6 สิ่งที่ต้องเปลี่ยน เพื่อสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในยุค AI จากเวที IMF-World Bank 2026
สรุป 6 ข้อเสนอสำคัญจากเวที IMF-World Bank 2026 เพื่อสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่รับมือเศรษฐกิจยุค AI ตั้งแต่การศึกษา ทักษะแรงงาน การสร้างธุรกิจ ไปจนถึงการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทั้งความก้าวหน้าของ AI โครงสร้างประชากร และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตจะมาจากที่ใด และทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึง
เป็นคำถามสำคัญบนเวทีเสวนา Youth Dialogue with First Deputy Managing Director ส่วนหนึ่งของการประชุม IMF-World Bank 2026 โดยมี Dan Katz รองกรรมการผู้จัดการคนที่หนึ่ง ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ทำหน้าที่ดำเนินรายการ
การเสวนาครั้งนี้ มีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย อุกฤษฎ์ อุณหเลขกะ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Thara Green สตาร์ทอัพผู้ให้บริการระบบจัดการข้อมูลเกษตรกรรม, Sarah Razana ประธานองค์การเยาวชนอาเซียน และ Mei Chel Tan หุ้นส่วนผู้จัดการ 500 Global
ท่ามกลางความก้าวหน้าของ AI ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และเข้าถึงตลาดใหม่ได้ง่ายขึ้น ผู้ร่วมเสวนาต่างสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้สร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เนื่องจากยังมีข้อจำกัดทั้งด้านการศึกษา ทักษะที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ตลอดจนกฎระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรุ่นใหม่โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน และการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุค AI จึงเป็นความท้าทายสำคัญ
เนื่องจากสิ่งที่เยาวชนกังวลอาจไม่ใช่เพียงการถูกเทคโนโลยีแย่งงาน แต่เป็นการตั้งคำถามว่าตนเองจะมีความพร้อมสำหรับงานรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่
สรุปข้อเสนอสำคัญ 6 ประเด็นที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ ทำงาน สร้างธุรกิจ และมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตทางเศรษฐกิจของตนเองได้มากขึ้น
เปลี่ยนระบบการศึกษา จากเรียนเพื่อจบสู่เรียนเพื่อทำงานจริง
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของคนรุ่นใหม่ในยุค AI คือความไม่สอดคล้องกันระหว่างทักษะที่ได้รับจากระบบการศึกษากับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ หรือ Skills Mismatch ทำให้เยาวชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถนำความรู้ที่มีไปใช้ประกอบอาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพ
Sarah Razana ประธานองค์การเยาวชนอาเซียน กล่าวถึงปัญหาดังกล่าวโดยอ้างถึงแผนงานของอาเซียนที่สะท้อนว่า เยาวชนในภูมิภาคยังไม่ได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ ขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เธอมองว่า การปรับระบบการศึกษาจึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงจำนวนชั่วโมงเรียนหรือปริมาณเนื้อหาที่ผู้เรียนได้รับ แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพการเรียนรู้และความสามารถในการนำความรู้ไปใช้งานจริง
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยียังเผชิญข้อจำกัดด้านการเข้าถึง โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ชนบทของอินโดนีเซียและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังขาดแคลนคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงปัญหาค่าตอบแทนของครูรุ่นใหม่ที่อยู่ในระดับต่ำในบางพื้นที่
Sarah จึงเสนอให้ภาครัฐลงทุนด้านคุณภาพการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งการจัดหาอุปกรณ์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต และการสนับสนุนบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้เยาวชนสามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะได้อย่างเท่าเทียมกัน
เปลี่ยนทักษะ AI จากแค่ใช้เก่ง สู่คิดวิเคราะห์เป็น
เมื่อ AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานประจำที่มีลักษณะซ้ำ ๆ ได้มากขึ้น ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเติบโตในตลาดแรงงานแห่งอนาคต แต่จำเป็นต้องมีทักษะที่ช่วยให้มนุษย์สามารถวิเคราะห์ ประเมิน และตัดสินใจจากข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นได้อย่างเหมาะสม
Mei Chel Tan หุ้นส่วนผู้จัดการ 500 Global มองว่า ทักษะสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องการจากบุคลากรในยุค AI ประกอบด้วยวิจารณญาณ (Discernment) การประเมินข้อมูล การตัดสินใจ และการสื่อสารระหว่างมนุษย์
เธอให้ความสำคัญกับแนวคิด Human in the Loop หรือการที่มนุษย์ยังคงมีบทบาทในการตรวจสอบและตัดสินใจร่วมกับระบบ AI แม้เทคโนโลยีจะสามารถดำเนินงานบางขั้นตอนได้โดยอัตโนมัติก็ตาม
ขณะที่ อุกฤษฎ์ อุณหเลขกะ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Thara Green กล่าวถึงทักษะที่ตนเองให้ความสำคัญในการรับบุคลากรเข้าทำงาน โดยเน้นความคิดสร้างสรรค์ การใช้คำสั่งหรือ Prompt ให้เหมาะสมกับงาน รวมถึง Critical Thinking
อีกทักษะสำคัญคือความเข้าใจในกระบวนการทำงานจริง อุกฤษฎ์ มองว่า บุคลากรควรมีประสบการณ์ในการลงมือปฏิบัติงานด้วยตนเองก่อน เพื่อให้เข้าใจขั้นตอน ข้อจำกัด และปัญหาของงาน จากนั้นจึงนำ AI มาใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
การพัฒนาทักษะแรงงานในยุค AI จึงควรให้ความสำคัญกับทั้งความสามารถด้านเทคโนโลยีและทักษะเฉพาะของมนุษย์ เพื่อให้แรงงานสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน โดยไม่สูญเสียบทบาทในการใช้เหตุผลและการตัดสินใจ
เปลี่ยนโอกาสทำงาน จากต้องมีประสบการณ์ สู่การเปิดทางให้เด็กจบใหม่
อีกหนึ่งปัญหาที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญ คือข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยเฉพาะเงื่อนไขการสมัครงานที่ต้องการผู้มีประสบการณ์ แม้จะเป็นตำแหน่งสำหรับผู้เริ่มต้นทำงานก็ตาม
อุกฤษฎ์ เสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการสนับสนุนการจ้างงานเยาวชน โดยใช้รูปแบบการร่วมจ่ายค่าจ้างระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนฝ่ายละ 50% โดยมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงของผู้ประกอบการในการรับแรงงานที่ยังไม่มีประสบการณ์ พร้อมสร้างโอกาสให้เด็กจบใหม่สามารถเริ่มต้นทำงานและสะสมทักษะจากสถานประกอบการจริง
อุกฤษฎ์ ยังแสดงความกังวลว่า หากภาคธุรกิจไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบการทำงาน อาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีประสบการณ์และผู้บริหารในอีก 10–20 ปีข้างหน้า เนื่องจากแรงงานรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสพัฒนาตนเองตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นอาชีพ
ด้าน Sarah Razana เรียกร้องให้ภาคเอกชนเพิ่มโอกาสการฝึกงานสำหรับนักศึกษาและเยาวชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติงานจริง และเพิ่มความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน
เปลี่ยนคนรุ่นใหม่ จากลูกจ้างสู่ผู้ประกอบการ
ผู้ร่วมเสวนายังเสนอว่า รัฐบาลควรส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่สามารถสร้างธุรกิจและโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยตนเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ AI กำลังลดข้อจำกัดด้านต้นทุนและทรัพยากรในการเริ่มต้นธุรกิจ
Mei Chel Tan หุ้นส่วนผู้จัดการ 500 Global ระบุว่า AI กำลังช่วยให้บริษัทสตาร์ทอัพที่มีทรัพยากรจำกัดสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยธุรกิจสามารถใช้เงินลงทุนเท่าเดิมเพื่อสร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด
เทคโนโลยียังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนขยายธุรกิจไปยังตลาดระดับภูมิภาคหรือระดับโลกได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นกิจการ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ธุรกิจเติบโตภายในประเทศก่อนเสมอไป
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสตาร์ทอัพยังต้องอาศัยระบบสนับสนุนจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการเข้าถึงเงินทุน บุคลากร และตลาดใหม่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
Mei Chel จึงเสนอกรอบการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ที่มีองค์ประกอบสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ นโยบายภาครัฐ บุคลากร เงินทุน แพลตฟอร์มและบริการสนับสนุน การเข้าถึงตลาด และผลการดำเนินงาน
สำหรับแพลตฟอร์มสนับสนุน หมายรวมถึงบริการที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น กฎหมายและบัญชี ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สตาร์ทอัพระยะเริ่มต้นอาจยังไม่สามารถจัดหาได้ด้วยตนเอง
ขณะเดียวกัน การสร้างระบบนิเวศผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง โดยการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพมีลักษณะเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งอาจมีวงรอบประมาณ 10 ปี
ในส่วนของประเทศไทย อุกฤษฎ์ มองว่า AI สามารถเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีไปต่อยอดอุตสาหกรรมที่ประเทศมีจุดแข็งอยู่แล้ว เช่น เกษตรกรรม อาหาร การท่องเที่ยว และสุขภาพ
ยกตัวอย่างการใช้ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพของเกษตรกร หากมีเทคโนโลยีสนับสนุน อาจขยายความสามารถในการบริหารจัดการพื้นที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การใช้ AI ช่วยเรียนรู้และพัฒนาแนวคิดธุรกิจใหม่จากเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ฟางข้าวและแกลบ เพื่อนำไปผลิตวัสดุไบโอคาร์บอนสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศยังมีความท้าทาย แม้ AI จะช่วยลดข้อจำกัดด้านภาษา แต่ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างด้านวัฒนธรรมการทำงานของแต่ละประเทศควบคู่กันไปด้วย
ขณะที่ Mei Chel ระบุว่า แต่ละประเทศยังมีความแตกต่างด้านกฎระเบียบ การจ้างงาน และกระบวนการเข้าสู่ตลาด ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมหากต้องการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค
เปลี่ยนกฎระเบียบ จากอุปสรรค สู่สนับสนุนโอกาสใหม่ทางธุรกิจ
ผู้ร่วมเสวนามองว่า แม้ AI จะช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ แต่สภาพแวดล้อมด้านนโยบายและกฎระเบียบยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าผู้ประกอบการรุ่นใหม่จะสามารถเติบโตได้มากน้อยเพียงใด
อุกฤษฎ์ เสนอให้มีการลดขั้นตอนทางราชการและกฎระเบียบที่ซับซ้อน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะสตาร์ทอัพเทคโนโลยีที่ต้องแข่งขันกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การขอใบอนุญาตบางประเภทอาจใช้เวลานานเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านเงินทุนของสตาร์ทอัพ AI ที่อาจมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับดำเนินธุรกิจเหลือเพียงไม่กี่เดือน
ขณะที่ Mei Chel Tan ให้ความสำคัญกับการสร้างนโยบายที่สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ โดยมองว่าการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาดใหม่ยังต้องอาศัยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เหมาะสม นอกจากความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจข้ามประเทศยังต้องเผชิญความแตกต่างของกฎระเบียบด้านการจ้างงานและการเข้าสู่ตลาด ซึ่งอาจเพิ่มความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ
เปลี่ยนบทบาทเยาวชน จากผู้รับนโยบายสู่ผู้ร่วมกำหนดอนาคต
นอกจากนั้นการเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายที่ส่งผลต่ออนาคตของตนเอง มากกว่าการเป็นเพียงกลุ่มเป้าหมายที่รอรับประโยชน์จากนโยบายของภาครัฐ
Sarah มองว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือเยาวชนยังมีโอกาสจำกัดในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจเชิงนโยบาย แม้หลายประเทศจะมีโครงการหรือมาตรการที่มุ่งสนับสนุนคนรุ่นใหม่ก็ตาม
ทั้งนี้มีการเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งสภาที่ปรึกษาเยาวชนถาวร เพื่อเป็นกลไกเปิดพื้นที่ให้เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบนโยบาย การนำไปปฏิบัติ ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB