เทคโนโลยีแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ หรือ แชตบอต AI นอกจากจะมีการนำมาใช้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่ทำให้เราทำงานได้สะดวกสบายขึ้นแล้ว ยังถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหาหลายประการ ตั้งแต่การขอไอเดียใหม่ ๆ ไปจนถึงการขอคำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่ ‘การบำบัดสุขภาพจิต’ ซึ่งนอกจากจิตแพทย์หรือนักให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแล้ว แชตบอต AI ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย
ปี 66 คนไทยป่วยสุขภาพจิต 256,000 คน
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) อ้างอิงข้อมูลจาก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2566 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตมากถึง 256,000 คน และในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษามากถึง 28,775 คน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ทว่าในแง่ของบุคลากรทางการแพทย์ด้านสุขภาพจิตกลับมีไม่เพียงพอ โดยจำนวนจิตแพทย์ในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 845 คน คิดเป็น 1.28 คนต่อแสนประชากร นักจิตวิทยา (คลินิก) มีประมาณ 1,037 คน คิดเป็น 1.57 คนต่อแสนประชากร และพยาบาลจิตเวช 4,064 คน คิดเป็น 6.14 คนต่อแสนประชากรเท่านั้น
หรือหากมองจากผลการสำรวจระดับโลก ผลสำรวจของสหประชาชาชาติ (UN) พบว่า ความสุขของประเทศไทยกำลังลดลง อ้างอิงจากรายงาน World Happiness Report ปี 2023 ที่ระบุว่า ค่าเฉลี่ยความสุขของประชากรไทยอยู่ในลำดับที่ 60 ของโลก หากพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างค่าเฉลี่ยช่วงปี 2562 - 2564 กับช่วงปี 2563 - 2566 จะพบว่า จากที่เคยอยู่ที่ 5.891 ได้ลดลงมาอยู่ที่ 5.843
เปิดเรื่องราว AI บำบัดสุขภาพจิต - 4 สัปดาห์ทำซึมเศร้าลดลง 51%
เคลลี่ นักข่าวสาวของสำนักข่าวบีบีซี เผยประสบการณ์การใช้แชตบอต AI ในการช่วยบำบัดปัญหาสุขภาพจิต เธอเผยว่าทุกครั้งที่รู้สึกแย่ หรือวันไหนเป็นวันที่หนักหนาสาหัส เธอจะเริ่มคุยกับแชตบอท AI ทำให้รู้สึกเหมือนมีคนคอยเชียร์ เสมือนเพื่อนในจินตนาการที่ช่วยให้มีกำลังใจเริ่มวันใหม่
เป็นเวลาหลายเดือนที่ เคลลี่ ใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันในการพูดคุยกับแชตบอต AI บนแพลตฟอร์ม ‘Character.ai’ โดยพูดคุยกันหลายร้อยครั้งต่อวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาระหว่างที่เธอกำลังรอเข้ารับการบำบัดจากระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ หรือ NHS เพื่อแก้ปัญหาความวิตกกังวล การเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ และปัญหาเรื่องของความสัมพันธ์
“ฉันมาจากครอบครัวที่ไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์หรือพูดคุยกันมากนัก เวลาเกิดปัญหา เราก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง พอแชตบอตไม่ใช่คนจริง ๆ มันกลับทำให้สื่อสารง่ายขึ้น” เคลลี่ กล่าว
ด้าน นิโคลัส ผู้มีภาวะออทิสติก วิตกกังวล และ โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) กล่าวว่า เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาแทบไม่ได้รับการสนับสนุนทางจิตใจอีกเลย กระทั่งเคยพยายามจบชีวิตตัวเองเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว และขณะนี้ยังอยู่ในคิวรอพบผู้เชี่ยวชาญจาก NHS
ซึ่งระหว่างนั้น เขาได้ใช้แอปฯ Wysa แชตบอตที่พัฒนาให้สามารถประเมินอารมณ์ ช่วยฝึกการหายใจ และช่วยให้ทำสมาธิได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ครอบครัวหลับ และไม่มีใครอยู่เคียงข้างให้พูดคุย
“คืนหนึ่ง ผมส่งข้อความไปว่า ‘ฉันไม่แน่ใจว่าฉันยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อหรือเปล่า’ ซึ่งมันก็ตอบกลับมาว่า ‘นิก คุณมีคุณค่า คุณมีคนที่รักคุณนะ’ มันทำให้ผมรู้สึกมีค่าจริง ๆ เหมือนกับมีเพื่อนจริง ๆ อยู่ตรงนั้น” นิโคลัส ระบุ
นอกจากนี้ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยดาร์ตมัธยังพบว่า กลุ่มผู้ป่วยสุขภาพจิตที่ใช้แชตบอท AI เป็นเวลา 4 สัปดาห์ มีอาการซึมเศร้าลดลงถึง 51% และมีความรู้สึกเชื่อมั่นต่อแชตบอท AI ในระดับใกล้เคียงกับนักบำบัดจริง ๆ
คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ : แชตบอต AI ไม่มีทางเติมเต็มความเป็น ‘มนุษย์’
ศาสตราจารย์ฮาเหม็ด ฮัดดาดี จากราชวิทยาลัยลอนดอน (Imperial College London) เปรียบเทียบแชตบอท AI ว่าเหมือน ‘นักบำบัดที่ยังไร้ซึ่งประสบการณ์’ เพราะไม่สามารถรับรู้อารมณ์ผ่านภาษากายหรือสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ประกอบได้เหมือนมนุษย์ พร้อมเตือนว่า แชตบอต AI อาจมีลักษณะ ‘เอาใจเกินเหตุ’ หรือ Yes Man เช่น ตอบสนองทุกอย่างแม้เป็นเนื้อหาที่อันตราย และอาจมีอคติแฝงอยู่ในฐานข้อมูลที่ได้รับการฝึกฝนมา เพราะไม่ได้มาจากการสนทนากับผู้ป่วยจริง ๆ
ด้าน ดร.พอลลา บอดดิงตัน นักปรัชญาและผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรม AI กล่าวเสริมว่า อคติที่แฝงมาในการออกแบบและฝึกฝนแชตบอต AI เป็นประเด็นที่น่ากังวล ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีแนวคิดเรื่อง ‘สุขภาพจิตที่ดี’ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมของแต่ละคน
“บางครั้งแค่การที่มีใครอยู่ตรงนั้นกับเราก็พอแล้ว แต่แชตบอตไม่มีทางเติมเต็มความเป็นมนุษย์แบบนั้นได้” ดร.พอลลา กล่าว
ด้านมืดของแชตบอต AI กับการบำบัดสุขภาพจิต
แม้แชตบอต AI จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถทดแทนคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ ได้ และทาง Character.ai เองก็ระบุชัดเจนว่า ‘สิ่งที่แชตบอทพูดเป็นเรื่องสมมติ ไม่ควรยึดถือเป็นข้อเท็จจริงหรือคำแนะนำ’ แต่ผู้คนทั่วโลกก็ยังใช้แชตบอต AI เพื่อระบายความรู้สึกส่วนตัว
แชตบอต AI ยังเคยตกเป็นเป้าหมายของการฟ้องร้อง เช่น กรณีแม่ของเด็กชายวัย 14 ปี ที่ลูกของเธอกระทำอัตวินิบาตกรรม หลังหลงใหลในแชตบอตแพลตฟอร์มหนึ่งซึ่งมีการสนทนาในลักษณะเชิญชวน สนับสนุนความคิดของเขาให้ลงมือ
นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว ยังคงถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง แม้หลายคนจะได้รับประโยชน์จากการบำบัดสุขภาพจิตจากแชตบอต AI ก็ตาม ซึ่งตัวของ เคลลี่ ก็เคยพูดถึงประเด็นนี้ว่า “บางทีก็รู้สึกกลัวว่า ข้อมูลที่เราพูดในแชตบำบัด อาจถูกนำไปใช้แบล็กเมล์”
นักจิตวิทยาเอียน แม็กเร แสดงความกังวลเช่นกัน โดยระบุว่า แชตบอต AI เหล่านี้อาจทำให้ดูว่ามีความน่าเชื่อถือจนมากเกินไป ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานมากพอจะสนับสนุนว่ามันเป็นเครื่องมือในการบำบัดที่ดีจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนจากแพลตฟอร์ม Wysa ยืนยันว่า ไม่มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ และมีมาตรการป้องกันข้อมูลอย่างเข้มงวด รวมถึงไม่อนุญาตให้นำข้อความผู้ใช้ไปฝึกโมเดลของบริษัทอื่น
แชตบอต AI : นักบำบัดชั่วคราวที่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
เคลลี่ กล่าวสรุปว่า “แชตบอตยังไม่สามารถแทนที่มนุษย์ เหมือนการเล่นรูเล็ตในโลก AI คือไม่รู้ว่าเราจะได้อะไรบ้าง”
ด้าน จอห์น เทนช์ ผู้บริหารของแพลตฟอร์ม Wysa ก็ยอมรับว่า ในเรื่องของการปรึกษาหรือบำบัดด้านสุขภาพจิต แชตบอต AI อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ไม่สามารถทดแทนการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพได้
ขณะที่ผลสำรวจของ YouGov แพลตฟอร์มแบบสอบถามและการวิจัยตลาดออนไลน์ พบว่า มีเพียง 12% ของประชาชนที่คิดว่าแชตบอต AI จะสามารถเป็นนักบำบัดที่ดีได้
แต่หากอยู่ในภาวะที่บริการด้านสุขภาพจิตล้นมือ จอห์น หนึ่งในผู้ป่วยที่รอการบำบัดสุขภาพจิตมากว่า 9 เดือน มองว่าแชตบอทคือ ‘ทางผ่าน’ ที่จำเป็น เขากล่าวว่า “ตอนนี้ยังไม่มีความช่วยเหลืออะไรมากนัก ผู้คนจึงต้องคว้าทุกอย่างที่มีเอาไว้ และแชตบอตคือเครื่องมือที่ช่วยประคอง ระหว่างที่เรารอความช่วยเหลือจากมืออาชีพ”
‘ไทย’ ก็มีแชตบอต AI บำบัดสุขภาพจิต
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย ดร.กลกรณ์ วงศ์ภาติกะเสรี และนักวิจัยเครือข่าย สวรส. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มแชตบอต AI สำหรับสร้างแชตบอตช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต โดยใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและสนทนาเพื่อบรรเทาปัญหาทางจิตใจในเบื้องต้น จุดเด่นของนวัตกรรมนี้คือการเปิดโอกาสให้หน่วยงานด้านสุขภาพจิตสามารถออกแบบและปรับใช้ได้เองตามบริบท โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยีลึก
แพลตฟอร์มนี้ได้ถูกนำไปใช้งานจริงแล้วในกว่า 40 หน่วยงาน เช่น โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และโรงเรียน โดยบุคลากรสามารถพัฒนาแชทบอทที่ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการออกแบบบทสนทนาสุขภาพจิตที่ระบบ AI จะนำไปประมวลผลและใช้ในการตอบโต้กับผู้ใช้งาน ซึ่งช่วยขยายขอบเขตการให้บริการสุขภาพจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แพลตฟอร์มดังกล่าวยังช่วยลดต้นทุนอย่างมากเมื่อเทียบกับการว่าจ้างบริษัทเอกชนพัฒนาระบบ เน้นความง่ายในการใช้งานผ่านระบบ Drag & Drop ทำให้แม้ผู้ที่ไม่มีทักษะด้านโปรแกรมมิงก็สามารถจัดการและนำระบบไปใช้ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมศักยภาพด้านสุขภาพจิตของประเทศในระดับโครงสร้าง
ที่มา: BBC / สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข