เปลี่ยน "ข้อมูล" เป็นทางเลือกแทน "หลักประกัน" ปลดล็อกธุรกิจรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ
เวที World Bank 2026 ชูใช้ข้อมูลดิจิทัลและกระแสเงินสด ลดการพึ่งพาหลักทรัพย์ค้ำประกัน พร้อมผนึกธนาคาร ฟินเทค และนักลงทุน ปลดล็อกเงินทุน MSMEs หนุนธุรกิจรายย่อยเติบโตและสร้างงานใหม่
ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า MSMEs เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา มีสัดส่วน 90% ของธุรกิจทั้งหมด และมีการจ้างงานคิดเป็น 75% ของแรงงานทั้งหมด แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากกลับเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีอสังหาริมทรัพย์หรือสินทรัพย์ที่ใช้เป็น “หลักประกัน” ในการขอสินเชื่อ
ประเด็นดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของเวทีเสวนา "MSME Finance: Leveraging Data for Jobs" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมประจำปี World Bank Group and IMF Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร
MSMEs จ้างงาน 75% แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน
Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวถึงบทบาทของ MSMEs ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยยกกรุงเทพมหานครเป็นตัวอย่างของเมืองที่เติบโตจากกิจกรรมทางการค้าและผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย
MSMEs ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนา โดยมีสัดส่วนประมาณ 90% ของสถานประกอบการ และจ้างงานราว 75% ของแรงงานทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ในอีก 10–15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ประมาณ 1.2 พันล้านคนเข้าสู่วัยทำงานในประเทศกำลังพัฒนา แต่จำนวนตำแหน่งงานที่คาดว่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวมีเพียงประมาณ 420 ล้านตำแหน่ง สะท้อนถึงความท้าทายด้านการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชากรรุ่นใหม่
ประธานกลุ่มธนาคารโลกมองว่า การสร้างงานไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการระดมเงินทุนจากภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนการลงทุนในระยะยาว
ซึ่งการเปิดโอกาสให้ธุรกิจ MSMEs เติบโตในภาคเศรษฐกิจ จำเป็นต้องแก้ไขข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ขยายกิจการ และสร้างตำแหน่งงานใหม่ของผู้ประกอบการจำนวนมาก
“กระแสเงินสด” ลดข้อจำกัดสินเชื่อรายย่อย
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ประธานกลุ่มธนาคารโลก หยิบยกขึ้นมาคือปัญหาช่องว่างทางการเงินของธุรกิจ MSMEs ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งไม่ได้เกิดจากการขาดความต้องการเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุมาจากโครงสร้างของระบบการเงินและหลักเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงิน
Ajay Banga อธิบายว่า การพิจารณาสินเชื่อยังให้ความสำคัญกับหลักประกันที่เป็นสินทรัพย์ทางกายภาพ เช่น ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากไม่มี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า MSMEs จะไม่มีสินทรัพย์มูลค่าสูงสำหรับใช้ค้ำประกัน แต่ธุรกิจเหล่านี้มีข้อมูลอีกประเภทหนึ่งที่สามารถสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ได้ นั่นคือกระแสเงินสด หรือ Cash Flow
กระแสเงินสดช่วยให้สถาบันการเงินสามารถประเมินได้ว่าธุรกิจมีรายรับและรายจ่ายอย่างไร มีเงินหมุนเวียนเพียงพอต่อการดำเนินกิจการหรือไม่ และมีศักยภาพในการชำระหนี้มากน้อยเพียงใด
เมื่อระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัล ข้อมูลเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากการรับชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ประวัติการชำระค่าสาธารณูปโภค และธุรกรรมทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งช่วยสร้างประวัติทางการเงินให้กับธุรกิจที่เดิมอาจไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการพิจารณาสินเชื่อ
ประธานธนาคารโลก เสนอแนวคิดการใช้ข้อมูลเป็นหลักประกันรูปแบบใหม่ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนวิธีประเมินสินเชื่อจากการพิจารณาเพียงสินทรัพย์ค้ำประกัน มาใช้ข้อมูลทางธุรกิจและกระแสเงินสดประกอบการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการใช้ข้อมูลจะทดแทนหลักประกันทางกฎหมายได้ในทุกกรณี แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกในการประเมินความน่าเชื่อถือและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกัน MSMEs ยังเข้าสู่ระบบดิจิทัลไม่ถึง 1 ใน 3 และธุรกรรมการชำระเงินประมาณ 60% ยังดำเนินการด้วยเงินสด ทำให้ธุรกิจจำนวนมากไม่มีร่องรอยข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประธานธนาคารโลก ระบุถึงแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ที่จะช่วยสนับสนุน MSMEs เกี่ยวกับประเด็นนี้ ได้แก่ การทำให้ธุรกิจเป็นที่มองเห็นผ่านข้อมูล, สร้างการเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและบริการทางการเงิน, ลดข้อจำกัดและสร้างเงื่อนไขสนับสนุนการเติบโต และเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุน
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีฟินเทค (Fintech) และการใช้ AI เพื่อประเมินเครดิตยังช่วยให้บางแพลตฟอร์มสามารถพิจารณาสินเชื่อได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งสะท้อนศักยภาพของข้อมูลในการลดระยะเวลาและต้นทุนของกระบวนการทางการเงิน
สตาร์ท AI ถูกถามหาที่ดินและอาคารเพื่อค้ำประกันสินเชื่อ
Gökçe Duman ผู้ร่วมก่อตั้ง Ingosa นำเสนอประสบการณ์การเริ่มต้นธุรกิจเทคโนโลยีในตลาดเกิดใหม่ โดยสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบการเงินที่ยังใช้เกณฑ์ประเมินสินเชื่อแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับลักษณะการดำเนินธุรกิจยุคดิจิทัล
บริษัทของเธอพัฒนาเทคโนโลยีโฆษณาดิจิทัลแบบโต้ตอบและเครื่องมือวิจัยที่ใช้ AI ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าและมีโอกาสเข้าถึงโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจต้องการหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร กลับเผชิญคำถามเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่บริษัทเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ ทั้งที่ธุรกิจดำเนินงานด้วยเทคโนโลยี AI และระบบคลาวด์ซึ่งไม่ได้มีสินทรัพย์ทางกายภาพเป็นองค์ประกอบหลัก
ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างรูปแบบธุรกิจเทคโนโลยีกับเกณฑ์การประเมินสินเชื่อที่ยังยึดติดกับมูลค่าของทรัพย์สินเป็นหลัก
เธอยังเล่าถึงช่วงที่บริษัทได้รับการสนับสนุนสินเชื่อ ทำให้บริษัทขยายทีมจาก 2 คนเป็น 10 คน และพัฒนาความร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงการต่อยอดธุรกิจต่อไปได้อีกด้วย
อินเดีย–เม็กซิโก ใช้ข้อมูลดิจิทัลเปิดทางสินเชื่อ
V. Anantha Nageswaran ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลอินเดีย นำเสนอแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น
โดยในอินเดียมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้านที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เริ่มจากระบบภาษีสินค้าและบริการ ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ
ระบบชำระเงินดิจิทัล ช่วยให้ประชาชนและธุรกิจสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้สะดวกขึ้น รวมถึงสร้างข้อมูลประวัติการชำระเงินและกระแสเงินสด ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบการประเมินสินเชื่อได้
รวมถึง ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างสถาบันต่าง ๆ ภายใต้ความยินยอมของเจ้าของข้อมูลจะช่วยลดความจำเป็นในการจัดเตรียมเอกสารจำนวนมากเพื่อยื่นขอสินเชื่อ
แนวทางดังกล่าวทำให้ธุรกิจรายย่อยที่เดิมอาจไม่มีประวัติสินเชื่อหรือหลักประกันเพียงพอ สามารถใช้ข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้
ขณะที่ David Arana ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Konfio บริษัทฟินเทคที่ให้บริการทางการเงินแก่ผู้ประกอบการรายย่อย กล่าวถึงการนำข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ พร้อมระบุ้ดวยว่า สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมมีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากเกินไป
ไทยใช้ QR Payment สร้างเครดิตธุรกิจรายย่อย
ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงบทบาทของสถาบันการเงินในการนำข้อมูลดิจิทัลมาใช้เพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ MSMEs โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ระบบการชำระเงินดิจิทัลมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย
ขัตติยา ระบุว่า ธนาคารไม่ได้มุ่งแข่งขันกับฟินเทคด้วยการพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนบริษัทเทคโนโลยี แต่ธนาคารให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลและสร้างความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการสินเชื่อ
ข้อมูลดิจิทัลสามารถนำมาใช้ได้ตลอดวงจรสินเชื่อ ตั้งแต่การคัดกรองลูกค้า การพิจารณาอนุมัติ การติดตามสถานะทางการเงิน ไปจนถึงการบริหารจัดการการชำระคืนหนี้
สำหรับประเทศไทย ระบบชำระเงินผ่าน QR Code เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างร่องรอยข้อมูลดิจิทัล หรือ Digital Footprint ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก
เมื่อร้านค้ารับชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล ธุรกรรมที่เกิดขึ้นสามารถสะท้อนรูปแบบรายรับและกิจกรรมทางธุรกิจ ซึ่งอาจช่วยให้สถาบันการเงินสามารถประเมินศักยภาพของกิจการได้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่มีเอกสารทางการเงินครบถ้วนตามรูปแบบธุรกิจขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตามความท้าทายสำคัญประการหนึ่ง คือ การใช้บัญชีส่วนตัวปะปนกับบัญชีธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินและประเมินกระแสเงินสดของกิจการมีความซับซ้อนมากขึ้น
ธนาคารจึงจำเป็นต้องพัฒนาแนวทางการใช้ข้อมูลที่เหมาะสม รวมถึงสร้างความร่วมมือกับผู้ให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและประเมินความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขัตติยา ยกตัวอย่างบริการ LINE BK ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารกสิกรไทยกับ LINE Financial ซึ่งเป็นการผสานความสามารถของสถาบันการเงินเข้ากับช่องทางและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน ซึ่งสามารถทำกำไรได้แล้วในปีก่อน
สำหรับแนวทางผลักดันให้ MSMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน ขัตติยา เสนอให้พัฒนาระบบเปิดเผยข้อมูลและฐานข้อมูลทางการเงิน พร้อมกำหนดทิศทางสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ และปรับปรุงกฎระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินกับบริษัทเทคโนโลยี
Grab ใช้ข้อมูล 15 ล้านธุรกรรม ช่วยร้านค้าเข้าถึงทุน
Kell Jay Lim หัวหน้าฝ่ายบริการทางการเงินของ Grab กล่าวถึงบทบาทของแพลตฟอร์มดิจิทัลในการสร้างข้อมูลที่สามารถนำไปใช้สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจรายย่อย โดยเฉพาะร้านค้าและผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านแพลตฟอร์ม
โดย Grab มีธุรกรรมประมาณ 15 ล้านรายการต่อวัน และเกิดข้อมูลดิบราว 500 TB ต่อวัน ซึ่งสามารถนำไปใช้วิเคราะห์รูปแบบการดำเนินธุรกิจและพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของผู้ใช้งาน
ข้อมูลดังกล่าวมีประโยชน์ทั้งในด้านการพัฒนาบริการ การช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงลูกค้า และการสนับสนุนบริการทางการเงิน
ขณะเดียวกัน ระบบการชำระเงินแบบไร้เงินสดยังช่วยสร้างข้อมูลธุรกรรมที่สามารถนำมาใช้ประกอบการประเมินสินเชื่อ ทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มที่ไม่เคยมีประวัติสินเชื่อแบบดั้งเดิมมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น
สำหรับการขยายโอกาสทางการเงิน Kell Jay Lim เสนอให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน ได้แก่ การแบ่งปันข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างความร่วมมือในการแบ่งปันความเสี่ยงกับสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา และการเปิดระบบชำระเงินให้สามารถเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้พัฒนาระบบ QR Payment ที่สามารถเชื่อมโยงข้ามพรมแดน และเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการฟินเทคที่ไม่ใช่ธนาคารสามารถเข้าถึงระบบได้อย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มการแข่งขันและขยายการให้บริการทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ
ดึงทุนจากนักลงทุนสู่ MSMEs ผ่านกลไกแบ่งปันความเสี่ยง
Chris Wehbe ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lendable ระบุตอนหนึ่งว่า การปล่อยสินเชื่อในอดีตต้องมาหลักทรัพย์ค้ำประกันชัดเจน แต่ข้อดีของฟินเท็กคือพิจารณาจากกระแสเงินสด ดังนั้น คุณภาพของข้อมูลดิจิทัลนั้นสำคัญมาก
โดยแนวทางสำคัญ 3 ด้านที่ควรเร่งดำเนินการ คือ พัฒนาข้อมูลกระแสเงินสดดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินคุณภาพสินเชื่อและความสามารถในการชำระคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต่อมาคือการพัฒนาโครงสร้างทางการเงินสำหรับการแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการนำสินเชื่อมาจัดกลุ่มและออกเป็นตราสารทางการเงินเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน
การดำเนินการดังกล่าวต้องมีระบบบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม รวมถึงการแยกสินทรัพย์ออกจากความเสี่ยงของผู้ปล่อยกู้ และการเตรียมผู้ให้บริการสำรองเพื่อดูแลสินเชื่อในกรณีที่ผู้ปล่อยกู้เดิมไม่สามารถดำเนินงานต่อได้
รวมถึงการใช้เงินทุนแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นการนำเงินทุนจากหลายแหล่งมาร่วมกันสนับสนุนการลงทุน โดยอาจมีสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาเข้ามาช่วยแบ่งปันความเสี่ยง
อธิปไตยดิจิทัลต้องไม่ปิดกั้นโอกาสทางเศรษฐกิจ
John W.H. Denton เลขาธิการหอการค้าระหว่างประเทศ (International Chamber of Commerce: ICC) กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนากฎระเบียบดิจิทัลให้สามารถเชื่อมโยงกันระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการค้าและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจ
เขาเตือนถึงความเสี่ยงของการเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ประเทศต่าง ๆ พัฒนาระบบหรือกฎระเบียบด้านดิจิทัลแยกจากกัน จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน
John W.H. Denton กล่าวว่า การค้าขายผ่านระบบดิจิทัลข้ามพรมแดนที่ไม่ต้องเผชิญกฎเกณฑ์บางอย่าง ยังคงเป็นข้อถกเถียงสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องอธิปไตยทางด้านดิจิทัล ไม่ควรหมายถึงการปิดกั้นระบบเศรษฐกิจจากต่างประเทศ แต่ควรมุ่งสร้างหลักเกณฑ์ที่สามารถประสานและเชื่อมโยงกันได้ โดยยังรักษาความสามารถในการกำหนดนโยบายของแต่ละประเทศ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB