่ต่ำมากนี้ ทำให้การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ระดับ 27 หรือ 28 องศาเซลเซียส พร้อมกับการเปิดพัดลมเพื่อเพิ่มสัมประสิทธิ์การแลกเปลี่ยนความร้อนบนผิวหนังมนุษย์ สามารถสร้างความรู้สึกเย็นสบายเท่ากับการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเดี่ยวๆ ไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส แต่จะช่วยลดการใช้พลังงานสะสมของระบบเครื่องปรับอากาศรวมลงได้ร้อยละ 10 ถึง 30

แนวทางปฏิบัติในสถานีโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นได้มีการเผยแพร่การทดลองเชิงพฤติกรรมที่เป็นไปตามหลักวิชาการเทอร์โมไดนามิกส์ เมื่อผู้บริโภคเดินทางกลับเข้าสู่ห้องที่มีความร้อนสะสมสูง วิธีการที่ช่วยให้รู้สึกเย็นตัวลงรวดเร็วที่สุดโดยสิ้นเปลืองพลังงานน้อยที่สุด ไม่ใช่การปรับระดับอุณหภูมิบนรีโมทให้ต่ำลงไปที่ 18 หรือ 20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสาเหตุให้คอมเพรสเซอร์เร่งรอบการทำงานสูงที่สุดและกินไฟฟ้าต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่เป็นการเปิดเครื่องปรับอากาศตั้งไว้ที่ 28 องศาเซลเซียส และกดปรับ "ความเร็วพัดลมเครื่องปรับอากาศ" (Fan Speed) ไปที่ระดับสูงสุดในทันที ผลการทดลองระบุว่าการทำเช่นนี้ใช้เวลาเพียง 2 นาทีในการลดอุณหภูมิพื้นผิวร่างกายมนุษย์ให้เย็นตัวลง ซึ่งเร็วกว่าการปรับลดอุณหภูมิไปที่ระดับต่ำสุดถึง 3-4 นาที

การติดตั้งและการวางตำแหน่งยังมีผลต่อการไหลเวียนของลม โดยการนำพัดลมหมุนเวียนอากาศ (Circulator Fan) ติดตั้งไว้ใต้เครื่องปรับอากาศและแหงนหน้าพัดลมขึ้นสู่ด้านบน จะช่วยทำลายชั้นความร้อนสะสมที่ลอยตัวอยู่ด้านบนห้อง ทำให้การกระจายอุณหภูมิภายในห้องสม่ำเสมอกันและเย็นทั่วถึงรวดเร็วยิ่งขึ้น

ในภาพรวมเชิงระบบ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ร่วมกับการออกแบบโครงข่ายไฟฟ้าภายในที่อยู่อาศัยภายใต้มาตรฐานวิศวกรรมของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง ถือเป็นมาตรการจัดการพลังงานทางเลือกที่มีความคุ้มค่าสูงสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่มีความจำเป็นในการเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศและเครื่องจักรกลภายในบ้านช่วงเวลากลางวันอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดการพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากระบบส่งและหลีกเลี่ยงการคำนวณค่าไฟแบบก้าวหน้าในช่วงอัตราราคาสูง

อินโฟกราฟิกสรุปเกณฑ์ฉลากเบอร์ 5 โฉมใหม่ 5 ดาว ที่ประหยัดไฟขึ้น 5-10% ต่อดาว ช่วยลดก๊าซ CO2และสแกน QR Code อัจฉริยะเพื่อตรวจสอบดูข้อมูลได้ทันที

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ