ชวนรู้จัก “ค่าเสียโอกาส” ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในทุกการตัดสินใจธุรกิจ
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ชี้ “ค่าเสียโอกาส” เกิดขึ้นทุกครั้งที่ธุรกิจเลือกทางหนึ่งและต้องยอมทิ้งอีกทาง พร้อมชวนมองสิ่งที่ไม่ได้เลือกให้รอบด้าน
เวลาต้องเลือกระหว่างไอศกรีม Chocolate, Strawberry หรือ Vanilla หลายคนอาจอยากกินทั้งสามรส แต่เมื่อเลือกได้เพียงรสเดียว การเลือก Chocolate ก็หมายถึงการยอมทิ้งอีกสองทางเลือกที่เราอยากได้ไปด้วย
นี่คือแนวคิดของ “ค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) หรือมูลค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่ต้องยอมเสียไป เมื่อเลือกทำอีกสิ่งหนึ่ง
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ อธิบายว่า แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเรื่องเล็กๆในชีวิตประจำวัน แต่มีความสำคัญกับการตัดสินใจทางธุรกิจแทบทุกเรื่อง
เพราะเมื่อบริษัทเลือกใช้ทรัพยากรไปกับสิ่งหนึ่ง ก็หมายความว่าทรัพยากรเหล่านั้นไม่สามารถนำไปใช้กับทางเลือกอื่นได้พร้อมกัน
จากเลือกไอศกรีม สู่การเลือกลงทุนของธุรกิจ
ในโลกธุรกิจ ทางเลือกอาจเปลี่ยนจากรสไอศกรีมเป็นการซื้อเครื่องจักร เปิดสาขาใหม่ เพิ่มงบการตลาด หรือลงทุนในระบบใหม่ แม้บริษัทจะมีเงินทุน แต่ก็ไม่สามารถทุ่มทรัพยากรให้ทุกอย่างพร้อมกันได้ทันที เมื่อเลือกทางหนึ่ง อีกหลายทางเลือกก็ต้องถูกวางลง และสิ่งที่ถูกวางลงนั้นก็คือต้นทุนของการตัดสินใจที่ต้องนำมาคิดด้วย
Bnomics ยกตัวอย่าง Steve Jobs เมื่อกลับมาที่ Apple ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ขณะนั้นบริษัทมีผลิตภัณฑ์และโครงการจำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือการลดความซับซ้อนของ Product Line และหันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์หลักเพียงไม่กี่กลุ่ม
เพราะการเลือกทำ Project หนึ่งไม่ได้ใช้แค่เงินงบประมาณ แต่ยังใช้ทั้งวิศวกร เวลา และความสนใจขององค์กร ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้กับ Project อื่นได้พร้อมกัน
แนวคิดเรื่อง Focus จึงมีความสำคัญกับ Jobs โดยการตัดสินใจว่า “จะไม่ทำอะไร” อาจสำคัญไม่แพ้การตัดสินใจว่าจะทำอะไร
“Focusing is about saying no.”
Warren Buffett กับการเลือกว่าจะใช้เงินตรงไหน
อีกตัวอย่างที่ Bnomics ยกขึ้นมาคือ Warren Buffett ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่อง Capital Allocation หรือการจัดสรรเงินทุนของบริษัท ซึ่งบริษัทสามารถเลือกนำเงินไปลงทุนต่อในธุรกิจเดิม ซื้อกิจการ ลงทุนในธุรกิจอื่น ซื้อหุ้นคืน จ่ายปันผล หรือเก็บเงินสดไว้รอโอกาสใหม่
ดังนั้น หากบริษัทนำเงินไปลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ทั้งที่มีทางเลือกอื่นซึ่งสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า บริษัทอาจยังมีกำไรอยู่ แต่กำลังเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าที่สูงกว่า
ปัญหาสำคัญคือ เรามักมองเห็นสิ่งที่ “จ่ายไป” แต่กลับมองไม่เห็นสิ่งที่ “เสียไป”
ค่าซื้อเครื่องจักรมีตัวเลขอยู่ในบัญชี เงินลงทุนเปิดสาขาใหม่ก็มองเห็นได้ เช่นเดียวกับงบการตลาดที่สามารถวัดได้ว่าใช้ไปเท่าไร แต่ผลตอบแทนจากโครงการที่บริษัทไม่ได้เลือก ไม่มีบรรทัดไหนบันทึกไว้ในงบการเงิน
ทำให้บริษัทอาจเห็นได้ชัดว่า “เราจ่ายอะไรไป” แต่ไม่เห็นว่า “เราพลาดอะไรไป” และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “กำไรทางบัญชี” กับ “กำไรทางเศรษฐศาสตร์” แตกต่างกัน
ธุรกิจจึงอาจยังทำกำไร แต่ไม่ได้หมายความว่ากำลังใช้เงิน คน และเวลาเพื่อสร้างมูลค่าได้ดีที่สุดเสมอไป
SME ก็เจอค่าเสียโอกาสเหมือนกัน
สำหรับธุรกิจ SME การตัดสินใจก็มีโจทย์เรื่องค่าเสียโอกาสอยู่ในหลายสถานการณ์ เช่น มีเงิน 2 ล้านบาท จะนำไปเปิดสาขาที่ 2 หรือปรับปรุงสาขาเดิม เพิ่มยอดขายออนไลน์ และเก็บเงินสดไว้หมุนธุรกิจ?
จะซื้อเครื่องจักรเอง หรือจ้างผลิตแล้วนำเงินที่เหลือไปหาลูกค้า?
เจ้าของธุรกิจควรทำทุกอย่างด้วยตัวเอง หรือจ้างคนมาดูแลงาน Routine เพื่อให้มีเวลาไปพบลูกค้า พัฒนาสินค้า และวางแผนธุรกิจ?
Bnomics ระบุว่า ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกบริษัท แต่สิ่งสำคัญคือทุกครั้งที่เลือกทำบางอย่าง จะมีบางอย่างที่ต้องถูกทิ้งไว้เสมอ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจ ธุรกิจอาจต้องถามตัวเองว่า
“ถ้าเราไม่เลือกสิ่งนี้ ทางเลือกที่ดีที่สุดของเราคืออะไร?” และ “สิ่งที่เราต้องยอมเสียไป คุ้มกับสิ่งที่กำลังจะได้มาหรือไม่?”
เพราะเงินหนึ่งบาทสามารถใช้ได้ครั้งเดียว เช่นเดียวกับเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว สุดท้ายแล้ว ทุกการตัดสินใจของธุรกิจจึงมี “ราคาของมัน” แม้ราคานั้นจะไม่ปรากฏอยู่ในตัวเลขทางบัญชีก็ตาม
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB