IMF เตือนวิกฤตอาหารโลกซ้ำเติมคนจน 260 ล้านคน ห่วงเอลนีโญ-ต้นทุนปุ๋ย
IMF เตือนโลกเผชิญวิกฤตอาหารซ้ำซ้อน ชี้เอลนีโญ-ต้นทุนปุ๋ยและพลังงานกดเศรษฐกิจ กระทบคนยากจนทั่วโลก 260 ล้านคน
โรดริโก วัลเดส (Rodrigo Valdes) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวก่อนการเสวนา Food Security in an Age of Shock ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกเผชิญแรงกระแทกด้านราคาอาหารซ้ำหลายครั้ง ทั้งจากความขัดแย้ง การหยุดชะงักของการค้าและระบบขนส่ง สภาพอากาศรุนแรง รวมถึงต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่ผันผวน
ราคาอาหารโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนสิงหาคม แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2022 แม้ยังต่ำกว่าระดับดังกล่าวประมาณ 20% โดยนับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง ราคาข้าวเพิ่มขึ้น 50% ข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 37% และถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 21%
ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นส่งผลกระทบรุนแรงแล้ว และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ประกอบกับภาวะโลกร้อนที่รวดเร็ว ทำให้หลายพื้นที่เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำฝนและอุณหภูมิสูงขึ้น เช่น ภูมิภาคซาเฮล แอฟริกาตะวันออก บางส่วนของอเมริกากลาง รวมถึงเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไนเจอร์ หนึ่งในทวีปแอฟริกามีปริมาณฝนตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่อย่างน้อยปี 1995 ขณะที่จำนวนวันอากาศร้อนจัดในอินโดนีเซียสูงสุดในรอบ 30 ปี
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากเอลนีโญแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ บางพื้นที่อาจสูญเสียผลผลิตทางการเกษตรอย่างหนัก ขณะที่บางพื้นที่อาจได้รับผลกระทบน้อยหรือได้รับประโยชน์ ทำให้ผลผลิตอาหารโลกโดยรวมไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากปรากฏการณ์ครั้งนี้
IMF จึงกังวลมากกว่ากับผลกระทบจากสภาพอากาศในระดับประเทศและท้องถิ่น ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับต้นทุนเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่สูง อาจทำให้ราคาอาหารในพื้นที่เพิ่มขึ้น ความไม่มั่นคงทางอาหารรุนแรงขึ้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลง และฐานะการคลังของรัฐบาลอ่อนแอลง โดย IMF ประเมินว่า ความผิดปกติของอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียวกำลังสร้างความเสียหายต่อ GDP ราว 0.5% ในประเทศที่ได้รับผลกระทบ
สถานการณ์ดังกล่าวซ้ำเติมปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารที่รุนแรงอยู่แล้ว โดยปัจจุบันมีประชาชนทั่วโลกราว 260 ล้านคนเผชิญปัญหานี้ เนื่องจากอาหารเป็นค่าใช้จ่ายสัดส่วนสูงของครัวเรือนยากจน แม้ราคาอาหารจะเพิ่มขึ้นเฉพาะบางพื้นที่ ก็สามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง
โรดริโกยังอธิบายว่า ตลาดอาหารมีความแตกต่างจากตลาดน้ำมัน ซึ่งซื้อขายกันในตลาดโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เพราะตลาดอาหารมีความแตกต่างตามชนิดพืชผล ห่วงโซ่อุปทาน และเงื่อนไขในแต่ละพื้นที่ ทำให้ผลกระทบจากราคาอาหารมีความไม่สม่ำเสมอมากกว่า และมักย้อนกลับสู่ระดับราคาเดิมได้เมื่อเวลาผ่านไป โดยแรงกระแทกด้านราคาอาหารจำนวนมากมีแนวโน้มคลี่คลายภายในประมาณ 1 ปี เมื่อการหยุดชะงักของอุปทานในท้องถิ่น สภาพอากาศ หรือวงจรการเก็บเกี่ยวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตลาดน้ำมันและอาหารมีเหมือนกัน คือประเทศที่มีระบบคุ้มครองทางสังคมเข้มแข็งจะสามารถช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้รวดเร็วกว่า ผ่านมาตรการเงินช่วยเหลือแบบเจาะจง การจัดอาหารกลางวันในโรงเรียน และความช่วยเหลือรูปแบบอื่น โดยควบคุมต้นทุนทางการคลังได้ดีกว่า ดังนั้น การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจึงมีความสำคัญ ทั้งระบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ฐานข้อมูลผู้ได้รับความช่วยเหลือ กลไกการจ่ายเงิน และระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล ซึ่งควรจัดเตรียมให้พร้อมก่อนเกิดวิกฤต
นอกจากนี้ แรงกระแทกด้านอาหารยังส่งผลต่อฐานะการคลังของประเทศ ทั้งจากการเพิ่มงบประมาณเพื่อช่วยเหลือครัวเรือนและรายได้ภาครัฐที่ลดลง โดย IMF ประเมินว่า ภาวะอากาศร้อนจัดจะทำให้รายได้ภาครัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคซาเฮลลดลง คิดเป็นสัดส่วน 0.15-0.4% ของ GDP ขณะที่ภัยแล้งรุนแรงอาจทำให้รายจ่ายภาครัฐในภูมิภาคซาเฮลและแอฟริกาตะวันออกเพิ่มขึ้น คิดเป็น 0.3-0.4% ของ GDP ในภูมิภาคซาเฮลและแอฟริกาตะวันออก
โรดริโกกล่าวทิ้งท้ายว่า ความท้าทายสำคัญคือการปกป้องครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในช่วงเวลาที่หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันทางการคลัง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB