เงินบาทเปิด 33.38 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าตามแรงกดดันตะวันออกกลาง
เงินบาทเปิดที่ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าต่อเนื่องจากแรงหนุนเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความคาดหวังว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.31 บาทต่อดอลลาร์ นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 33.25-33.40 บาทต่อดอลลาร์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงขึ้นต่อเนื่อง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ พร้อมส่งผลให้ เงินดอลลาร์ทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้น
และกดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลง ตามการปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสถึง 61% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้
สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง Fed BOE และ ECB
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI และ รายงานผลประกอบการของหุ้นธีม AI/Semiconductor
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (พร้อมกดดันราคาทองคำ) โดยเงินบาทยังคงมีโอกาสอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แนวต้านถัดไป 33.75 บาทต่อดอลลาร์)
แต่เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายลง หรือ ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ย จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ที่ออกมาชะลอตัวลง แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่า ทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง และผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ Fed (ตามที่เราประเมินไว้) ถึงจะเห็นเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นได้ต่อเนื่อง
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ Fed ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นทุกรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญ Two-way risk ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ส่งผลกระทบต่อความคาดหวังต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.00-33.75 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPIและดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมิถุนายน ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ได้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมิถุนายน รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) และดัชนีภาวะภาคธุรกิจต่างๆ จากบรรดา Fed สาขา ในเดือนกรกฎาคม
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลาง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า ECB มีโอกาสราว 34% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสราว 16% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ หรือกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของทั้ง ECB และ BOE
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน ทั้ง ยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม รวมถึงยอดการส่งออก-นำเข้า เป็นต้น พร้อมทั้ง รอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ส่วนทางฝั่งเกาหลีใต้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าในช่วง 10 วัน (Exports/Imports 10 days) ของเดือนกรกฎาคม เพื่อประกอบการประเมินโมเมนตัมการส่งออกสินค้าธีม AI/Semiconductor ของเกาหลีใต้ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มธีม AI Boom และส่งผลต่อเนื่องมายังการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้ ในส่วนนโยบายการเงิน บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 2.75% หลังอัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงได้อานิสงส์จากธีม AI Boom ซึ่งพอรองรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อคุมเงินเฟ้อได้
▪ ฝั่งไทย – เรามองว่า ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจมีความผันผวนได้ในช่วงนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้งผู้เล่นในตลาดจะทยอยรับรู้ รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.35 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 33.25 บาท/ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในกรอบแคบในวันศุกร์ (10 ก.ค.) และปิดตลาดสัปดาห์นี้ด้วยการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ขณะที่นักลงทุนประเมินผลกระทบของทิศทางเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไปและแนวโน้มนโยบายการเงิน ควบคู่กับการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน
ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวลงกว่า 100 จุดในช่วงเช้าวันนี้ (13 ก.ค.) ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ เพื่อตอบโต้อิหร่านที่โจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.20 - 33.50 บาท แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.20/ขาย 33.50
- EUR/THB 37.80 - 38.30 แนะนำ ซื้อที่ 37.80/ขาย 38.30
- JPY/THB 0.2040 - 0.2080 แนะนำ ซื้อที่ 0.2040/ ขาย 0.2080
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB