ถอดโมเดลไต้หวัน-ฮ่องกง ทำไมเผชิญการโทรหลอกลวงลดลง?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

Whoscall ถอดโมเดลไต้หวัน-ฮ่องกง ปัจจัยอะไรทำให้พบการโทรหลอกลวงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แล้วจะนำมาปรับใช้กับประเทศไทยอย่างไรได้บ้าง?

ช่วงหนึ่งของงานแถลงผลรายงานประจำปี 2568 ของ Whoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนผู้โทรเข้าและบล็อกสายสแปมยอดนิยม มีการระบุว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปริมาณสายหลอกลวงสูงที่สุดในบรรดาตลาดเอเชียทั้งหมดที่ Whoscall ให้บริการ ตรงกันข้ามกับการลดลงอย่างมีนัยสำคัญในตลาดใกล้เคียงอย่างไต้หวันและฮ่องกง นั้น ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า เหตุใดไต้หวันและฮ่องกงถึงมีตัวเลขลดลง และจะนำโมเดลมาปรับใช้ในไทยได้อย่างไร

แมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย ผู้สื่อข่าว PPTV
แมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย

แมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย ผู้ให้บริการ Whoscall ให้รายละเอียดว่า ปัจจัยที่ทำให้การหลอกลวงผ่าน SMS และการโทรในไต้หวันและฮ่องกงลดลง หลัก ๆ จะเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมการสื่อสาร โดยมิจฉาชีพเปลี่ยนช่องทางจากการโทรและ SMS ไปยังแอปพลิเคชันส่งข้อความและโซเชียลมีเดีย เช่น อินสตาแกรม มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังความครอบคลุมของเทคโนโลยี ก็มีส่วน โดยแอปพลิเคชัน Whoscall เป็นผู้เล่นหลักที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงมากในไต้หวันและฮ่องกง ทำให้ระบบฐานข้อมูลและการสกัดกั้นมีประสิทธิภาพสูง

แมนวู จู กล่าวต่อว่า การศึกษาและความตระหนักรู้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัย โดยภาครัฐและสถานศึกษามีความร่วมมือกันอย่างจริงจังในการให้ความรู้แก่ประชาชน ส่งผลให้ความฉลาดทางดิจิทัล หรือ Digital Literacy และความตระหนักรู้เรื่องสแกมเมอร์พัฒนาขึ้นมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

อีกทั้งไต้หวันและฮ่องกง เป็นพื้นที่ขนาดเล็ก (Small Territory) ทำให้การกระจายข้อมูลและมาตรการต่าง ๆ ทำได้ทั่วถึงกว่าพื้นที่กว้างไกลอย่างประเทศไทย และมีการสร้างระบบ Whitelist ให้บริษัทและห้างร้านต่าง ๆ ลงทะเบียนในแอปพลิเคชันเพื่อยืนยันตัวตน รวมถึงมีเครื่องมืออย่าง Watchman เพื่อเฝ้าระวังการแอบอ้างเป็นเพจหรือบุคคลต่าง ๆ ซึ่งมีให้บริการแล้วในไต้หวันและฮ่องกง

ส่วนแนวทางการนำโมเดลจากไต้หวันและฮ่องกงมาปรับใช้ในไทย แมนวู จู กล่าวว่า Whoscall มีแผนที่จะนำโมเดลความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและสถาบันวิชาการจากไต้หวันและฮ่องกงมาใช้ในไทย โดยจะไม่เน้นแค่การบรรยายแบบออฟไลน์ แต่จะพัฒนาเป็นหลักสูตรออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและสร้างความตระหนักรู้ได้ง่ายขึ้น

รวมถึงความพยายามนำเทคโนโลยีระดับ B2B (Business to Business) ที่ใช้ในไต้หวันและฮ่องกง เข้ามาสร้างชุมชนที่ปลอดภัย หรือ Trust Community ในไทย เพื่อลดปัญหาการปลอมแปลงเพจและการหลอกลวงออนไลน์

แมนวู จู กล่าวว่า มิจฉาชีพในปัจจุบันไม่ใช่แค่ใครก็ได้ที่มีโทรศัพท์อีกต่อไป แต่คือศูนย์รวมเครือข่ายขนาดมหึมาที่ขับเคลื่อนโดยองค์กรที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งได้ขยายและรวมศูนย์เป็นศูนย์มิจฉาชีพระดับอุตสาหกรรมหลายร้อยแห่ง โรงงานมิจฉาชีพเหล่านี้มีทั้งชั้นปฏิบัติการโทร คู่มือสคริปต์ ทีมข้อมูล รวมถึงระบบรับคน ฝึกอบรม และบังคับใช้กฎระเบียบภายใน

จากข้อมูลของ Whoscall พบว่าหมายเลขมิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียวสามารถโทรออกได้มากกว่า 800,000 ครั้ง ซึ่งปริมาณระดับนี้เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้ระบบโทรอัตโนมัติและอุปกรณ์ระดับคอลเซ็นเตอร์มืออาชีพเท่านั้น

"การเฝ้าระวังและสร้างชุมชนที่รู้เท่าทัน คือหัวใจสำคัญในการป้องกันภัยมิจฉาชีพ ที่ผ่านมาเราผนึกกำลังกับภาครัฐและเอกชนมาโดยตลอดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้สังคมไทย และเราจะไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา AI ขั้นสูงเพื่อจัดการกับกลโกงใหม่ ๆ เราเชื่อว่าถ้าเราช่วยกัน เราจะสร้างสังคมที่ปลอดภัยกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน" แมนวู จู กล่าว

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ