หนี้โลกจ่อแตะ 100% ของ GDP! IMF เตือนรัฐเสี่ยงแบกดอกเบี้ยสูง
IMF เตือน! ความเสี่ยงการคลังโลกพุ่ง “หนี้สาธารณะ“ จ่อแตะ 100% ของ GDP ภายในสิ้นทศวรรษ เสนอ 3 ทางออก สกัดความเสี่ยงการคลังโลก
นายโรดริโก วัลเดส (Rodrigo Valdés) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวบรรยายหัวข้อ “Fiscal Monitor” ในการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ว่า ความเสี่ยงทางการคลังทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังการปรับลดการขาดดุลงบประมาณในประเทศเศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ชะลอตัวลง ขณะที่ แนวโน้มหนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้น และผลลัพธ์ทางการคลังแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
แม้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ดี แต่ดุลการคลังขั้นต้นกลับแย่ลงประมาณ 0.4% ของ GDP เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เมื่อ 6 เดือนก่อน สะท้อนแรงกดดันต่อฐานะการคลังของรัฐบาลทั่วโลก ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยังเพิ่มภาระการชำระดอกเบี้ยและทำให้การรักษาเสถียรภาพหนี้ทำได้ยากขึ้น เนื่องจากหนี้เดิมจะทยอยครบกำหนดและต้องรีไฟแนนซ์ในช่วงหลายปีข้างหน้า
IMF คาดการณ์ว่า แม้ดุลการคลังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป แต่หนี้สาธารณะทั่วโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอาจแตะระดับ 100% ของ GDP ภายในสิ้นทศวรรษนี้
สำหรับวิกฤตพลังงานในปี 2569 เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันทางการคลัง หลายประเทศยังเลือกใช้มาตรการอุดหนุนพลังงานในวงกว้าง แทนการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบาง โดย IMF ประเมินว่าต้นทุนทางการคลังจากมาตรการเหล่านี้รวมกันอยู่ที่ประมาณ 0.5% ของ GDP โลก
นอกจากมีต้นทุนสูงแล้ว การอุดหนุนพลังงานในวงกว้างยังอาจส่งผลไม่เป็นธรรมต่อการกระจายรายได้ เนื่องจากผู้มีรายได้สูงอาจได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนมากกว่ากลุ่มรายได้น้อย อีกทั้งการตรึงราคาพลังงานยังทำให้ความต้องการใช้พลังงานไม่ปรับลดตามภาวะขาดแคลน ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกสูงขึ้น และเพิ่มภาระให้ประเทศอื่น ๆ ด้วย
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย IMF เน้น 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. ปฏิรูประบบภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ ลดข้อบิดเบือนและอุปสรรคต่อการลงทุน การทำงาน และการผลิต โดยยังรักษารายได้ของรัฐไว้ พร้อมปรับปรุงการบริหารจัดเก็บภาษีและลดการหลีกเลี่ยงภาษี ทั้งนี้ การลดข้อบิดเบือนของระบบภาษีจากระดับเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 ไปสู่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 อาจช่วยเพิ่ม GDP ต่อหัวได้ประมาณ 3.5% ภายในเวลาไม่กี่ปี
2. เร่งลดการขาดดุลในประเทศที่มีหนี้สูงหรือมีความเสี่ยงทางการคลังมาก โดยจัดทำแผนการคลังที่น่าเชื่อถือ ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่เป็นจริง และมีกรอบการคลังที่เข้มแข็ง โปร่งใส เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังสำหรับรองรับวิกฤตในอนาคต
3. ปรับมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยปล่อยให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนและภาวะขาดแคลน ส่วนความช่วยเหลือควรเป็นมาตรการชั่วคราวและมุ่งเน้นประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น การช่วยเหลือค่าเดินทางหรือค่าขนส่งสาธารณะ แทนการอุดหนุนราคาพลังงานแบบครอบคลุมทุกกลุ่ม
ด้านผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยโลกที่เพิ่มขึ้น นางเอรา ดาบลา-นอร์ริส (Era Dabla-Norris) รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง IMF ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลกลุ่มประเทศ G7 ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 120 จุดพื้นฐาน นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ อาจทำให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวขึ้น และส่งผลกระทบต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ผ่านต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
แม้ตลาดเกิดใหม่ส่วนใหญ่ยังรับมือได้ดี จากกรอบนโยบายที่แข็งแกร่งขึ้น ฐานนักลงทุนในประเทศที่ใหญ่ขึ้น และอายุเฉลี่ยของหนี้ที่ยาวขึ้น แต่ประเทศที่มีหนี้สูง ต้องรีไฟแนนซ์จำนวนมาก และมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด ยังคงมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น
ขณะที่ นายดาวิเด ฟูเชรี (Davide Furceri) หัวหน้าแผนกประจำฝ่ายกิจการการคลัง IMF เน้นย้ำว่า การเร่งปรับลดการขาดดุลทางการคลังไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมสำหรับทุกประเทศในเวลาเดียวกัน แต่ต้องพิจารณาจากสถานะทางการคลังและความเสี่ยงของแต่ละประเทศ โดยแนวทางสำคัญคือการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ควบคู่กับการจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายไปสู่การศึกษา สาธารณสุข และการลงทุนที่สนับสนุนการเติบโตระยะยาว
IMF มองว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้สาธารณะ ต้นทุนดอกเบี้ย และวิกฤตพลังงาน ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพทางการคลังกับการดูแลประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการจัดเก็บรายได้อย่างมีประสิทธิภาพและการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB