เงินบาทเปิด 33.65 บาท ยังเสี่ยงผันผวน 2 ทาง จับตา Fed ขึ้นดอกเบี้ย
เงินบาทเปิดเช้า 33.65 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แต่ยังเสี่ยงผันผวน 2 ทาง จับตาทิศทางดอกเบี้ย Fed และสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจพลิกตลาดได้
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.65 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.61-33.72 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์
ท่ามกลางบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ จากความกังวลแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาบริษัท AI ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงบ้าง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้ง Midterm ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สะท้อนจากการปรับตัวลงเล็กน้อยของราคาน้ำมันดิบหลังถ้อยแถลงดังกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ
อนึ่ง การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ยังคงถูกจำกัดจากทั้งความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed ที่ยังคงสนับสนุนการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ (แต่ Fed อาจยังไม่จำเป็นต้องเร่งรีบขึ้นดอกเบี้ย) ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมิน Fed อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในเดือนธันวาคม ปีนี้ และเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีหน้า
นอกจากนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) มีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ รวมถึงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์จากการย่อตัวลงของราคาน้ำมันดิบและผลการประมูลบอนด์ 30 ปี สหรัฐฯ ที่ออกมาดี สะท้อนความต้องการถือครองของผู้เล่นในตลาดที่แข็งแกร่ง หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวได้ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง ที่ ระดับ 33.55-33.75 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินหน้าเทขายบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia -2.9% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัท AI หลังมีรายงานข่าวว่า ผลประกอบการของ OpenAI อาจน้อยกว่าที่ตลาดคาด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในช่วงนี้ ทำให้โดยรวม ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้น 0.1% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลง 0.5% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง 1.3%
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ผันผวนในกรอบ 5.22%-5.35% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนไปตามความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง หลังผลการประมูลบอนด์ 30 ปี ออกมาสดใส สะท้อนความต้องการบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งอยู่ กอปรกับแรงซื้อ Buy on Dip บอนด์ระยะยาวของผู้เล่นในตลาด ยังคงช่วยหนุนการปรับตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่าผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ จากแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ยังไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้ง Midterm อีกทั้ง บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ย่อตัวลงบ้าง ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์คงถูกจำกัด โดยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมของ Fed ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 102.1 จุด
ทองคำ – ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ จากประเด็นความกังวลผลประกอบการของบริษัท AI รวมถึง จังหวะย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์ และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) รีบาวด์สูงขึ้น เข้าใกล้โซน 4,170 ดอลลาร์ต่อออนซ์
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า Fed มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.66 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.70 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) หลังจากนักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 17% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนต.ค. แต่ให้น้ำหนักมากถึง 81% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.50 - 33.80 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.50 / ขาย 33.80
- EUR/THB 37.60 - 38.00 แนะนำ ซื้อที่ 37.60/ขาย 38.00
- JPY/THB 0.2100 - 0.2150 แนะนำ ซื้อที่ 0.2100 / ขาย 0.2150
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB