ย้อนไปในช่วงประมาณ 10 ปีก่อน เรื่องของวรรณกรรมทั้งไทยเทศและการ์ตูนอนิเมะญี่ปุ่นแนว “เกมออนไลน์เสมือนจริง” ได้กลายเป็นเทรนด์ที่ถูกพูดถึงและได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะการออกฉายของ “Sword Art Online” หรือ SAO ซึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหล่าผู้เล่นที่ติดอยู่ในเกมเสมือนจริงและไม่สามารถออกมาจากเกมได้ มิหนำซ้กหากเสียชีวิตในเกม ก็เท่ากับเสียชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงด้วย
ความหวัง "เมตาเวิร์ส" กับอนาคตที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย!
โดยอุปกรณ์ที่สร้างเรื่องสร้างราวในอนิเมะเรื่องดังกล่าวมีชื่อว่า NerveGear มีลักษณะเป็นเหมือนแว่น VR ในปัจจุบันแต่เป็นแบบสวมครอบศีรษะ เชื่อมต่อสมองและระบบประสาทของผู้ใช้เข้ากับโลกแห่งเกม
นับตั้งแต่นั้นมา ความฝันของมนุษยชาติในการเข้าไปโลดแล่นอยู่ในโลกเสมือนก็ยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้น และหลายคนต่างเฝ้ารอคอยว่า ภายในชาตินี้ จะได้มีโอกาสเล่นเกมเสมือนจริงแบบนี้หรือไม่
หนึ่งในผู้พัฒนาเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) จนได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งโลกเสมือนจริงคือ พาลเมอร์ ลัคกี ซึ่งบางคนอาจไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้ แต่เขาคนนี้เป็นผู้ที่ก่อตั้งบริษัท Oculus VR ต้นแบบแว่น VR ที่เมตาขอซื้อต่อมาพัฒนาเมตาเวิร์สของตัวเองนั่นเอง
ซึ่งล่าสุดลัคกีได้ทำให้คออนิเมะและเหล่าเนิร์ดในแวดวงเทคโนโลยีต้องฮือฮา เพราะเจ้าตัวประกาศว่า ได้พัฒนาแว่น VR ที่ “หากตายในเกม ก็จะตายในชีวิตจริง” แบบเดียวกับใน SAO ขึ้นมา
“ความคิดเรื่องการผูกชีวิตจริงของคุณเข้ากับอวตาร์เสมือนของคุณในเกมเป็นเรื่องที่ทำให้ผมหลงใหลอยู่เสมอ ความเสี่ยงในการเล่นเกมจะเพิ่มไปสู่ระดับสูงสุดทันที และบังคับให้ผู้คนต้องไตร่ตรองว่า พวกเขาจะมีปฏิสัมพันธ์กับโลกเสมือนจริงและผู้เล่นภายในโลกนั้นอย่างไร” ลัคกีบอก
เขาเสริมว่า “กราฟิกที่พัฒนาขึ้นอาจทำให้เกมดูสมจริงมากขึ้น แต่ภัยคุกคามจากผลกระทบร้ายแรงของการเล่นเกมเท่านั้นที่สามารถทำให้เกมรู้สึกสมจริงสำหรับคุณและทุกคนในเกม”
เขาบอกว่า ตอนนี้กำลังสร้าง NerveGear มาได้ครึ่งทางแล้ว แต่เขาบอกว่า เขายังรู้วิธีที่จะทำให้ผู้เล่นตายแค่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น อีกครึ่งหนึ่งของสมการที่จะทำให้การตายเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบนั้นยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี
“ในอนิเมะ SAO อุปกรณ์ NerveGear มีตัวปล่อยคลื่นสู่สมอง ซึ่งหากแรงเกินจนไปถึงระดับอันตรายก็จะทำให้ตายได้ แม้ผมจะเป็นคนที่ค่อนข้างฉลาด แต่ผมยังไม่สามารถคิดวิธีใด ๆ ที่จะทำสิ่งนี้ให้เป็นจริงได้” เขาบอก
กระนั้น ลัคกีไม่ได้ล้มเลิกโครงการ แต่มุ่งหน้าไปบนเส้นทางที่บ้าคลั่งนี้ “แทนการใช้คลื่น ผมได้ใช้โมดูลประจุระเบิด 3 ตัวผูกไว้กับเซ็นเซอร์ที่จะตอบสนองเมื่อหน้าจอกะพริบเป็นสีแดงที่ความถี่เฉพาะ ทำให้มีการผสานรวมเกมโอเวอร์ในส่วนของผู้พัฒนาได้ง่ายมาก (เพราะในหลายเกม ฉากเมื่อเกมโอเวอร์หรือเมื่อตัวละครตายมักเป็นสีแดง) เมื่อมีการแสดงหน้าจอเกมโอเวอร์ ประจุระเบิดเหล่านี้จะทำลายสมองของผู้ใช้ทันที”
เขาบอกว่า นี่ยังไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์ ในอนาคตเขามีแผนพัฒนากลไกป้องกันการงัดแงะแว่น VR ไม่ให้สามารถถอดได้ ให้เหมือนกับในอนิเมะ นอกจากนี้ เขากังวลว่า อาจเกิดความล้มเหลวที่ทำให้ผู้ใช้ตายในเวลาที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เขายังไม่ได้เริ่มการทดสอบจริง ๆ เกี่ยวกับเจ้าแว่น VR สุดบ้าคลั่งตัวนี้
ยังไม่มีรายงานว่า ลัคกีพัฒนาแว่น VR ตัวนี้โดยมีเป้าหมายสุดท้ายเพื่อวางจำหน่ายหรือไม่ “ณ จุดนี้ มันเป็นเพียงงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจของเส้นทางที่ยังไม่มีใครสำรวจในการออกแบบเกม เท่าที่ผมรู้ นี่เป็นตัวอย่างชิ้นแรกของอุปกรณ์ VR ที่สามารถฆ่าผู้ใช้ได้จริง ๆ และมันจะไม่ใช่ชิ้นสุดท้าย”
ทั้งนี้ หากเขาต้องการจะวางขายเจ้าแว่น VR สุดอันตรายนี้จริง ๆ ก็เป็นไปได้ว่าจะต้องเจอกับกฎหมายร้ายแรงในหลายประเทศอย่างแน่นอน และอาจกลายเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ก่ออาชญากรรมหากหลุดไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ควรอยู่
นี่คืออีกด้านของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เราไม่รู้เลยว่าในท้ายที่สุดแล้ว จะนำไปสู่อะไรบ้าง แต่ที่น่าหวาดหวั่นคือ ในมือของผู้ที่ได้ชื่อว่าบิดาแห่งแว่น VR คนนี้ การจะสร้างอุปกรณ์สุดอันตรายอย่าง NerveGear ขึ้นมา อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เรียบเรียงจาก Palmer Luckey
ภาพจาก Palmer Luckey