Heatwave คลื่นความร้อนเขย่าเศรษฐกิจโลก แรงงานร้อนหนัก ผลิตภาพลด
Bnomics ชี้ Heatwave ไม่ได้กระทบแค่สุขภาพ แต่ยังกระทบผลิตภาพแรงงาน รายได้ครัวเรือน และเพิ่มต้นทุนธุรกิจทั่วโลก เมื่อแรงงานกว่า 2.4 พันล้านคนเผชิญความร้อนระดับอันตราย
อากาศร้อนจัดไม่ได้กระทบแค่สุขภาพ แต่กำลังกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจทั่วโลก ตั้งแต่แรงงานที่ต้องพักบ่อยขึ้น โรงงานที่ต้องปรับเวลาการผลิต ไปจนถึงธุรกิจที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่แรงงานกว่า 2.4 พันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญความร้อนจากการทำงานในระดับที่เป็นอันตราย
บทวิเคราะห์จาก Bnomics ธนาคารกรุงเทพ อ้างอิงรายงาน Climate Change and Workplace Heat Stress ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ปี 2025
ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ความร้อนในสถานที่ทำงานกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ ทั้งต่อสุขภาพแรงงานและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศเขตร้อนที่มีแรงงานจำนวนมากทำงานกลางแจ้ง
อากาศร้อนกระทบคนทำงานมากกว่าที่คิด
แม้อุณหภูมิจะอยู่ที่ 35°C เท่ากัน แต่ผลกระทบต่อคนทำงานแตกต่างกันระหว่างพนักงานออฟฟิศในห้องปรับอากาศกับคนงานก่อสร้างที่ต้องอยู่กลางแดดตลอดวัน
โดยปกติร่างกายจะระบายความร้อนผ่านเหงื่อ แต่เมื่ออากาศร้อนจัด มีความชื้นสูง หรือต้องออกแรงมาก ร่างกายอาจระบายความร้อนไม่ทัน จนเกิดภาวะ Heat Stress หรือความเครียดจากความร้อน ซึ่งอาจนำไปสู่อาการอ่อนเพลีย ขาดน้ำ เป็นลม และรุนแรงถึงขั้น Heatstroke หรืออวัยวะล้มเหลว
ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกลางแจ้ง แต่รวมถึงโรงงานและห้องครัวที่มีแหล่งกำเนิดความร้อนสูงด้วย
WHO และ WMO จึงแนะนำให้ใช้ดัชนี WBGT (Wet-Bulb Globe Temperature) ประเมินความเสี่ยง โดยพิจารณาทั้งอุณหภูมิ ความชื้น รังสีความร้อน และการเคลื่อนที่ของอากาศ ซึ่งเหมาะสมกว่าการดูอุณหภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว
โลกยิ่งร้อน แรงงานยิ่งเสี่ยง
ปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.55°C ขณะที่ช่วงปี 2015–2024 เป็น 10 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น รวมถึงอุณหภูมิกลางคืนที่สูงขึ้น ทำให้ร่างกายมีเวลาฟื้นตัวน้อยลง
รายงาน WHO และ WMO ปี 2025 ระบุว่า แรงงานกว่า 2.4 พันล้านคนทั่วโลกเผชิญความร้อนจากการทำงานในระดับอันตราย โดยเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บประมาณ 22.9 ล้านกรณี และการเสียชีวิตเกือบ 19,000 รายต่อปี
นอกจากนี้ การเผชิญความร้อนและภาวะขาดน้ำซ้ำ ๆ ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของไตและโรคไตเรื้อรัง ขณะที่ความร้อนยังลดสมาธิ การตัดสินใจ และการประสานงานของร่างกาย โดยความสามารถด้านการคิดและการเคลื่อนไหวบางประเภทอาจลดลงประมาณ 10% เพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดและอุบัติเหตุในการทำงาน
ความร้อนฉุดผลิตภาพ เพิ่มต้นทุนธุรกิจ
เมื่ออากาศร้อนขึ้น แรงงานอาจต้องลดความหนักของงาน พักบ่อยขึ้น หรือหยุดทำงานเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ส่งผลให้ผลิตภาพลดลง โดยรายงาน WHO และ WMO ระบุว่า แรงงานประมาณ 30% ที่เผชิญ Heat Stress เป็นประจำ รายงานว่าผลิตภาพการทำงานลดลง
ขณะที่ทุก 1°C ที่ดัชนี WBGT เพิ่มขึ้นเหนือ 20°C มีความสัมพันธ์กับผลิตภาพแรงงานที่ลดลงประมาณ 2–3% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทงาน ความหนักของงาน และมาตรการป้องกัน
ผลกระทบดังกล่าวส่งต่อไปยังหลายภาคธุรกิจ เช่น งานก่อสร้างที่อาจล่าช้า ภาคเกษตรที่แรงงานทำงานได้น้อยลงและผลผลิตเสียหาย รวมถึงโรงงานที่ต้องปรับเวลาการผลิต
เมื่อผลิตภาพต่อชั่วโมงลดลง ธุรกิจยังต้องแบกรับต้นทุนแรงงานต่อหน่วยที่สูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบระบายความร้อนและดูแลพนักงาน หากกระทบหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน ยังอาจทำให้การผลิตและขนส่งล่าช้า กระทบห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้า โดยเฉพาะอาหารและสินค้าเกษตร
ส่วนแรงงานที่ต้องลดชั่วโมงทำงานหรือหยุดงานเพราะเจ็บป่วยก็อาจสูญเสียรายได้ พร้อมมีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีเงินออมน้อยและพึ่งพารายได้รายวัน
ความร้อนซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ
ผลกระทบจาก Heatwave ไม่ได้กระจายเท่ากันทุกกลุ่ม พนักงานออฟฟิศอาจได้รับผลกระทบผ่านค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น แต่แรงงานก่อสร้าง เกษตรกร พนักงานส่งสินค้า และแรงงานโรงงานต้องเผชิญความร้อนโดยตรง
โดยเฉพาะแรงงานรายได้น้อยและแรงงานนอกระบบที่อาจไม่มีสิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้าง การหยุดพักเพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนจึงหมายถึงรายได้ที่หายไป ทำให้บางคนจำเป็นต้องทำงานต่อแม้สภาพอากาศจะเป็นอันตราย
สะท้อนให้เห็นว่า คนที่มีทรัพยากรป้องกันตัวเองจากความร้อนน้อยที่สุด กลับเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญความเสี่ยงมากที่สุด
รับมือ Heatwave ก่อนกระทบเศรษฐกิจหนักขึ้น
WHO และ WMO เสนอให้สถานประกอบการจัดทำ Occupational Heat Action Programme (OHAP) หรือแผนรับมือความร้อนในสถานที่ทำงาน โดยปรับมาตรการให้เหมาะกับประเภทงานและระดับความเสี่ยงของแรงงาน
แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มระบบระบายอากาศ ติดตั้งฉนวนกันความร้อน จัดพื้นที่พักที่มีอุณหภูมิเหมาะสม ลดการสัมผัสแหล่งกำเนิดความร้อนโดยตรง ปรับเวลาทำงาน เพิ่มเวลาพัก และจัดหาน้ำดื่มให้เพียงพอ
รวมถึงฝึกอบรมให้พนักงานสังเกตอาการเจ็บป่วยจากความร้อน พร้อมมีระบบติดตามระดับความร้อนและแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน เพราะการดื่มน้ำมากขึ้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันอันตรายจากความร้อนได้ทั้งหมด
สำหรับประเทศไทยที่มีแรงงานจำนวนมากในภาคเกษตร ก่อสร้าง และอุตสาหกรรม การบริหารจัดการความร้อนจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของแผนด้านแรงงานและการเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว โดยต้องประเมินพื้นที่และอาชีพที่มีความเสี่ยง พร้อมใช้ดัชนี WBGT ประกอบการออกแบบระบบเตือนภัย มาตรฐานความปลอดภัย และมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด
เพราะคลื่นความร้อนไม่ได้กำลังกัดกินแค่สุขภาพของแรงงาน แต่ยังกระทบผลิตภาพ รายได้ครัวเรือน และเศรษฐกิจโลกไปพร้อมกัน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB