"แอกโซลอเติล" ซาลาแมนเดอร์ที่ไม่ยอมโต งอกอวัยวะใหม่ได้ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

"แอกโซลอเติล" ซาลาแมนเดอร์ที่ "ไม่ยอมโต" งอกอวัยวะใหม่ได้ ออกไข่ครั้งละหลายร้อยฟอง แต่ประชากรกลับลดลงหนัก จนอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

ใบหน้าที่ดูคล้ายกำลังยิ้ม เหงือกเป็นพู่สีชมพูอยู่สองข้างศีรษะ และลำตัวสีขาวอมชมพู ทำให้ "แอกโซลอเติล" (Axolotl) กลายเป็นสัตว์หน้าตาแปลกที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ทั้งในฐานะสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงสัตว์ทดลองที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจ ทว่าภาพของแอกโซลอเติลสีชมพูที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย ไม่ได้สะท้อนชีวิตจริงของมันทั้งหมด

ในธรรมชาติ แอกโซลอเติลส่วนใหญ่มีลำตัวสีน้ำตาล เทา หรือดำแต้มลาย เพื่อพรางตัวกับพื้นโคลนและพืชน้ำ และมีถิ่นกำเนิดจำกัดอยู่เพียงบริเวณแหล่งน้ำทางตอนใต้ของกรุงเม็กซิโกซิตีเท่านั้น

ที่สำคัญ แม้แอกโซลอเติลจำนวนมากจะถูกเลี้ยงอยู่ตามบ้าน สวนสัตว์ และห้องทดลองทั่วโลก แต่ประชากรตามธรรมชาติกลับลดลงอย่างหนัก จนปัจจุบันถูกจัดอยู่ในสถานะ Critically Endangered (CR) หรือ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง โดยมีการประเมินว่าอาจเหลือตัวเต็มวัยในธรรมชาติประมาณ 50-1,000 ตัว เท่านั้น

แอกโซลอเติล

ซาลาแมนเดอร์ที่ "ไม่ยอมโต"

แอกโซลอเติลมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ambystoma mexicanum เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกในกลุ่มซาลาแมนเดอร์ และเป็นญาติใกล้ชิดกับซาลาแมนเดอร์เสือ ความพิเศษของมันคือ กระบวนการเติบโตที่แตกต่างจากซาลาแมนเดอร์ทั่วไป

ปกติซาลาแมนเดอร์จะเริ่มชีวิตในน้ำ มีเหงือกและหางสำหรับว่ายน้ำ ก่อนเข้าสู่กระบวนการ Metamorphosis หรือการเปลี่ยนรูปร่าง เมื่อโตขึ้นเหงือกภายนอกจะหายไป ปอดพัฒนาขึ้น และส่วนใหญ่ย้ายขึ้นมาใช้ชีวิตบนบก

แต่แอกโซลอเติลกลับไม่ผ่านการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น แม้ร่างกายจะโตและสามารถสืบพันธุ์ได้แล้ว มันยังคงรักษาลักษณะของตัวอ่อนเอาไว้ ทั้งเหงือกภายนอกเป็นพู่ หางแบนสำหรับว่ายน้ำ และดวงตาที่ไม่มีเปลือกตา พร้อมใช้ชีวิตอยู่ในน้ำตลอดชีวิต

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Neoteny หรือ Paedomorphism หรือการที่สัตว์โตเต็มวัยแต่ยังคงลักษณะบางอย่างของวัยอ่อนเอาไว้ จนกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ตั้งฉายาให้แอกโซลอเติลว่า "ปีเตอร์แพนแห่งเหล่าซาลาแมนเดอร์"

ถึงจะมีเหงือกภายนอกเป็นอวัยวะหายใจหลัก แต่แอกโซลอเติลยังพัฒนาปอดขึ้นมาด้วย และสามารถขึ้นมาฮุบอากาศบริเวณผิวน้ำได้เป็นครั้งคราว รวมถึงแลกเปลี่ยนก๊าซผ่านผิวหนังได้อีกทางหนึ่ง

สีชมพูที่คุ้นตา ไม่ใช่สีหลักในธรรมชาติ

ภาพจำของแอกโซลอเติลมักเป็นสัตว์ลำตัวสีชมพูอ่อน เหงือกสีชมพูแดง และใบหน้าที่ดูคล้ายกำลังยิ้ม แต่แอกโซลอเติลธรรมชาติส่วนใหญ่ไม่ได้มีสีเช่นนั้น

ในธรรมชาติ พวกมันมักมี สีน้ำตาล เทาเข้ม หรือสีมะกอกปนลวดลาย และอาจมีจุดสีทอง ช่วยพรางตัวเข้ากับพื้นโคลนและแหล่งน้ำที่มีพืชหนาแน่น ขณะที่สีชมพูหรือสีขาวซึ่งพบเห็นได้บ่อยในปัจจุบันเป็นลักษณะที่ได้รับความนิยมและถูกคัดเลือกเพาะพันธุ์ในสภาพเลี้ยง

แอกโซลอเติลโตเต็มวัยโดยทั่วไปยาวประมาณ 15–30 เซนติเมตร แม้บางตัวสามารถยาวได้ถึงประมาณ 45 เซนติเมตร แต่ขนาดมากกว่า 30 เซนติเมตรพบไม่บ่อย น้ำหนักมักอยู่ในช่วงประมาณ 50–200 กรัม และสามารถมีอายุประมาณ 10–15 ปี

ลักษณะที่สะดุดตามากที่สุดคือเหงือกภายนอก 3 คู่ที่ยื่นออกจากสองข้างศีรษะ แต่ละก้านแตกออกเป็นเส้นละเอียดจำนวนมากเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนก๊าซ ทำให้ดูคล้ายขนนกหรือมงกุฎรอบศีรษะ

ไม่ได้เป็นปลา แม้จะอยู่ในน้ำตลอดชีวิต

แอกโซลอเติลบางครั้งถูกเรียกว่า "ปลาเดินเม็กซิกัน" (Mexican Walking Fish) แต่ชื่อดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะมันไม่ใช่ปลา มันเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกในกลุ่มซาลาแมนเดอร์ เพียงแต่ต่างจากญาติส่วนใหญ่ตรงที่ไม่ย้ายขึ้นไปใช้ชีวิตบนบกเมื่อโตเต็มวัย

บ้านดั้งเดิมของแอกโซลอเติลอยู่ในระบบทะเลสาบและพื้นที่ชุ่มน้ำบนที่สูงบริเวณหุบเขาเม็กซิโก โดยเฉพาะทะเลสาบโซชิมิลโก และทะเลสาบชาลโก ทางตอนใต้ของกรุงเม็กซิโกซิตี

แต่การขยายตัวของเมืองและโครงการระบายน้ำตลอดหลายศตวรรษทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้หดตัวอย่างรุนแรง โดยทะเลสาบชาลโกแทบหายไปทั้งหมด ขณะที่แหล่งอาศัยที่เหลือของแอกโซลอเติลกระจุกตัวอยู่ตามระบบคลองของโซชิมิลโกและพื้นที่ใกล้เคียง

นักล่าตัวจิ๋วที่ใช้ปากเหมือน "เครื่องดูดฝุ่น"

แม้ใบหน้าจะดูเป็นมิตร แต่แอกโซลอเติลเป็นสัตว์กินเนื้อ อาหารตามธรรมชาติประกอบด้วยสัตว์ขนาดเล็ก เช่น หนอน ตัวอ่อนแมลง หอย ครัสเตเชียน และปลาขนาดเล็ก วิธีจับเหยื่อก็ไม่ใช่การกัดหรือฉีกอาหารแบบนักล่าขนาดใหญ่

แอกโซลอเติลมีฟันขนาดเล็กมาก จึงใช้วิธี Suction Feeding หรือดูดเหยื่อเข้าปาก โดยเปิดปากอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างแรงดูด ดึงทั้งน้ำและเหยื่อเข้าไปพร้อมกัน ทำให้ National Geographic ถึงกับเปรียบว่า เมื่อถึงเวลากิน ใบหน้าที่ดูเหมือนกำลังยิ้มของมันจะเปลี่ยนไปทำงานเหมือนเครื่องดูดฝุ่นใต้น้ำ

แอกโซลอเติลมักหลบตามโคลนหรือพืชน้ำในช่วงกลางวัน ก่อนออกเคลื่อนไหวและหาอาหารมากขึ้นในเวลากลางคืน

แอกโซลอเติล

งอกแขนขา หัวใจ และเนื้อเยื่อสมองกลับมาได้

จุดที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจแอกโซลอเติลมากที่สุด คือ ความสามารถในการสร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะที่ได้รับความเสียหายขึ้นมาใหม่ หรือ Regeneration

หากสูญเสียขาหรือหาง แอกโซลอเติลสามารถสร้างส่วนที่หายไปขึ้นมาใหม่ได้ โดยไม่ได้เพียงสร้างก้อนเนื้อหรือแผลเป็น แต่สามารถสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อน ทั้งกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นประสาท และผิวหนังกลับมาเป็นแขนขาที่ใช้งานได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ความสามารถของมันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขาหรือหาง มีการศึกษาพบว่าแอกโซลอเติลสามารถฟื้นฟูเนื้อเยื่อบางส่วนของดวงตา หัวใจ ไขสันหลัง และระบบประสาทส่วนกลาง รวมถึงบางส่วนของสมองได้ด้วย

เมื่อเกิดบาดแผล เซลล์บริเวณดังกล่าวสามารถรวมตัวเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า Blastema ก่อนเพิ่มจำนวนและเปลี่ยนแปลงจนสร้างส่วนของร่างกายขึ้นใหม่

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สนใจเป็นพิเศษคือ แอกโซลอเติลสามารถฟื้นฟูเนื้อเยื่อโดยเกิดแผลเป็นน้อยมาก แตกต่างจากมนุษย์ซึ่งการบาดเจ็บรุนแรงมักนำไปสู่การสร้างพังผืดหรือแผลเป็นที่ขัดขวางการงอกของอวัยวะใหม่

อย่างไรก็ตาม ความสามารถของแอกโซลอเติล ยังไม่ได้หมายความว่ามนุษย์สามารถนำกลไกดังกล่าวมางอกแขนหรือขาใหม่ได้แล้ว พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติระบุว่านักวิทยาศาสตร์ยังอยู่ระหว่างค้นหาว่ายีนและโปรตีนชนิดใดควบคุมกระบวนการเหล่านี้ และยังห่างไกลจากการประยุกต์ใช้เพื่อสร้างแขนขาใหม่ในมนุษย์

จีโนมใหญ่กว่ามนุษย์ราว 10 เท่า

แอกโซลอเติลยังมีความโดดเด่นในระดับพันธุกรรม จีโนมของมันมีขนาดประมาณ 32,000 ล้านคู่เบส หรือราว 10 เท่าของจีโนมมนุษย์ และเมื่อมีการเผยแพร่ลำดับจีโนมในปี 2018 ถือเป็นจีโนมสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ถอดรหัสสมบูรณ์ในเวลานั้น

ที่น่าสนใจคือ แม้จีโนมจะใหญ่กว่ามนุษย์หลายเท่า แต่จำนวนยีนที่ใช้สร้างโปรตีนไม่ได้มากกว่ามนุษย์ในสัดส่วนเดียวกัน ส่วนใหญ่ของจีโนมที่ใหญ่ผิดปกติมาจากลำดับดีเอ็นเอซ้ำจำนวนมหาศาล

การศึกษาจีโนมร่วมกับความสามารถในการฟื้นฟูอวัยวะ ทำให้แอกโซลอเติลกลายเป็น Model Organism หรือสิ่งมีชีวิตต้นแบบสำหรับงานวิจัย ในหลายสาขา ตั้งแต่ชีววิทยาพัฒนาการ การสมานแผล ไปจนถึงเวชศาสตร์ฟื้นฟู

ชื่อ "แอกโซลอเติล" เชื่อมโยงกับเทพเจ้าแอซเท็ก

แอกโซลอเติลไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ แต่ผูกพันกับวัฒนธรรมเม็กซิโกมาอย่างยาวนาน ชื่อ Axolotl มาจากภาษานาวัตล์ และมีคำแปลหลายแบบ เช่น สุนัขน้ำ หรือสัตว์ประหลาดแห่งน้ำ โดยเชื่อมโยงกับ Xolotl เทพในวัฒนธรรมแอซเท็กที่เกี่ยวข้องกับไฟ สายฟ้า ความตาย สุนัข และฝาแฝด

ตามตำนานหนึ่ง Xolotl พยายามหลบหนีการถูกบูชายัญด้วยการแปลงร่างหลายครั้ง และหนึ่งในร่างสุดท้ายคือสัตว์น้ำที่กลายมาเป็นที่มาของชื่อ Axolotl

ความสำคัญของสัตว์ชนิดนี้ต่อวัฒนธรรมเม็กซิโกยังเห็นได้ในยุคปัจจุบัน โดยภาพแอกโซลอเติลและระบบนิเวศโซชิมิลโกปรากฏอยู่บนธนบัตร 50 เปโซของเม็กซิโก ที่ออกในปี 2021

ออกไข่ครั้งละหลายร้อยฟอง แต่ประชากรกลับลดลงหนัก

แอกโซลอเติลสามารถสืบพันธุ์ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปร่างเป็นซาลาแมนเดอร์บนบก สวนสัตว์ซานดิเอโก ให้ข้อมูลว่า ตัวเมียสามารถวางไข่ประมาณ 300–1,000 ฟอง โดยวางแยกกันตามพืชหรือก้อนหินใต้น้ำ และไข่ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จึงฟักออกมา พ่อแม่ไม่ได้ดูแลลูกหลังฟัก ลูกแอกโซลอเติลจึงต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเองตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต

แม้สัตว์ชนิดนี้จะออกไข่ได้ครั้งละหลายร้อยฟอง แต่จำนวนประชากรธรรมชาติกลับลดลงอย่างมาก เพราะปัญหาไม่ได้อยู่เพียงความสามารถในการสืบพันธุ์ แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่ลูกและตัวเต็มวัยต้องใช้เพื่ออยู่รอด

แอกโซลอเติล

จากทะเลสาบใหญ่ เหลือบ้านเพียงคลองกลางมหานคร

ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดของแอกโซลอเติลคือการสูญเสียและเสื่อมโทรมของถิ่นอาศัย พื้นที่ชุ่มน้ำและทะเลสาบที่เคยครอบคลุมพื้นที่กว้างในหุบเขาเม็กซิโกถูกระบายน้ำและเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง จนปัจจุบันพื้นที่ส่วนใหญ่กลายเป็นส่วนหนึ่งของมหานครเม็กซิโกซิตี

แหล่งน้ำที่เหลือยังต้องเผชิญทั้งน้ำเสียจากชุมชน เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและการท่องเที่ยว

อีกปัญหาสำคัญคือการนำปลาต่างถิ่นอย่างปลานิลและปลาคาร์ปเข้ามาในระบบน้ำ ปลาเหล่านี้แข่งขันกับแอกโซลอเติลเพื่อแย่งอาหาร และยังกินไข่หรือลูกแอกโซลอเติลอีกด้วย

ผลจากแรงกดดันหลายด้านทำให้ IUCN จัดแอกโซลอเติลอยู่ในสถานะ Critically Endangered หรือ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง และประมาณว่ามีตัวเต็มวัยในธรรมชาติเหลือเพียง 50–1,000 ตัว โดยประชากรยังมีแนวโน้มลดลง

หนึ่งในความย้อนแย้งที่สุดของแอกโซลอเติลคือ หากมองเพียงจำนวนสัตว์ที่มนุษย์เลี้ยง อาจรู้สึกว่ามันไม่ได้หายากเลย แอกโซลอเติลถูกเพาะเลี้ยงจำนวนมากทั่วโลก ทั้งในสวนสัตว์ ห้องทดลอง และตลาดสัตว์เลี้ยง

แต่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติเรียกสถานการณ์นี้ว่า Conservation Paradox หรือความย้อนแย้งทางการอนุรักษ์ เพราะสัตว์ที่หาได้ไม่ยากในสภาพเลี้ยงกลับเกือบหายไปจากธรรมชาติ และประชากรในสภาพเลี้ยงจำนวนมากยังมีปัญหาความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำจากการผสมภายในสายเลือด

การอนุรักษ์จึงไม่สามารถแก้ด้วยการเพาะแอกโซลอเติลให้ได้จำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาระบบนิเวศโซชิมิลโกซึ่งเป็นบ้านดั้งเดิมของมันไปพร้อมกัน

หนึ่งในแนวทางที่กำลังดำเนินการคือการฟื้นฟูระบบ Chinampas ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรแบบดั้งเดิมคล้ายเกาะหรือแปลงเพาะปลูกในระบบคลอง พร้อมสร้างพื้นที่หลบภัยในน้ำ กรองมลพิษ และป้องกันปลาต่างถิ่นเข้าถึงแหล่งอาศัยของแอกโซลอเติล

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติรายงานด้วยว่า ในปี 2025 นักวิทยาศาสตร์ทดลองปล่อยแอกโซลอเติลที่เพาะเลี้ยง 18 ตัวลงในพื้นที่ชุ่มน้ำจำลองใกล้เม็กซิโกซิตีได้สำเร็จ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการศึกษาว่าการฟื้นประชากรธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร

ที่มา: San Diego Zoo Wildlife Alliance / WWF / National Geographic / Natural History Museum

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ