Apple ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์และอัปเดตซอฟต์แวร์ใหม่หลายรายการเมื่อช่วงคืนวันที่ 27 ตุลาคม นำโดย MacBook Pro ขนาด 14 นิ้ว และ iMac รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป M6 พร้อมเปิดตัว iPad mini รุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ ทั้งหน้าจอ OLED ชิป A20 Pro และคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่น
นอกจากนี้ Apple ยังประกาศอัปเดต Apple Creator Studio ชุดแอปพลิเคชันสำหรับงานสร้างสรรค์ โดยเพิ่มเครื่องมือตัดต่อวิดีโอ แต่งภาพ ผลิตเพลง และฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทำงานได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
หนึ่งในจุดเด่นของการเปิดตัวครั้งนี้คือการยกระดับประสิทธิภาพการประมวลผล AI บนอุปกรณ์ พร้อมระบบปฏิบัติการ macOS 27 และ iPadOS 27 ที่รองรับ Apple Intelligence รุ่นใหม่ รวมถึง Siri AI ซึ่งมีความสามารถในการเข้าใจบริบทของผู้ใช้งาน ตอบคำถาม และช่วยทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้มากขึ้น โดยฟีเจอร์ AI บางส่วนยังจำกัดภาษาและอยู่ระหว่างการทดสอบ
MacBook Pro 14 นิ้ว ชิป M6
เริ่มกันที่ MacBook Pro รุ่น 14 นิ้วใหม่ ซึ่งได้รับการอัปเกรดด้วยชิป M6 ที่ Apple ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการทำงานทั่วไป งานกราฟิกระดับมืออาชีพ และการประมวลผล AI บนอุปกรณ์ โดยยังคงดีไซน์แล็ปท็อปสำหรับผู้ใช้ระดับโปร พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานสูงสุด 24 ชั่วโมง
ชิป M6 มาพร้อม CPU แบบ 12-core และ GPU แบบ 12-core ซึ่งมีจำนวนคอร์เพิ่มขึ้นจากชิป M5 อย่างละ 2 คอร์ โดย Apple ระบุว่าประสิทธิภาพด้านกราฟิกเพิ่มขึ้นสูงสุด 30% และประสิทธิภาพสำหรับงาน AI เพิ่มขึ้นสูงสุด 25% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน หากเปรียบเทียบกับ MacBook Pro ที่ใช้ชิป M1 จะมีประสิทธิภาพด้านกราฟิกเร็วขึ้นสูงสุด 11 เท่า และประสิทธิภาพการประมวลผล AI เร็วขึ้นสูงสุด 13 เท่า ตามผลทดสอบของ Apple
นอกจากนี้ ชิป M6 ยังมาพร้อม Neural Accelerators ภายใน GPU แต่ละคอร์ และ Neural Engine แบบ 16-core จำนวน 2 ชุด เพื่อเพิ่มความเร็วในการประมวลผล AI เช่น การสร้างภาพ การเพิ่มความละเอียดของภาพ และการทำงานกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ภายในเครื่อง โดยไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลทั้งหมดไปประมวลผลบนคลาวด์
ด้านหน่วยความจำ MacBook Pro รุ่นใหม่นี้เริ่มต้นที่ 16GB ปรับแต่งได้สูงสุด 32GB พร้อมแบนด์วิดท์หน่วยความจำสูงสุด 170GB/s ช่วยรองรับการทำงานหลายแอปพลิเคชันพร้อมกัน รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ การสร้างโมเดล 3 มิติ และการพัฒนาโปรแกรม
ตัวเครื่องยังคงใช้หน้าจอ Liquid Retina XDR ขนาด 14 นิ้ว ที่ให้ความสว่างสูงสุดสำหรับคอนเทนต์ HDR ถึง 1,600 นิต และอัตราส่วนคอนทราสต์ 1,000,000:1 พร้อมตัวเลือกหน้าจอ Nano-texture สำหรับลดแสงสะท้อนในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า
ส่วนกล้องหน้าเป็นแบบ Center Stage ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รองรับ Desk View ที่สามารถแสดงภาพพื้นที่บนโต๊ะระหว่างวิดีโอคอล ขณะที่ระบบเสียงประกอบด้วยลำโพง 6 ตัว รองรับ Spatial Audio และไมโครโฟนคุณภาพระดับสตูดิโอ 3 ตัว
ด้านการเชื่อมต่อ MacBook Pro รุ่นใหม่รองรับ Wi-Fi 7 และ Bluetooth 6 พร้อมพอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 3 พอร์ต, HDMI, MagSafe 3, ช่องอ่านการ์ด SDXC และช่องต่อหูฟัง โดยสามารถเชื่อมต่อจอภาพภายนอกได้สูงสุด 2 จอ
ตัวเครื่องยังรองรับการชาร์จเร็ว สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้สูงสุด 50% ภายในเวลาประมาณ 30 นาที เมื่อใช้อะแดปเตอร์ที่รองรับ
MacBook Pro 14 นิ้ว ชิป M6 ทำงานร่วมกับ macOS 27 Golden Gate ซึ่งมาพร้อมการปรับปรุงระบบค้นหา Spotlight การทำงานร่วมกับ iPhone และเครื่องมือ AI ภายในแอปพลิเคชันต่าง ๆ
สำหรับสีตัวเครื่อง มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Space Black และ Silver โดย MacBook Pro 14 นิ้ว ชิป M6 มีราคาเริ่มต้นที่ 69,900 บาท ส่วนราคาส่งเสริมการศึกษาเริ่มต้นที่ 65,900 บาท ซึ่ง Apple ระบุว่าจะเริ่มจัดส่งและวางจำหน่ายในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้
iMac ชิป M6
ต่อกันที่ iMac รุ่นใหม่ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแบบ All-in-One ที่ได้รับการอัปเกรดด้วยชิป M6 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั้งการใช้งานทั่วไป งานสร้างสรรค์ และการประมวลผล AI โดยยังคงดีไซน์ตัวเครื่องบางเฉียบและสีสันสดใสที่เป็นเอกลักษณ์
iMac รุ่นใหม่นี้มีให้เลือกทั้งรุ่น CPU แบบ 10-core และ GPU แบบ 10-core รวมถึงรุ่น CPU แบบ 12-core และ GPU แบบ 12-core พร้อม Neural Accelerators ภายใน GPU เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล AI
Apple ระบุว่า iMac ชิป M6 มีประสิทธิภาพด้านกราฟิกเร็วขึ้นสูงสุด 2 เท่าเมื่อเทียบกับ iMac ชิป M4 ขณะที่ประสิทธิภาพ AI บนอุปกรณ์สำหรับการประมวลผลพรอมต์ใน LM Studio เพิ่มขึ้นสูงสุด 5 เท่าเมื่อเทียบกับ M4 และสูงสุด 12 เท่าเมื่อเทียบกับ M1
สำหรับผู้ใช้ iMac รุ่นเก่าที่ใช้โปรเซสเซอร์ Intel การเปลี่ยนมาใช้รุ่น M6 อาจทำให้ได้รับประสิทธิภาพเร็วขึ้นสูงสุด 18 เท่า เมื่อเทียบกับ iMac รุ่น Intel ที่ Apple ใช้อ้างอิงในการทดสอบ
ด้านหน้าจอ iMac ยังคงใช้จอ Retina 4.5K ขนาด 24 นิ้ว ความสว่าง 500 นิต รองรับขอบเขตสีกว้าง P3 และการแสดงผลมากกว่า 1,000 ล้านสี เหมาะสำหรับงานเอกสาร การแต่งภาพ ตัดต่อวิดีโอ และความบันเทิง
ตัวเครื่องมาพร้อมกล้อง Center Stage ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รองรับ Desk View ระบบไมโครโฟน 3 ตัว และลำโพง 6 ตัว รองรับ Spatial Audio และ Dolby Atmos
ส่วนการเชื่อมต่อได้รับการปรับปรุงเป็น Wi-Fi 7 และ Bluetooth 6 พร้อมตัวเลือก Ethernet ความเร็ว 2.5GB และพอร์ต Thunderbolt 4 สูงสุด 4 พอร์ต โดยรุ่นที่รองรับสามารถเชื่อมต่อจอภาพภายนอกความละเอียด 6K ได้สูงสุด 2 จอ
Apple ยังเพิ่มความเร็วการอ่านและเขียนข้อมูลของ SSD สูงสุด 2 เท่าเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ช่วยให้เปิดแอปพลิเคชันและทำงานกับไฟล์ขนาดใหญ่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับการใช้งาน iMac มาพร้อม macOS 27 และรองรับเครื่องมือ AI ภายในระบบ รวมถึงการทำงานร่วมกับ iPhone ผ่านฟีเจอร์ Continuity ที่ช่วยถ่ายโอนไฟล์ รูปภาพ และสลับการทำงานระหว่างอุปกรณ์ได้สะดวก
ตัวเครื่องมีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ Blue, Green, Pink, Yellow, Purple, Orange และ Silver พร้อมอุปกรณ์เสริมที่ใช้สีเข้าชุดกับตัวเครื่อง เช่น Magic Keyboard และ Magic Mouse
ด้านราคาจำหน่ายในประเทศไทย iMac ชิป M6 รุ่น CPU 10-core และ GPU 10-core เริ่มต้นที่ 52,900 บาท ส่วนรุ่น CPU 12-core และ GPU 12-core เริ่มต้นที่ 59,900 บาท โดยจะวางจำหน่ายในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้
iPad mini ชิป A20 Pro
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือ iPad mini รุ่นใหม่ ซึ่ง Apple อัปเกรดทั้งหน้าจอ ประสิทธิภาพการประมวลผล ระบบเสียง กล้อง และความสามารถในการเชื่อมต่อ โดยยังคงจุดเด่นด้านขนาดกะทัดรัดที่สามารถถือใช้งานด้วยมือเดียวได้สะดวก
การเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่หน้าจอ Super Retina XDR แบบ OLED ขนาด 8.5 นิ้ว ซึ่งใหญ่ขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า โดย Apple สามารถรักษาขนาดตัวเครื่องโดยรวมเอาไว้ได้ด้วยการลดความหนาของขอบหน้าจอลง 24%
หน้าจอรุ่นใหม่รองรับความสว่างสูงสุด 1,200 นิต ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนหน้ากว่า 2 เท่า พร้อมความสว่างเต็มหน้าจอ 600 นิต และอัตราส่วนคอนทราสต์ 2,000,000:1 ช่วยให้ภาพมีสีดำที่ลึกขึ้นและแสดงรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกหน้าจอ Nano-texture สำหรับช่วยลดแสงสะท้อน เหมาะสำหรับการอ่านเอกสาร การทำงาน หรือการวาดภาพในสถานที่ที่มีแสงสว่างมาก
ด้านการออกแบบ iPad mini รุ่นใหม่มีความบางเพียง 5.4 มิลลิเมตร และน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนหน้า พร้อมเพิ่มคุณสมบัติป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญของ iPad mini รุ่นนี้
ด้านประสิทธิภาพ iPad mini ใช้ชิป A20 Pro ที่ผลิตด้วยกระบวนการ 2 นาโนเมตรของ Apple มาพร้อม CPU สูงสุด 6-core และ GPU แบบ 7-core โดยมี Neural Accelerators ภายใน GPU แต่ละคอร์
Apple ระบุว่าชิป A20 Pro ช่วยให้ iPad mini มีประสิทธิภาพด้าน AI สูงขึ้นสูงสุด 4.5 เท่า ประสิทธิภาพกราฟิกสูงขึ้นสูงสุด 2.7 เท่า และประสิทธิภาพ CPU แบบหลายเธรดเร็วขึ้นสูงสุด 60% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
สำหรับรุ่นความจุ 512GB ยังมาพร้อม Neural Engine แบบ 16-core จำนวน 2 ชุด เพื่อเพิ่มความสามารถในการประมวลผลงาน AI ที่ซับซ้อนภายในอุปกรณ์
อีกหนึ่งเทคโนโลยีใหม่คือ Acoustic Display ซึ่งใช้การออกแบบลำโพงวูฟเฟอร์ให้ทำงานร่วมกับโครงสร้างหน้าจอ เพื่อเพิ่มพลังเสียงเบสและความดัง พร้อมติดตั้งลำโพงเสียงแหลมระหว่างชั้นกระจกและตัวเครื่องอะลูมิเนียม ทำให้ระบบเสียงมีความชัดเจนมากขึ้น
ส่วนกล้องหน้าเป็นแบบ Center Stage ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล โดยย้ายตำแหน่งมาอยู่บริเวณขอบด้านยาวของตัวเครื่อง เพื่อให้เหมาะกับการวิดีโอคอลในแนวนอน ขณะที่กล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รองรับ Smart HDR 4 และการบันทึกวิดีโอ 4K สูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที
ด้านการเชื่อมต่อ iPad mini มาพร้อมชิปเครือข่ายไร้สาย N1 ที่รองรับ Wi-Fi 7, Bluetooth 6 และ Thread ส่วนรุ่น Cellular ใช้โมเด็ม C2 ที่ Apple ระบุว่าสามารถเพิ่มความเร็วการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายมือถือได้สูงสุด 50% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า พร้อมรองรับ eSIM
iPad mini รุ่นใหม่ทำงานบน iPadOS 27 ซึ่งเพิ่มความสามารถในการทำงานหลายหน้าต่าง การจัดเรียงแอป และฟีเจอร์ Apple Intelligence โดยรองรับ Apple Pencil Pro และ Apple Pencil (USB-C) สำหรับการจดบันทึก วาดภาพ และงานสร้างสรรค์
นอกจากนี้ Apple ยังเปิดตัว Smart Folio รุ่นใหม่ที่ใช้ผ้า TechWoven มีให้เลือกสี Navy Blue และ Taupe พร้อมดีไซน์ที่สามารถปรับมุมการวาง iPad ได้หลากหลายมากขึ้น
iPad mini ใหม่มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Midnight และ Starlight พร้อมความจุ 128GB, 256GB และ 512GB โดย ราคาในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 24,900 บาทสำหรับรุ่น Wi-Fi และ 30,900 บาทสำหรับรุ่น Wi-Fi + Cellular ส่วน Smart Folio รุ่นใหม่มีราคา 2,990 บาท ซึ่ง Apple ระบุว่าจะเริ่มจัดส่งและวางจำหน่าย iPad mini ในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้
Apple Creator Studio เพิ่มเครื่องมือ AI สำหรับครีเอเตอร์
ปิดท้ายด้วย Apple Creator Studio ชุดแอปพลิเคชันสำหรับงานสร้างสรรค์ที่ Apple ประกาศอัปเดตครั้งสำคัญ โดยครอบคลุมเครื่องมือตัดต่อวิดีโอ แต่งภาพ ผลิตเพลง และแอปสำหรับการทำงาน พร้อมนำ AI เข้ามาช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน
เริ่มจาก Final Cut Pro สำหรับ Mac ที่เพิ่ม MotionVFX เข้ามาภายในแอปโดยตรง ทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเอฟเฟกต์ภาพ ทรานซิชัน เทมเพลต ข้อความเคลื่อนไหว และเครื่องมือโมชั่นกราฟิกจำนวนมากได้โดยไม่ต้องติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มเติมแยกต่างหาก
Final Cut Pro ยังเพิ่มคลัง Content Hub ที่รวบรวมวิดีโอ ภาพนิ่ง และพื้นหลังสำหรับนำไปใช้ในงานตัดต่อ พร้อมความสามารถในการเปิดภาพจากไทม์ไลน์ไปแก้ไขใน Pixelmator Pro และบันทึกการเปลี่ยนแปลงกลับมายังโปรเจกต์ได้โดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ยังเพิ่มตัวเลือกการปรับความเร็วของแอนิเมชันผ่าน Keyframe รองรับการจัดวางคลิปบนไทม์ไลน์ได้อิสระมากขึ้น และเพิ่มภาษาสำหรับการถอดเสียงอีก 23 ภาษา เพื่อช่วยให้การค้นหาฟุตเทจและจัดทำคำบรรยายทำได้สะดวกยิ่งขึ้น
ส่วน Pixelmator Pro ได้รับฟีเจอร์ใหม่ Generate Fill ที่เปิดให้ผู้ใช้งานเลือกพื้นที่บางส่วนของรูปภาพ แล้วพิมพ์คำอธิบายสิ่งที่ต้องการแก้ไข เช่น เพิ่มวัตถุ เปลี่ยนรายละเอียด หรือปรับองค์ประกอบภาพ โดยระบบ AI จะสร้างภาพให้สอดคล้องกับแสง มุมมอง และพื้นผิวโดยรอบ
สำหรับ Logic Pro แอปผลิตเพลงของ Apple ได้รับการเพิ่มผู้ช่วย AI ในเวอร์ชันเบตา ซึ่งสามารถช่วยเริ่มโปรเจกต์เพลง ตั้งค่าแทร็กเสียงร้อง และแนะนำขั้นตอนการทำงานจากคำสั่งภาษาธรรมชาติ
นอกจากนี้ Logic Pro ยังได้รับการปรับปรุง Browser สำหรับค้นหาเสียง เครื่องดนตรี และเอฟเฟกต์ พร้อมระบบวิเคราะห์เสียงเพื่อจัดหมวดหมู่โดยอัตโนมัติ รวมถึงอัปเกรด Stem Splitter ให้สามารถแยกเสียงกลอง ปรับสมดุล หรือแทนที่ส่วนประกอบของเสียงกลองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีไฟล์เสียงต้นฉบับแยกทุกแทร็ก
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่ Keynote, Pages และ Numbers ซึ่งเพิ่มผู้ช่วย AI ในเวอร์ชันเบตา โดยใช้โมเดล AI ของ Apple และ OpenAI มาช่วยทำงานภายในแอปพลิเคชัน
ผู้ช่วย AI ใน Keynote สามารถช่วยออกแบบ ปรับแต่ง และสร้างแอนิเมชันสำหรับสไลด์นำเสนอ ส่วน Pages สามารถช่วยร่างเนื้อหา ปรับโครงสร้างเอกสาร และแก้ไขข้อความ ขณะที่ Numbers สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูล แนะนำแผนภูมิ คำนวณ และสร้างตารางตามคำสั่งของผู้ใช้
ทั้ง 3 แอปยังเพิ่มการรองรับ Model Context Protocol หรือ MCP เพื่อให้เครื่องมือ AI ภายนอกสามารถเชื่อมต่อ อ่านข้อมูล แก้ไขเอกสาร และดำเนินการบางอย่างภายในแอปได้โดยอัตโนมัติภายใต้การใช้งานที่รองรับ
ขณะเดียวกัน Apple ยังเพิ่มวิดีโอสำเร็จรูป ธีม และเทมเพลตระดับพรีเมียมใน Content Hub รวมถึงอัปเดต Freeform ให้สามารถปรับรูปแบบข้อความและสีพื้นหลังของบอร์ดได้มากขึ้น โดยจะเพิ่มความสามารถในการแก้ไขภาพผ่าน Pixelmator Pro และสร้างรูปร่างที่แก้ไขได้จากคำอธิบายข้อความในเดือนธันวาคม
สำหรับผู้ใช้งาน Apple Creator Studio ในประเทศไทยมีค่าบริการ 229 บาทต่อเดือน หรือ 2,290 บาทต่อปี ส่วนราคาส่งเสริมการศึกษาสำหรับนักศึกษาและนักการศึกษาอยู่ที่ 99 บาทต่อเดือน หรือ 990 บาทต่อปี
สมาชิกใหม่สามารถทดลองใช้งานฟรี 1 เดือน และผู้ที่ซื้อ Mac เครื่องใหม่หรือ iPad รุ่นที่เข้าเกณฑ์สามารถรับสิทธิ์ใช้งานฟรี 3 เดือน โดยการอัปเดตชุดใหม่นี้จะเปิดให้ดาวน์โหลดผ่าน App Store ในเดือนพฤศจิกายน 2569 และสมาชิกปัจจุบันสามารถอัปเดตได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วย AI ใน Logic Pro, Keynote, Pages และ Numbers ยังอยู่ในเวอร์ชันเบตาและรองรับภาษาอังกฤษแบบสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ขณะที่ Siri AI รุ่นใหม่ยังคงไม่มีภาษาไทย