บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส (AIS) ร่วมกับกระทรวงกลาโหมและสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA เปิดโครงการสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์และเสริมศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้แก่กำลังพลของกองทัพและครอบครัว ผ่านการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มของ DGA ซึ่งนำหลักสูตร อุ่นใจไซเบอร์ : AI Literacy ของ AIS มาผสานกับแนวทางการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ
เพื่อเสริมทักษะความฉลาดรู้ด้านดิจิทัล และความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ วางรากฐานการพัฒนากำลังพลดิจิทัล และยกระดับความพร้อมด้านการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
โครงการดังกล่าว จะดำเนินการผ่านกิจกรรม Roadshow ไปยังหน่วยทหารในพื้นที่ทั้ง 4 ภาค ครอบคลุมกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวมถึงจะเปิดให้ครอบครัวกำลังพลและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงหลักสูตรผ่านอุ่นใจไซเบอร์ของ AIS ด้วย เพื่อให้สามารถใช้ AI เป็น รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ นำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับความพร้อมด้าน AI ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม รูปแบบการทำงาน และขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกประเทศ ความพร้อมของประเทศไทยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของคนในการเข้าใจ ใช้งาน และนำ AI ไปสร้างประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม
"กุญแจสำคัญที่สุดที่จะนำพานวัตกรรมและการขับเคลื่อนเทคโนโลยีให้ประสบความสำเร็จ เกิดประโยชน์ต่อสังคม และสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศชาติได้สูงสุดคือทรัพยากรบุคคล การลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงอาจกลายเป็นการลงทุนที่ไร้ประโยชน์และสูญเปล่าทันที หากขาดการพัฒนาคนให้มีความสามารถในการใช้และควบคุมเทคโนโลยีนั้น ๆ ได้อย่างแท้จริง การเตรียมความพร้อมของคนในยุค AI ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่รอไม่ได้และต้องลงมือทำทันที เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วชนิดที่ว่า สิ่งที่เรียนรู้ในวันนี้ อาจกลายเป็นเรื่องล้าสมัยในวันพรุ่งนี้" นางสาวกานติมา กล่าว
AIS เชื่อว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องเดินควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคน ภายใต้ภารกิจคิดเผื่อ เพื่อคนไทย AIS โดย AIS Academy จึงเดินหน้าสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้คนไทยสามารถ Upskill และ Reskill เพื่อให้ใช้ AI เป็น รู้เท่าทัน และใช้งานอย่างปลอดภัย
นางสาวกานติมา กล่าวต่อว่า สำหรับเนื้อหาหลักสูตรดังกล่าวอาจมีบางแกนที่ให้น้ำหนักแตกต่างกันไปตามการใช้ AI ของแต่ละกลุ่มบุคคลและอาชีพ เน้นเรื่อง Cyber Wellness และ AI Literacy เป็นหลัก โดยมีความคาดหวังสูงสุดคือความมั่นคงของประเทศ และเชื่อว่าประชากรคือทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงสุด
ด้าน พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการทำงาน การบริหารจัดการข้อมูล การตัดสินใจ และความมั่นคงของทุกประเทศ กระทรวงกลาโหมจึงเดินหน้านโยบายการป้องกันประเทศในมิติดิจิทัล โดยมุ่งพัฒนากำลังพลให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย องค์ความรู้ ทักษะวิชาชีพ และความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
พร้อมเสริมขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการข้อมูล การวิเคราะห์สถานการณ์ และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อก้าวสู่การเป็น องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ อย่างเป็นรูปธรรม
พลโท อดุลย์ กล่าวต่อว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต การทำงาน และระบบความมั่นคงทั้งหมด โดยในเชิงยุทธศาสตร์ AI มีข้อดีอย่างมหาศาลในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจ เปรียบเทียบกับอดีตในโรงเรียนเสนาธิการทหาร ที่หากเกิดวิกฤตการณ์ใด ๆ ฝ่ายเสนาธิการจะต้องใช้เวลาเป็นเวลานานในการเก็บรวบรวมข้อมูลดิบและข้อเท็จจริงเพื่อนำเสนอผู้บังคับบัญชา แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีสามารถประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วทันสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคงในรูปแบบการบิดเบือนข้อมูล เช่น การใช้เทคโนโลยี Deepfake สร้างภาพ เสียง หรือวิดีโอปลอมขึ้นมาเพื่อสร้างความสับสนวุ่นวาย ส่งผลให้สนามรบในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศอีกต่อไป แต่โลกไซเบอร์ได้กลายเป็นสมรภูมิหลักที่กองทัพและทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันปกป้องรักษาความมั่นคง
พลโท อดุลย์ ได้แสดงความกังวลและตั้งคำถามสำคัญถึงขีดความสามารถในการตรวจจับข้อมูลของต่างประเทศว่า ปัจจุบันระบบสอดแนมอาจล่วงรู้รายละเอียดลึกไปถึงประเภท ยี่ห้อ และจำนวนของอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงสถานะความชำรุดของพาหนะในกองทัพ หากไม่มีการเตรียมระบบป้องกันที่ดี ข้อมูลความมั่นคงเหล่านี้อาจรั่วไหลได้ง่าย การพัฒนาทักษะการตรวจสอบ การป้องกัน และการรับมือ จึงต้องถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันประเทศ
สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงปัจจุบัน AI มิได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่กำลังมีบทบาทต่อการบริหารจัดการข้อมูล การวิเคราะห์สถานการณ์ และกระบวนการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียังมาพร้อมกับความเสี่ยงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ การพัฒนากำลังพลให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพและรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ จึงเป็นส่วนสำคัญของการเสริมสร้างความพร้อมของกองทัพในอนาคต
"สิ่งที่เราต้องการสร้างไม่ใช่เพียงทักษะด้านเทคโนโลยี แต่คืออาวุธทางปัญญาให้กับกำลังพล เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะช่วยต่อยอดกำลังพลสู่การเป็นกำลังพลดิจิทัล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมขีดความสามารถของกองทัพและความมั่นคงของประเทศ" พลโท อดุลย์ กล่าว
ขณะที่ นางสาวไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวว่า AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการทำงาน การเรียนรู้ และการพัฒนาประเทศ ซึ่งหัวใจของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลนั้นไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คน
DGA จึงมุ่งพัฒนากำลังคนภาครัฐผ่านสถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล หรือ TDGA เพื่อปิดช่องว่างด้านทักษะ และสร้างความพร้อมในการนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริง
สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ TDGA ได้สนับสนุนหลักสูตร Digital Government Skills ทั้ง AI Literacy การบริหารจัดการข้อมูล และจริยธรรม AI ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ผ่าน Digital Government Learning Platform บนเว็บไซต์ tdga.dga.or.th ให้กำลังพลเรียนรู้ ได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมรับใบประกาศนียบัตรออนไลน์เมื่อสำเร็จหลักสูตร
"DGA มั่นใจว่าการผนึกกำลังของทั้ง 3 หน่วยงาน นอกจากจะเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI แล้ว ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยผสานจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานเพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพและกำลังพล ทั้งยังเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนกระทรวงกลาโหมสู่ AI-Ready Defense ด้วยการติดอาวุธทางปัญญา ให้พร้อมใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และรองรับภารกิจของประเทศในยุคใหม่" นางสาวไอรดา กล่าว