10 ปี นวัตกรรม "พร้อมเพย์ " เปลี่ยนโฉมธุรกรรมการเงินไทย
10 ปี นวัตกรรม "พร้อมเพย์ " เปลี่ยนโฉมธุรกรรมการเงินไทย “วิทัย” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ โชว์เวทีโลก! ด้วยยอดผู้ใช้กว่า 83 ล้านบัญชี ยอดโอนทะลุ 54 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าของ GDP ไทย
บนเวที ในเวที 41st Annual G30 International Banking Seminar หัวข้อ “Balancing Financial Innovation and Stability in Modern Digital Finance” วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์ถึงระบบชำระเงินแบบทันที หรือ “พร้อมเพย์” (PromptPay) โดยสรุปว่า
พร้อมเพย์เปิดตัวเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ใครจะคาดคิดว่า โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลขนาดเล็กในวันนั้น จะพลิกโฉมธุรกรรมการเงิน (โอน) ของไทย และกลายเป็นหนึ่งในเคสศึกษาที่ระบบการเงินระดับโลกต้องหันมามอง
ปัจจุบันมีบัญชีลงทะเบียนมากกว่า 83 ล้านบัญชี โดยในปี 2566 มีมูลค่าการโอนเงินผ่านระบบสูงถึง 54 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย
บทบาทสำคัญของพร้อมเพย์ในการเปลี่ยนแปลงการชำระเงินรายย่อยของประเทศ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลได้มากขึ้น โดยเป็นตัวส่งผ่าน Digital Financial Inclusion หรือการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัล ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย (SMEs) ไปจนถึงประชาชนในพื้นที่ห่างไกล สามารถเชื่อมต่อกับระบบการชำระเงินยุคใหม่ได้อย่างเท่าเทียม
ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมทั่วโลกที่เกือบ 8 ใน 10 คนสามารถเข้าถึงบัญชีการเงินได้แล้วในปัจจุบัน (เพิ่มขึ้นจากราวครึ่งหนึ่งในปี 2011)
คลื่นลูกใหม่ AI และ Tokenization กำลังเปลี่ยนเกมการเงิน
และมาถึงปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทในการยกระดับบริการทางการเงิน โดยเฉพาะการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ ที่ช่วยให้บริการรวดเร็วขึ้นหรือมีต้นทุนต่ำลง และยังสามารถเพิ่มผลิตภาพด้วยการทำงานที่ซับซ้อนให้เป็นระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงมีส่วนช่วยในการตัดสินใจ และเปิดทางให้เกิดผลิตภัณฑ์และรูปแบบธุรกิจการเงินใหม่ ๆ เกิดขึ้น
AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินสินเชื่อ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และบุคคลที่มีประวัติเครดิตจำกัด ซึ่งอาจช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรไปยังภาคเศรษฐกิจที่สร้างผลิตภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ เมื่อ AI เจอกับเทคโนโลยี Tokenization หรือการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคน ยังอาจช่วยทำให้กระบวนการทางการเงินเป็นระบบอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินข้ามพรมแดน ซึ่งทำให้โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลของไทยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้
“เหรียญอีกด้าน” ธปท. เตือนภัยทุจริตดิจิทัลพุ่ง
แต่ถึงแม้เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสใหม่ให้ภาคการเงิน แต่การเชื่อมโยงระบบที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ความเสี่ยงขยายวงกว้างได้รวดเร็วขึ้น ทั้งการฉ้อโกง ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการหยุดชะงักของระบบเมื่อเทคโนโลยีเกิดขัดข้องที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในรอบทศวรรษที่ผ่านมาซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินหลายแห่งและหลายประเทศพร้อมกัน
เพราะยิ่งระบบการเงินเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และมีความเร็วสูงขึ้นเท่าใด "ความเสี่ยง" ก็ยิ่งรวดเร็วและเป็นวงกว้างขึ้นเท่านั้นและหากประเทศใดประเทศหนึ่งมีช่องโหว่ มิจฉาชีพก็พร้อมจะย้ายฐานปฏิบัติการไปทันที
โจทย์สำคัญของหน่วยงานกำกับดูแลจึงอยู่ที่การส่งเสริมนวัตกรรมควบคู่กับการวางมาตรการป้องกัน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รักษาการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง และคงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินพร้อม ๆ กับความเชื่อมั่นของประชาชน
เปิดกรอบ Responsible Innovation วาง 3 เสาหลักคุมความเสี่ยง
โดย ธปท. ใช้กรอบการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Innovation Framework) เป็นแนวทางสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีกับเสถียรภาพทางการเงิน โดยประกอบด้วย 3 หลัก ได้แก่
- Sound Technology: เทคโนโลยีที่มีความมั่นคงน่าเชื่อถือ
- Sound Governance: ธรรมาภิบาลที่ดี เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และสร้างความเชื่อมั่นชัดเจนให้ภาคธุรกิจเอกชน
- Sound Economics: เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจมีความสามารถในการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่
ชู Bangkok Blueprint ปราบภัยไซเบอร์
ด้วยเหตุนี้ ธนาคารโลก (World Bank) จึงร่วมกับ ธปท. เพื่อสร้างมาตรฐานการรับมือภัยการเงินดิจิทัลระดับโลก ผ่าน Bangkok Blueprint ประกอบด้วย 12 ข้อ ครอบคลุม 5 เสาหลัก (การป้องกัน, การตรวจจับ, การตอบสนองรับมือ, การแบ่งปันข้อมูล และความรับผิดชอบ) เพื่อให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ และร่วมมือกันยับยั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์และภัยไซเบอร์ข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB