ธุรกิจโรงแรมไทยปี 70 เสี่ยงปิดตัวต่อเนื่อง รายได้ 1.1 ล้านล้าน โตชะลอ แข่งขันเดือด-ต้นทุนพุ่ง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดธุรกิจโรงแรมและที่พักปี 2569 มีมูลค่าตลาด 1.1 ล้านล้านบาท เติบโต 2.6% ขณะที่ 9 เดือนแรกยอดเลิกกิจการเพิ่มขึ้น 42% ผู้ประกอบการกว่า 38% ขาดทุนสะสมต่อเนื่อง 3 ปี จับตาปี 2570 เผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนสูงขึ้น กฎระเบียบ และวิกฤตภูมิอากาศ
รายได้โรงแรมปี 69 โต 2.6% แต่การฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2569 ธุรกิจโรงแรมและที่พักของไทยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท เติบโต 2.6% จากปี 2568 โดยครอบคลุมรายได้จากการเข้าพักของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงรายได้อื่น ๆ เช่น การจัดงานประชุมและสัมมนา
รายได้หลักจากที่พักคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 77% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนอีก 23% เป็นรายได้จากบริการอื่น ๆ เช่น การจัดเลี้ยง การประชุมและสัมมนา รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม
อย่างไรก็ตาม ทิศทางรายได้ในปี 2570 ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากการท่องเที่ยวยังอ่อนแรง ขณะที่รายได้จากบริการอื่น ๆ อาจชะลอลงเช่นกัน
ธุรกิจโรงแรมและที่พักมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีมูลค่าตลาดคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 5.7% ของจีดีพี ณ ราคาปัจจุบันในปี 2569 มีผู้ประกอบการประมาณ 1.5 หมื่นราย ณ เดือนกันยายน 2569 โดยกว่า 98% เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก และมีการจ้างงานประมาณ 4.3 แสนคน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1% ของจำนวนการจ้างงานทั้งหมด
แม้รายได้ธุรกิจโรงแรมและที่พักในปี 2569 ยังขยายตัวต่อเนื่อง จากการจัดงานประชุมและสัมมนานานาชาติ รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทย แต่แรงขับเคลื่อนเริ่มชะลอลง และการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ผู้ประกอบการบางกลุ่มยังเผชิญความเปราะบางสูง
เลิกกิจการเพิ่ม 42% ผู้ประกอบการกว่า 38% ขาดทุนสะสม 3 ปี
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ธุรกิจโรงแรมและที่พักจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 779 ราย ลดลง 31.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบกับช่วงที่จำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งกิจการใหม่เร่งตัวขึ้นอย่างมากในปีก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ยังเป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่การจดทะเบียนเลิกกิจการมีทิศทางเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 จำนวนโรงแรมและที่พักที่จดทะเบียนเลิกกิจการเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีจำนวน 148 ราย สะท้อนถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจ
ด้านผลประกอบการ พบว่า ผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักกว่า 38% มีผลประกอบการขาดทุนสะสมต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน ในช่วงปี 2566-2568 ขณะที่เฉพาะปี 2568 ผู้ประกอบการประมาณ 51% มีผลประกอบการขาดทุน
เมื่อพิจารณาตามขนาดธุรกิจ พบว่าผู้ประกอบการขนาดเล็กเป็นกลุ่มที่มีผลประกอบการขาดทุนในสัดส่วนมากที่สุด หรือประมาณ 54% และกว่า 42% ของผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวประสบภาวะขาดทุนสะสมติดต่อกัน 3 ปี ในช่วงปี 2566-2568
นอกจากนี้ อัตราการเข้าพักในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตเพียง 0.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมี 19 จังหวัดที่อัตราการเข้าพักติดลบ สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดในการปรับตัวจำเป็นต้องปิดกิจการหรือขายกิจการ
นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ฟื้น - ห้องพักเพิ่มเร็วกว่าความต้องการ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่กดดันธุรกิจโรงแรมและที่พักมาจากการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะภูมิทัศน์การท่องเที่ยวไทยหลังโควิด-19 และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการลงทุนในธุรกิจโรงแรมและที่พักที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ในปี 2569 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยจะอยู่ที่ประมาณ 31.4 ล้านคน หดตัว 4% จากปี 2568 และคิดเป็นเพียง 79% ของระดับปี 2562 นับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีปัจจัยกดดันจากการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่สูงขึ้น ความเปราะบางทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเปลี่ยนแปลง โดยในปี 2568 นักท่องเที่ยวจากกว่า 18 ประเทศยังเดินทางเข้าไทยต่ำกว่าระดับปี 2562 ไม่ว่าจะเป็น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สปป.ลาว สหรัฐฯ และประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ส่งผลกระทบต่อโรงแรมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากตลาดดังกล่าวเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการท่องเที่ยวมีความหลากหลายและเฉพาะบุคคลมากขึ้น หรือ Fragmented Tourism นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ รวมถึงการเดินทางคนเดียว (Solo Traveler) และการจัดการเดินทางด้วยตนเอง (FIT) มากขึ้น โดยสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทต่อการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทาง
เมื่อพิจารณาจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มพักค้างทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรายจังหวัดในปี 2568 พบว่า มี 29 จังหวัดที่จำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างต่ำกว่าปี 2562 ครอบคลุมทั้งจังหวัดท่องเที่ยวหลักและเมืองรอง เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ สงขลา ตราด อุดรธานี ขอนแก่น และสุโขทัย โดยในจำนวนนี้มี 17 จังหวัดที่จำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างลดลงมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับปี 2562 ส่งผลให้อัตราการเข้าพักในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ฟื้นตัว
ห้องพักเพิ่ม 11.7% จากปี 62 กดดันการแข่งขัน-ราคาห้องพัก
อีกหนึ่งปัจจัยกดดันสำคัญคือการแข่งขันในธุรกิจโรงแรมและที่พักที่ทวีความรุนแรงในทุกกลุ่ม เนื่องจากการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อุปทานห้องพักขยายตัวเร็วกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 จำนวนห้องพักทั่วประเทศอยู่ที่ 8.76 แสนห้อง เพิ่มขึ้น 3.4% จากสิ้นปี 2568 และเพิ่มขึ้น 11.7% จากปี 2562 โดยมี 64 จังหวัดที่จำนวนห้องพักเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ห้องพักจากโรงแรมเปิดใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในทุกระดับราคา ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่
เมื่อเปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นของจำนวนห้องพักกับจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มพักค้างแรม พบว่า จำนวนห้องพักเพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างเฉลี่ยต่อห้องลดลงจาก 249 คนต่อห้องในปี 2562 เหลือ 228 คนต่อห้องในปี 2569 ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องแข่งขันด้านราคาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนห้องพักกับการเปลี่ยนแปลงของจำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างระหว่างปี 2568 และปี 2562 พบว่า มี 20 จังหวัดที่จำนวนห้องพักเพิ่มขึ้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างยังไม่ฟื้นตัว อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ สงขลา ระยอง และขอนแก่น
ธุรกิจยังเผชิญการแข่งขันจากที่พักทางเลือกในระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy Accommodation) ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการพำนักหลายวัน โดยข้อมูลจาก AirDNA ระบุว่า ณ เดือนตุลาคม 2569 มีที่พักให้เช่าในระบบประมาณ 5 หมื่นห้อง ใน 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี คิดเป็นสัดส่วน 10% ของจำนวนห้องพักสถานประกอบการโรงแรมและที่พักที่จดทะเบียนในจังหวัดดังกล่าว โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในรอบ 12 เดือนอยู่ที่ 60%
การแข่งขันจากที่พักทางเลือกส่งผลกระทบไม่เพียงต่อโรงแรมและที่พักกลุ่ม Economy และ Midscale ซึ่งมีราคาต่ำกว่า 3,000 บาทต่อคืน แต่ยังรวมถึงที่พักแบบรีสอร์ทระดับบนในเมืองท่องเที่ยวทางทะเลบางพื้นที่ที่ต้องแข่งขันกับบ้านพักตากอากาศและพูลวิลล่า
แรงกดดันจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงและการเติบโตของคนไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศชะลอตัว ยังส่งผลให้ราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ทั่วประเทศในปี 2569 มีแนวโน้มปรับลดลงประมาณ 0.8% จากที่ขยายตัวเพียง 0.1% ในปี 2568
ปี 70 นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจอยู่ที่ 31-33 ล้านคน อัตราเข้าพักยังไม่แน่นอน
สำหรับทิศทางธุรกิจโรงแรมและที่พักในปี 2570 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวของทั้งชาวต่างชาติและคนไทย
หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบอาจเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพสูง และค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ความถี่ในการเดินทางและค่าใช้จ่ายระหว่างการท่องเที่ยวลดลง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2570 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยอาจอยู่ที่ประมาณ 31-33 ล้านคน หรือหดตัว 1% ถึงขยายตัว 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากที่คาดว่าจะหดตัว 4% ในปี 2569 โดยตลาดที่ยังต้องระวัง ได้แก่ นักท่องเที่ยวระยะไกลจากตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีระยะเวลาพำนักในไทยยาวกว่าตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้
ทั้งนี้ กรอบประมาณการดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าปัญหาภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ขยายวงกว้างไปยังหลายประเทศจนส่งผลกระทบต่อเส้นทางการเดินทางท่องเที่ยว โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะทบทวนประมาณการอีกครั้งหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยในปี 2570 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 205.5-208.0 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 0.5%-1.8% จากที่คาดว่าจะขยายตัว 1% ในปี 2569
จากสถานการณ์ดังกล่าว คาดว่าอัตราการเข้าพักของสถานพักแรมทั่วประเทศในปี 2570 จะอยู่ที่ประมาณ 69.58%-71.69% หรือหดตัว 2% ถึงขยายตัว 1% จากที่ลดลง 0.1% ในปี 2569 ซึ่งอาจกระทบรายได้ของผู้ประกอบการบางกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง
ต้นทุนพุ่ง-กฎระเบียบเปลี่ยน-ภูมิอากาศแปรปรวน เพิ่มความเสี่ยงธุรกิจ
นอกจากความไม่แน่นอนด้านการท่องเที่ยวแล้ว ผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2570 ต้นทุนผันแปรซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40%-45% ของต้นทุนทั้งหมด ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของธุรกิจ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
ปัจจัยสำคัญมาจากความผันผวนของราคาพลังงานที่ส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้า ค่าขนส่งวัตถุดิบอาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในโรงแรม ตลอดจนต้นทุนการตลาด เช่น ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม OTAs ทำให้การควบคุมค่าใช้จ่ายทำได้ยากขึ้น
เนื่องจากธุรกิจโรงแรมและที่พักมีต้นทุนการดำเนินงานและต้นทุนคงที่ในระดับสูง หากต้นทุนผันแปรหลายรายการปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่อัตราการเข้าพักชะลอลง รายได้อาจไม่เพียงพอชดเชยต้นทุน ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีสภาพคล่องจำกัด และอาจทำให้ธุรกิจปิดตัวต่อเนื่อง
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบและมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจเพิ่มภาระต้นทุนและทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวมากขึ้น
การปรับปรุงกฎหมายจาก พ.ร.บ. ธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2547 มาเป็นร่าง พ.ร.บ. สถานที่พักแรม พ.ศ. … มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของกฎหมายเดิม โดยขยายขอบเขตการกำกับดูแลให้ครอบคลุมที่พักรูปแบบใหม่ เช่น โฮมสเตย์ โฮสเทล บูทีคโฮเทล และที่พักในระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน พร้อมปรับเกณฑ์กำกับดูแลจากมาตรฐานเดียวเป็นการแบ่งตามขนาดและระดับความเสี่ยงของกิจการ รวมถึงนำระบบใบอนุญาตหลัก (Super License) มาใช้เพื่อลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนและยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขันและมาตรฐานความปลอดภัย โดยร่าง พ.ร.บ. สถานที่พักแรมอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนนำส่งสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา
ด้านมาตรฐานความยั่งยืน (ESG) มีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อธุรกิจโรงแรมและที่พัก ทั้งในการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวและลูกค้าองค์กร โดยเฉพาะตลาดยุโรป ภายหลังสหภาพยุโรปบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 ซึ่งกำหนดให้การกล่าวอ้างและตราสัญลักษณ์ด้านความยั่งยืนต้องอ้างอิงระบบรับรองที่น่าเชื่อถือ รวมถึงมีข้อมูลที่สามารถวัดผลและตรวจสอบได้สำหรับการจำหน่ายห้องพักผ่าน OTAs
ข้อกำหนดดังกล่าวอาจจำกัดโอกาสทางการตลาดของผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้รับการรับรองด้านความยั่งยืน ขณะที่สถาบันการเงินมีแนวโน้มสนับสนุนผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น แม้การยกระดับมาตรฐาน ESG อาจเพิ่มภาระการลงทุนในระยะสั้น แต่จะช่วยเสริมโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนและยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ทั้งต้นทุนค่าไฟฟ้าจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ต้นทุนการบริหารจัดการน้ำ เบี้ยประกันภัยพิบัติ และราคาวัตถุดิบอาหาร ตลอดจนเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างทางกายภาพจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม
พฤติกรรมการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนแปลงไป โดยนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มจองห้องพักแบบกระชั้นชิด (Last-minute booking) เพื่อรอดูสภาพอากาศก่อนเดินทาง รวมถึงเปลี่ยนแปลงการเลือกจุดหมายปลายทางท่องเที่ยว
ผู้ประกอบการต้องกระจายตลาด เพิ่มรายได้อื่น ลดพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ท่ามกลางความท้าทายของธุรกิจโรงแรมและที่พัก ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนใหม่ ๆ เนื่องจากบริบทการดำเนินธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยควรวางแผนบริหารจัดการธุรกิจให้มีความยืดหยุ่น
แนวทางสำคัญ ได้แก่ การปรับกลยุทธ์เพื่อกระจายตลาดนักท่องเที่ยวและเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวภายในประเทศ การกระจายรายได้ไปยังบริการอื่น ๆ เช่น พื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Space) ร้านคาเฟ่ การจัดประชุม และแพ็กเกจสำหรับผู้พักระยะยาว รวมถึงให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มและบริการเสริม แทนการแข่งขันด้านราคา
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรปรับใช้ Green Business Model เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียนและการจัดซื้อวัตถุดิบในท้องถิ่นเพื่อควบคุมต้นทุน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาลงทุนโครงการใหม่ จำเป็นต้องพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งทำเลที่ตั้งและความหนาแน่นของโรงแรมในพื้นที่ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ควรมีความสมดุลและไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง การนำแนวคิดด้านความยั่งยืนมาปรับใช้ในการออกแบบ และการตอบโจทย์แนวโน้มของผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน ควรติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนธุรกิจโรงแรมและที่พักทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด Visitor Economy ซึ่งมุ่งเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ผ่านการส่งเสริมตลาดการจัดงานประชุมและสัมมนา (MICE) รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่จะช่วยสนับสนุนธุรกิจโรงแรมและเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการลงทุน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB