อาเซียนต้องปรับตัวอย่างใหญ่หลวงเพราะประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาโดนัลด์ ทรัมป์ไม่สนใจอาเซียน ไม่เหมือนกับประธาธิบดีบารัค โอบามาที่สมาชิกอาเซียนคุ้นเคยมานานถึงแปดปี ต้องขอชมเชยโอบามาที่ได้เสริมสร้างสัมพันธ์ทวิภาคีจนแน่นแฟ้นที่สุดในประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์อาเซียนกับสหรัฐอเมริกาในรอบสี่สิบปี
ใครๆก็รู้ ทรัมป์ชอบการต่อรองและเจรจาการค้า ประเทศไหนให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด จะรับฟังและพิจารณา ฉะนั้นสัมพันธ์อาเซียนกับสหรัฐอเมริกาอาจจะตกที่นั่งลำบาก ที่ผ่านมาโอบามาได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกต่ออาเซียนนานาน แถมใจให้อาเซียนอีกต่างหาก ทรัมป์มีท่าที่จะยกเลิกนโยบายหลักๆของโอบามาทั้งทางการความมั่นคงและการค้า
ตัวอย่างเช่น นโยบายตั้งเข็มหมุดในเอเซีย (Pivot to Asia) ถือเป็นนโยบายความมั่นคงหลักของโอบามาที่มุ่งมั่นในการช่วยให้ประเทศในภูมิภาคมีแรงต้านทานการเพิ่มขยายอิทธิพลจีนในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาได้ฟื้นฟูสัมพันธ์ของสองคู่อริคือเมียนมาร์และเวียดนาม โอบามาในเดือนที่แล้วได้ยกเลิกมาตรการบอยคอตทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองต่อเมียนมาร์ ส่วนเวียดนามก็ได้ยกเลิกกฎหมายการห้ามขายอาวุธให้ ในยุคทรัมป์ความสนใจต่อนโยบายเข็มหมุดจะลดน้อยลงทันที
ส่วนทางด้านค้าการลงทุน อาเซียนยังเป็นแหล่งลงทุนอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกาอยู่ถึงแม้นว่าทางด้านการค้าจะสู้กับจีนไม่ได้ก็ตาม แต่สหรัฐอเมริกาขู่จะขึ้นกำแพงภาษีต่อสินค้าเข้า ขณะนี้สหรัฐอเมริกายังเป็นตลาดนำเข้าอันดับสามของสินค้าไทย และติดอันดับต้นๆในหลายสมาชิกอาเซียน
ในตอนหาเสียง ทรัมป์ลั่นวาจาไว้ว่าจะถอนตัวออกจากทีทีพีหรือกรอบการค้าเสรีเอเซีย-แปซิฟิก(Trans Pacific Partnership) ทั้งๆที่สหรัฐอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ สมาชิกอาเซียนสี่ประเทศได้เข้าร่วมกรอบการค้านี้คือเวียดนาม บรูไน สิงค์โปร์และมาเลเซีย ตอนนี้ทั้งสี่ประเทศกำลังกำหนดท่าทีใหม่ต่อทีพีพี เพราะไม่มีสหรัฐอเมริกาเข้าร่วม เวทีการค้านี้ก็ไม่มีความหมาย
ฉะนั้น อาเซียนต้องส่งเสริมความเป็นศูนย์กลางอาเซียน อย่าให้สหรัฐอเมริกาใช้ยุทธศาสตร์แบ่งแยกแล้วทำลาย ขณะนี้สัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐอเมริกาโดยทั่วๆไปยังดีเยี่ยมอยู่ ต้องเฝ้าดูต่อไปว่า ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากจะเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากในกำหนดท่าทีใหม่ต่อเอเซีย
ประธานอาเซียนฟิลิปปินส์โดยเฉพาะประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เตจะมีความรับผิดชอบสูง เพราะต้องเป็นผู้เชิญให้ทรัมป์เข้ามาร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 29 ที่จะมีขึ้นในกรุงมะนิลาให้ได้ในต้นพฤศจิกายนปีหน้า ถือเป็นโอกาสเฉลิมฉลองสัมพันธ์ครบรอบสี่สิบปี ถ้าทรัมป์ตัดสินใจไม่มาอาเซียนตั้งแต่ต้น ต้องถือว่าเป็นการตบหน้าอาเซียนอย่างแรงและประธานอาเซียนด้วย ในฐานะเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาค
ส่วนประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้เจรจาและเปลี่ยนทั้งวาทกรรมและพฤติกรรมใหม่กับสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาสองปี สัมพันธ์วิภาคีอายุ 184 ปี มันถูกครอบงำด้วยความคิดเห็นแบบสุดโต้งที่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงทางการเมืองของไทย
Photo : AFP