Generation Rent เมื่อการเช่าเริ่มเข้ามาเปลี่ยนสูตรชีวิต
จาก “ต้องมีบ้าน ต้องมีรถ” สู่ Generation Rent เมื่อคนรุ่นใหม่เลือกเช่าเพื่อความยืดหยุ่น
เมื่อก่อน “สูตรชีวิต” ของคนวัยทำงานอาจไม่ซับซ้อน เรียนจบ มีงานทำ ซื้อรถสักคัน ผ่อนบ้านสักหลัง แล้วค่อยๆ สะสมทรัพย์สินไปเรื่อยๆ แต่วันนี้สูตรชีวิตแบบเดิมกำลังถูกตั้งคำถาม เพราะบ้าน รถ หรือแม้แต่ของใช้หลายอย่าง เราไม่จำเป็นต้อง “ซื้อ” เพื่อให้ได้ใช้เสมอไป แค่จ่ายค่าเช่า ก็เข้าถึงสิ่งเหล่านั้นได้แล้ว
นี่คือแนวคิดของ “Generation Rent” คนรุ่นที่ให้ความสำคัญกับการ “ใช้” มากกว่าการ “เป็นเจ้าของ”
และคำถามสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีทรัพย์สิน หรือจริงๆ แล้วพวกเขาแค่ยังไม่พร้อมจะเป็นเจ้าของ?
“อยากเช่า” หรือ “ยังซื้อไม่ได้”?
ภาพนี้เห็นได้ชัดจากตลาดที่อยู่อาศัย โดยผลสำรวจของ LWS Wisdom and Solutions (LWS) บริษัทที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านการวิจัยตลาดและพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พบว่า ช่วงปลายปี 2567 ซึ่งสำรวจ Gen Z อายุ 16-28 ปี และ Gen Y อายุ 29-44 ปี รวม 670 คน พบว่า 66% สนใจเช่าที่อยู่อาศัยมากกว่าซื้อ
ซึ่งกลุ่มผู้เช่าส่วนใหญ่เป็นคนโสด และมากกว่า 60% เป็นผู้หญิง โดยงบค่าเช่าที่รับได้อยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อเดือน เวลาจะเลือกบ้านเช่า สิ่งที่มองไม่ได้มีแค่ราคาถูก แต่ยังรวมถึงการเดินทางที่สะดวก สภาพแวดล้อมที่ดี พื้นที่ส่วนกลางที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ รวมถึงที่จอดรถสำหรับรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์
LWS มองว่า เหตุผลที่คนเลือกเช่ามากกว่าซื้อมีอยู่ 3 เรื่องหลัก คือ ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและรายได้ และการเก็บเงินไว้ลงทุนหรือใช้กับเป้าหมายอื่นในอนาคต
แต่เรื่องนี้มีอีกมุมที่ต้องดู เพราะ “อยากเช่า” ไม่ได้แปลว่า “ไม่อยากมีบ้าน”
คนไม่ได้เลิกอยากมีบ้าน แต่ขอรอก่อน
ข้อมูลจาก SCB EIC Real Estate Survey 2569 พบว่า 56% ของผู้ตอบแบบสำรวจยังไม่มีแผนซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดในรอบ 4 ปีของการสำรวจ เหตุผลมีตั้งแต่มีบ้านอยู่แล้ว มีภาระค่าใช้จ่ายและหนี้ ราคาบ้านสูง ไปจนถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ
ส่วนคนที่ยังมีแผนซื้อบ้าน ส่วนใหญ่วางแผนไว้ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจและความพร้อมทางการเงิน ขณะที่กลุ่มที่ตั้งใจซื้อภายในปีเดียวกันมีสัดส่วนลดลง
ยิ่งไปกว่านั้น ความกังวลเรื่องการขอสินเชื่อก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ธนาคารยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ และความกังวลเรื่องความสามารถในการผ่อนชำระในอนาคตก็เพิ่มขึ้น จึงอาจไม่ได้เป็นเรื่องว่า “คนรุ่นใหม่ไม่อยากซื้อบ้าน” แต่อาจเป็นว่า บ้านมีราคาแพงขึ้น รายได้ไม่แน่นอน และการมีหนี้ก้อนใหญ่ในช่วงนี้ทำให้ต้องคิดหนักกว่าเดิม
รายได้เปลี่ยน หนี้ 30 ปีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
นายมานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) มองว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า Gen Z ไม่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพราะพฤติกรรมนี้มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือรูปแบบการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป หลายคนทำงานฟรีแลนซ์ หรือมีรายได้ที่ไม่ได้สม่ำเสมอเหมือนพนักงานประจำ
เมื่อไม่รู้ว่ารายได้ในอีก 5 หรือ 10 ปีจะเป็นอย่างไร การรับภาระผ่อนบ้านระยะยาวจึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบ ขณะเดียวกัน ราคาบ้านที่สูงขึ้นก็ทำให้วงเงินกู้สูงขึ้นตาม และยิ่งราคาบ้านสูง การขอสินเชื่อก็ยิ่งต้องผ่านเงื่อนไขที่เข้มงวดมากขึ้น
สำหรับคนที่ยังไม่พร้อม การเช่าจึงอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้มีที่อยู่อาศัยโดยไม่ต้องรับภาระหนี้ระยะยาวทันที
เงินที่ไม่ซื้อบ้าน เอาไปทำอะไรต่อ?
อีกเหตุผลหนึ่งคือ คนมีทางเลือกในการนำเงินไปใช้มากขึ้น REIC มองว่า ในช่วงที่ผ่านมา สินทรัพย์อย่างทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี หรือการลงทุนในตลาดทุน กลายเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายขึ้น และบางช่วงให้ผลตอบแทนที่ดึงดูดความสนใจมากกว่าอสังหาริมทรัพย์
หากย้อนกลับไปราว 10 ปีก่อน ตลาดคอนโดมิเนียมเคยคึกคักมาก หลายคนต่อคิวซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า เพราะมองเห็นโอกาสจากผลตอบแทนค่าเช่า แต่วันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไป ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าไม่ได้จูงใจเหมือนเดิมในบางพื้นที่ ขณะที่ผู้ลงทุนมีสินทรัพย์ให้เลือกมากขึ้น
ดังนั้น การไม่ซื้อบ้านหรือคอนโดจึงไม่ได้หมายความว่าเงินก้อนนั้นหายไป แต่อาจถูกนำไปลงทุนหรือใช้กับเป้าหมายอื่นแทน
จาก “ซื้อ” เป็น “เช่า” แล้วค่อยเป็นเจ้าของ?
เมื่อผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยังอยากมีบ้าน แต่ยังไม่พร้อมซื้อทันที ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เองก็ต้องปรับตัว หนึ่งในโมเดลที่เข้ามาตอบโจทย์คือ Rent-to-Own หรือ เช่าแล้วค่อยเป็นเจ้าของ ให้ลูกค้าจ่ายค่าเช่าไปก่อน และมีทางเลือกในการซื้อหรือเป็นเจ้าของในอนาคต
โมเดลนี้จึงน่าสนใจสำหรับ First Jobber หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงานและรายได้ยังไม่นิ่ง เพราะไม่จำเป็นต้องกระโดดเข้าสู่หนี้ก้อนใหญ่ตั้งแต่วันแรก
นอกจากนั้น ยังมีการเช่าแบบ Flexible Rental ที่เปิดให้ผู้เช่าย้ายไปอยู่คอนโดในทำเลอื่นได้ภายใต้แพ็กเกจเดียวกัน รวมถึงบริการตั้งแต่ขนย้าย ทำความสะอาด ล้างแอร์ ไปจนถึงงานซ่อมแซม จากเดิมที่อสังหาริมทรัพย์เน้น “ขายห้อง” จึงเริ่มขยับไปสู่การขาย “ประสบการณ์ในการอยู่อาศัย” มากขึ้น
รถก็เจอคำถามเดียวกัน : ต้องเป็นเจ้าของ หรือแค่ “มีใช้”?
ถัดจากบ้านก็คือ “รถ” อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่เคยอยู่ในสูตรชีวิตของคนทำงาน โดยข้อมูลจาก SCB EIC พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังต้องการเป็นเจ้าของรถ แต่กลุ่มอายุต่ำกว่า 45 ปีเปิดรับ Ride-sharing และการเช่ารถมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองและมีทางเลือกในการเดินทางหลายรูปแบบ
นี่ไม่ได้หมายความว่าคนกำลังเลิกซื้อรถ แต่สะท้อนว่าเป้าหมายของบางคนอาจเปลี่ยนจาก “ต้องมีรถ” เป็น “เดินทางสะดวกก็พอ” เพราะการเป็นเจ้าของรถไม่ได้มีแค่ค่างวด แต่ยังมีค่าน้ำมัน ค่าประกัน ค่าบำรุงรักษา ค่าที่จอด และค่าเสื่อมราคา ถ้าใช้รถทุกวัน การซื้ออาจยังตอบโจทย์ แต่ถ้าใช้เฉพาะบางครั้ง การเรียกรถหรือเช่ารถก็อาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
ของใช้ในบ้านก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ
แนวคิด “จ่ายเพื่อใช้” ยังขยายไปถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน ข้อมูลจาก SCB EIC พบว่า ประมาณ 42% ของผู้ตอบแบบสำรวจสนใจเช่าสินค้าในครัวเรือน เหตุผลหนึ่งคือไม่ต้องรับภาระเรื่องการดูแลและซ่อมบำรุง รวมถึงสามารถทดลองใช้สินค้าพรีเมียมได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่
ส่วนสินค้าไลฟ์สไตล์ก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน โดยเกือบ 90% ของคนที่เคยเช่าสนใจกลับมาเช่าอีก ขณะที่มากกว่า 60% ของคนที่ยังไม่เคยเช่า สนใจที่จะลองในอนาคต เพราะบางอย่างเราไม่ได้ต้องการใช้ตลอดชีวิต แต่อาจต้องการใช้เพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
ปี 2569 คนไทยเช่าอะไรได้บ้าง?
ถ้ามองไปรอบตัว จะเห็นว่าตลาดเช่ากำลังขยายออกไปมากกว่าที่อยู่อาศัย ตั้งแต่บ้านและคอนโด รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า กล้องและอุปกรณ์เทคโนโลยี เสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา ไปจนถึงอุปกรณ์สำหรับจัดงาน
สิ่งที่เหมือนกันคือ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนเพื่อเป็นเจ้าของ แต่เลือกจ่ายเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องการใช้
คำว่า “เช่า” จึงอาจกำลังเปลี่ยนจากภาพเดิมที่เป็นทางเลือกของคนที่ “ซื้อไม่ไหว” มาเป็นทางเลือกของคนที่มองว่า “ถ้าไม่ได้ใช้ตลอด ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ”
ธุรกิจก็เปลี่ยน จากขายครั้งเดียวเป็นรายได้ระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากฝั่งผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจเองก็กำลังผลักดันโมเดลนี้ด้วย จากเดิมที่ขายสินค้าแล้วจบ ธุรกิจสามารถเปลี่ยนมาเป็นการเช่า Subscription หรือบริการแบบรายเดือน ทำให้ลูกค้าไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ ขณะที่บริษัทมีรายได้จากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ในฝั่งอสังหาริมทรัพย์เอง ยังมีโมเดลที่ขายห้องให้กับนักลงทุน พร้อมช่วยหาผู้เช่าและบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้ลงทุนมีรายได้จากค่าเช่า
บางโครงการคอนโดที่มีราคาประมาณ 1-2 ล้านบาท สามารถปล่อยเช่าได้ราว 5,000-10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจคิดเป็นผลตอบแทนขั้นต้นประมาณ 4-9% ต่อปี ขึ้นอยู่กับราคาซื้อ ค่าเช่า ทำเล และต้นทุนอื่นๆ โดยไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผลตอบแทนที่รับประกัน
ธุรกิจจึงไม่ได้มองแค่การ “ขายทรัพย์สิน” อีกต่อไป แต่พยายามสร้างรายได้จากการใช้งานทรัพย์สินนั้นในระยะยาว
แล้วทำไมคนถึงเลือก “เช่า”?
ถ้ามองทั้งหมดรวมกัน จะเห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจเช่าไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว
เรื่องแรกคือ เงิน รายได้ที่ไม่แน่นอน ค่าครองชีพ หนี้ ราคาทรัพย์สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ ล้วนทำให้การซื้อทรัพย์สินชิ้นใหญ่กลายเป็นเรื่องที่ต้องคิดมากขึ้น
เรื่องที่สองคือ ชีวิตที่เปลี่ยนเร็ว คนย้ายงาน ย้ายที่อยู่ เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน และเปลี่ยนความต้องการได้ตลอด การเช่าจึงให้ความยืดหยุ่นมากกว่าการถือครองทรัพย์สินระยะยาว
และเรื่องสุดท้ายคือ ทางเลือกที่มากขึ้น เมื่อธุรกิจสามารถทำให้เราจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงสินค้าได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของ ผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้นว่าจะซื้อหรือเช่า
แต่สุดท้ายแล้ว “เช่า” ก็มีสิ่งที่ต้องแลก
การเช่าช่วยลดเงินก้อน ลดภาระหนี้ และทำให้ชีวิตยืดหยุ่นขึ้น แต่เมื่อหมดสัญญา สิ่งที่เราใช้ก็ไม่ได้กลายเป็นทรัพย์สินของเรา ในทางกลับกัน การซื้ออาจต้องแลกกับเงินก้อนและภาระหนี้ แต่สิ่งที่ซื้อก็สามารถกลายเป็นทรัพย์สินที่ถือครองต่อไปได้
ดังนั้น Generation Rent อาจไม่ได้หมายถึงคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการมีบ้าน ไม่มีรถ หรือไม่อยากสะสมทรัพย์สิน แต่อาจหมายถึงคนที่กำลังตั้งคำถามกับ “สูตรชีวิต” แบบเดิมว่า อะไรที่ควรเป็นเจ้าของ และอะไรที่แค่จ่ายเพื่อใช้ก็เพียงพอ?
เพราะเมื่อการเช่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่บ้าน รถ ไปจนถึงของใช้ คำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่แค่ “เช่าหรือซื้อ อะไรคุ้มกว่า? แต่อาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เมื่อถึงวันที่เราไม่ทำงานแล้ว เราจะมีอะไรเหลืออยู่บ้าง?
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB