บนหมู่เกาะของนิวซีแลนด์ มีนกชนิดหนึ่งที่แตกต่างจากนกแก้วทุกชนิดบนโลก มันไม่สามารถบินได้ ออกหากินในเวลากลางคืน มีกลิ่นตัวคล้ายดินและน้ำผึ้ง และเคยเกือบสูญพันธุ์จนเหลือเพียงไม่กี่สิบตัว สัตว์ชนิดนั้นคือ "นกแก้วคาคาโป" (Kakapo)
นกแก้วคาคาโปได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนกที่มีเอกลักษณ์มากที่สุดในโลก ไม่เพียงเพราะรูปร่างหน้าตาและพฤติกรรมที่แปลกประหลาด แต่ยังรวมถึงเรื่องราวการอนุรักษ์ที่กลายเป็นหนึ่งในความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าระดับโลก
ปัจจุบัน นกแก้วคาคาโปถูกจัดอยู่ในสถานะ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) และยังคงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากมนุษย์เพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์
ที่มาชื่อ "คาคาโป"
นกแก้วคาคาโปมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Strigops habroptilus เป็นนกแก้วเฉพาะถิ่นของประเทศนิวซีแลนด์ โดยชื่อคาคาโปมาจากภาษาเมารี โดยคำว่า คาคา หมายถึง นกแก้ว โป หมายถึง กลางคืน เมื่อรวมกันจึงมีความหมายว่า “นกแก้วกลางคืน”
นกแก้วคาคาโปเป็นสมาชิกเพียงชนิดเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในสกุล Strigops และเป็นหนึ่งในสายวิวัฒนาการนกแก้วที่เก่าแก่ที่สุดของโลก
ต่างจากนกแก้วส่วนใหญ่ที่บินได้และอาศัยอยู่บนต้นไม้ คาคาโปวิวัฒนาการบนเกาะที่แทบไม่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมผู้ล่า ทำให้มันค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการบินไปตามกาลเวลา
นกแก้วที่หนักที่สุดในโลก
คาคาโปเป็นนกแก้วที่มีน้ำหนักมากที่สุดในโลก ข้อมูลทั่วไปของตัวเต็มวัย ได้แก่ ความยาวลำตัวประมาณ 58–64 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 1.2–4 กิโลกรัม ตัวผู้มีน้ำหนักมากกว่าตัวเมียอย่างชัดเจน ในช่วงฤดูที่อาหารอุดมสมบูรณ์ ตัวผู้บางตัวอาจมีน้ำหนักเกิน 4 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับนกแก้วส่วนใหญ่ คาคาโปจึงมีรูปร่างใหญ่และอ้วนกว่ามาก
จุดเด่นที่สุดของคาคาโปคือ การเป็นนกแก้วเพียงชนิดเดียวในโลกที่บินไม่ได้โดยสมบูรณ์ แม้มันจะมีปีก แต่ปีกเหล่านั้นมีขนาดเล็กเกินกว่าจะรองรับน้ำหนักตัว อย่างไรก็ตาม คาคาโปยังใช้ปีกช่วยทรงตัวขณะกระโดดลงจากที่สูงได้
คาคาโปมีลักษณะใบหน้าที่แตกต่างจากนกแก้วชนิดอื่น ขนบริเวณใบหน้าจะเรียงตัวเป็นแผ่นคล้ายจานหน้า (facial disc) ซึ่งพบได้ในนกฮูก ลักษณะนี้ช่วยให้มันรับเสียงได้ดีขึ้นในเวลากลางคืน
ขนสีเขียวสดช่วยพรางตัว
ขนของคาคาโปมีสีเขียวอมเหลืองสลับจุดและลายสีดำ สีสันดังกล่าวช่วยให้มันกลมกลืนกับมอส เฟิร์น และพืชพรรณในป่านิวซีแลนด์ได้อย่างยอดเยี่ยม
คาคาโปเป็นนกแก้วเพียงไม่กี่ชนิดของโลกที่ออกหากินในเวลากลางคืน ช่วงกลางวันมันจะพักตามโพรงไม้ โขดหินพุ่มไม้หนาทึบ จากนั้นจึงออกหาอาหารหลังพระอาทิตย์ตก
แม้จะบินไม่ได้ แต่คาคาโปเป็นนักเดินและนักปีนเขาที่ยอดเยี่ยม พวกมันสามารถเดินไกลหลายกิโลเมตร ปีนต้นไม้สูง ใช้กรงเล็บช่วยยึดเกาะกิ่งไม้ เมื่ออยู่บนต้นไม้สูง คาคาโปมักใช้วิธีกระโดดลงมาแล้วกางปีกช่วยชะลอความเร็ว
นกที่มีกลิ่นตัวเฉพาะ
หนึ่งในเรื่องที่ทำให้นักวิจัยประหลาดใจ คือ คาคาโปมีกลิ่นตัวค่อนข้างชัดเจน หลายคนอธิบายว่าคล้ายดินเปียก น้ำผึ้ง ดอกไม้ หรือหญ้าสด แม้กลิ่นดังกล่าวอาจช่วยให้คาคาโปรู้จักกันเอง แต่ก็ทำให้ถูกผู้ล่าตามหาได้ง่ายเช่นกัน
คาคาโปเป็นสัตว์กินพืชเป็นหลัก อาหารของมันประกอบด้วยใบไม้ หน่ออ่อน เมล็ดพืช ดอกไม้ เกสรดอกไม้ และผลไม้ หนึ่งในอาหารสำคัญที่สุดคือผลของต้นริมู (Rimu Tree) นักวิทยาศาสตร์พบว่า การสืบพันธุ์ของคาคาโปมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับปีที่ต้นริมูออกผลจำนวนมาก
คาคาโปมีพฤติกรรมผสมพันธุ์แบบที่เรียกว่า Lek Breeding ตัวผู้จะสร้างพื้นที่แสดงตัวเฉพาะของตนเอง และส่งเสียงร้องความถี่ต่ำดังลึกคล้ายเสียงกลอง เสียงดังกล่าวสามารถเดินทางได้ไกลหลายกิโลเมตรในป่า ตัวเมียจะเลือกเดินทางมาหาตัวผู้ที่ตนสนใจ ก่อนตัดสินใจผสมพันธุ์
หลังจากนั้น ตัวผู้จะไม่ช่วยเลี้ยงลูกเลย หน้าที่ทั้งหมดตกเป็นของตัวเมียเพียงลำพัง
ในอดีต คาคาโปเคยพบได้ทั่วประเทศนิวซีแลนด์ แต่หลังจากมนุษย์นำสัตว์ผู้ล่าเข้ามา เช่น แมว สุนัข หนู พังพอนประชากรคาคาโปจึงลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน คาคาโปในธรรมชาติทั้งหมดถูกย้ายไปอาศัยอยู่บนเกาะที่ได้รับการป้องกันเป็นพิเศษ และปลอดจากสัตว์ผู้ล่า
จากเกือบสูญพันธุ์สู่ความหวังครั้งใหม่
ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 คาคาโปกลายเป็นหนึ่งในนกที่ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดของโลก ในช่วงทศวรรษ 1990 มีคาคาโปเหลืออยู่เพียงประมาณ 50 ตัวเท่านั้น สถานการณ์เลวร้ายจนหลายฝ่ายกังวลว่าสัตว์ชนิดนี้อาจสูญพันธุ์ภายในเวลาไม่กี่สิบปี
รัฐบาลนิวซีแลนด์จึงจัดตั้งโครงการ Kakapo Recovery Programme ขึ้นเพื่อฟื้นฟูประชากรอย่างจริงจัง มาตรการต่าง ๆ ได้แก่ ติดตามนกทุกตัวด้วยเครื่องส่งสัญญาณ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ควบคุมพันธุกรรม ป้องกันผู้ล่า ช่วยเพาะพันธุ์
ข้อมูลล่าสุดจาก Department of Conservation ของนิวซีแลนด์ระบุว่า ก่อนฤดูผสมพันธุ์ปี 2026 ประชากรคาคาโปอยู่ที่ 236 ตัว แม้จำนวนจะยังน้อยมากเมื่อเทียบกับสัตว์ป่าทั่วไป แต่ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จด้านการอนุรักษ์ที่สำคัญที่สุดของโลก
อย่างไรก็ตาม คาคาโปยังคงอยู่ในสถานะ Critically Endangered หรือ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง เพราะประชากรทั้งหมดมีขนาดเล็กและยังต้องพึ่งพาการจัดการจากมนุษย์
คาคาโปไม่ได้เป็นเพียงนกแก้วที่แปลกที่สุดในโลกเท่านั้น มันยังเป็นตัวแทนของความพยายามในการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่กำลังเผชิญวิกฤตการสูญพันธุ์
จากนกแก้วบินไม่ได้ที่เคยเหลือเพียงไม่กี่สิบตัว สู่การกลับมาเพิ่มจำนวนอีกครั้ง คาคาโปจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังที่พิสูจน์ให้เห็นว่า หากได้รับการปกป้องอย่างจริงจัง สัตว์ที่อยู่บนขอบเหวของการสูญพันธุ์ก็ยังมีโอกาสกลับมาได้
ที่มา: Department of Conservation of New Zealand / eBird / New Zealand Bird Online