เงินบาทจ่อแตะ 34 บาท! จับตาสงครามตะวันออกกลาง-ประชุม Fed ชี้ทิศทางค่าเงิน
เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูง ท่ามกลางความกังวลสงครามตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง หากอ่อนค่าทะลุ 33.85 บาทต่อดอลลาร์ มีโอกาสทดสอบ 34 บาท จับตาผลประชุม Fed และ กนง. สัปดาห์นี้
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.74 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) อ่อนค่าลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.68-33.79 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น
ตามกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิสราเอล เตรียมเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ (XAUUSD) พร้อมกับหนุนจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์บ้าง อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากทั้งความกังวลแนวโน้มการลงทุนใน AI กอปรกับราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะในปี 2027
สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง กดดันให้ ตลาดการเงินอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง พร้อมกดดันทั้ง ราคาทองคำและเงินบาท
จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประเด็นการเมืองยุโรป พร้อมทั้งรอลุ้น ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง (Fed, ECB, BOJ และ กนง. ของไทย) รวมถึง รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน
แม้เงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า เงินดอลลาร์อาจถูกกดดันได้ หากตลาดยังเดินหน้าเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ นอกจากนี้ ทิศทางเงินดอลลาร์ยังขึ้นกับผลการประชุม FOMC ของ Fed โดยหาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์ตลาด (เรามองโอกาสต่ำ) อาจหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเร็ว แรงได้
ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่าเงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงในลักษณะ Two-Way Risk ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 34 บาทต่อดอลลาร์ หากสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมารบกันอีกครั้ง นอกจากนี้ ควรจับตา ทิศทางราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทด้วยเช่นกัน
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.30-34.00 บาท/ดอลลาร์ และประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง ที่ระดับ 33.65-33.85 บาท/ดอลลาร์
ตลอดทั้งสัปดาห์ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น/ทรงตัวในระดับสูง พร้อมกับกดดันราคาทองคำ แต่หากการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านยังไม่ได้มีแนวโน้มเกิดขึ้น หรือตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง เราคาดว่าเงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ (จับตาโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ที่จะเป็นปัจจัยชี้การกลับเทรนด์ของเงินบาท)
นอกจากนี้ แม้เราจะมองว่า Fed อาจคงดอกเบี้ย ในสัปดาห์นี้ ส่วนถ้อยแถลงของประธาน Fed อาจไม่ได้ต่างจากการประชุมครั้งก่อนๆ หรือในการประชุม IMF-World Bank ล่าสุด ซึ่งอาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่ เงินดอลลาร์เสี่ยงถูกกดดันจากแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor แต่หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์ตลาด ตามที่นักวิเคราะห์บางส่วนประเมิน เงินดอลลาร์อาจปรับตัวขึ้นเร็ว แรง พร้อมกดดันราคาทองคำและเงินบาทเพิ่มเติม ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทมีโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.30 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยหากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนอ่อนค่าสุดในปีนี้ แถว 33.85 บาทต่อดอลลาร์ จะเปิดโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเพิ่มโอกาสเงินบาทกลับสู่แนวโน้มการแข็งค่าได้อีกครั้ง ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following บน Time Frame รายวัน
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.77 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวันทำการก่อนหน้าที่ระดับ 33.75 บาท/ดอลลาร์
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในโมเมนตัมอ่อนค่าท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป กดดันให้เกิดการเทขายหุ้นทั่วโลกและความกังวลเกี่ยวกับ AI ส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงลดลง และทําให้เงินดอลลาร์ห่างไกลจากการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยโดยเงินเยนและฟรังก์สวิสกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการหมุนเวียนสู่สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในรอบนี้
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 28 ตุลาคม การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) วันที่ 27-28 ตุลาคม ธนาคารกลางยุโรป (ECB) วันที่ 29 ตุลาคม และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วันที่ 29-30 ตุลาคม รวมถึงทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow)
แนวโน้มการประชุมเฟด (FOMC) ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 27–28 ตุลาคมนี้ ตลาดและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.75% – 4.00% หลังจากที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่มีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนธันวาคมเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.65 - 33.90 แนะนำ ทยอยซื้อ 33.65 ขาย 33.90
- EUR/THB 37.50 - 37.90 แนะนำ ทยอยซื้อ 37.50 ขาย 37.90
- JPY/THB 0.2130 - 0.2170 แนะนำ ทยอยซื้อ 0.2130
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB