คนไทยเสี่ยงแก่ก่อนรวย! วางแผนเกษียณอย่างไรให้มีเงินใช้ตลอดชีวิต
KKP ชี้คนไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง “แก่ก่อนรวย” เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณแต่เงินออมอาจไม่เพียงพอ ย้ำวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้มีเงินใช้ตลอดชีวิต
การวางแผนเกษียณอายุไม่ใช่แค่การเก็บเงินให้ได้ก้อนใหญ่ก่อนหยุดทำงาน แต่ยังต้องคิดถึงการบริหารเงินให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว เพราะเมื่ออายุยืนขึ้น ค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะที่รายได้ประจำหลังเกษียณอาจไม่เพียงพอรองรับค่าใช้จ่ายตลอดชีวิต
โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังเผชิญสถานการณ์ “แก่ก่อนรวย” เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเร็วกว่าระดับรายได้และความพร้อมทางการเงินของประชากร ทำให้การพึ่งพาสวัสดิการภาครัฐหรือเงินออมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 24% และคาดว่าในอีก 25 ปีข้างหน้า สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด จากอัตราการเกิดที่ลดลงและจำนวนคนวัยทำงานที่ทยอยเข้าสู่วัยเกษียณ
ปัญหาสำคัญคือประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับรายได้ที่ยังไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีโครงสร้างประชากรใกล้เคียงกัน โดยรายได้ต่อหัวของไทยยังต่ำกว่าจีนเกือบ 2 เท่า ทั้งที่มีอายุเฉลี่ยของประชากรใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าประเทศไทยมีความท้าทายมากขึ้นในการเตรียมทรัพยากรและระบบสวัสดิการเพื่อรองรับผู้สูงอายุ
ขณะเดียวกัน คนไทยยังมีความพร้อมด้านการเกษียณค่อนข้างต่ำ โดยผลสำรวจพบว่า ประชาชนประมาณ 85% ยังไม่มีแผนเกษียณหรือไม่สามารถทำตามแผนได้ และผู้สูงอายุประมาณ 70% ยังคงพึ่งพารายได้จากลูกหลานหรือจำเป็นต้องทำงานต่อไป ขณะที่มีเพียงประมาณ 7% ที่พึ่งพาเงินออมเพื่อการเกษียณเป็นแหล่งรายได้หลัก
นอกจากนี้ แรงงานไทยที่อยู่ในระบบประกันสังคมมีเพียง 54% ส่วนผู้ที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีประมาณ 3.1 ล้านคน จากแรงงานราว 50 ล้านคน ทำให้คนจำนวนมากยังไม่มีเครื่องมือรองรับรายได้หลังเกษียณอย่างเพียงพอ
นายพิพัฒน์ มองว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อระบบสวัสดิการและครอบครัว เพราะจำนวนคนวัยทำงานที่ต้องดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้น แต่ละคนจึงจำเป็นต้องพึ่งพาการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมากขึ้น โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายการเงิน การบริหารความเสี่ยงระหว่างทาง และการลงทุนเพื่อให้เงินออมเติบโตทันเงินเฟ้อ
เกษียณต้องมีเงินเท่าไหร่? ใช้กฎ 4% เป็นเป้าหมายเบื้องต้น
สำหรับการกำหนดเงินออมเพื่อการเกษียณ ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย ได้แก่ ไลฟ์สไตล์และค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ อายุขัยหรือระยะเวลาที่ต้องใช้เงิน เงินเฟ้อที่กระทบค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล และผลตอบแทนจากการลงทุน
อย่างไรก็ตาม สามารถใช้หลักการถอนเงิน 4% (Safe Withdrawal Rate) เป็นแนวทางเบื้องต้นได้ โดยเป็นการทยอยถอนเงินจากพอร์ตลงทุนปีละ 4% และปรับจำนวนเงินที่ถอนเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ ขณะที่ยังคงนำเงินส่วนที่เหลือไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนต่อเนื่อง
จากงานวิจัยและการทดสอบข้อมูลย้อนหลัง การถอนเงินในอัตราดังกล่าวมีโอกาสสูงที่เงินจะเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตอย่างน้อย 30 ปี โดยมีโอกาสสำเร็จมากกว่า 90% ในหลายกรณี
หลักการนี้จึงนำไปสู่เป้าหมายการมีเงินเกษียณประมาณ 25 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อปี หรือคิดง่ายๆ ด้วยการนำค่าใช้จ่ายต่อเดือนคูณ 300 เท่า เช่น หากต้องการใช้เงินเดือนละ 100,000 บาท ควรมีเงินเก็บประมาณ 30 ล้านบาท ณ วันที่เกษียณ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางตั้งต้น หากต้องการมีเงินเหลือส่งต่อให้ลูกหลาน หรือมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงกว่าปกติ ก็จำเป็นต้องเตรียมเงินสำรองเพิ่มเติม
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามคือ Longevity Risk หรือความเสี่ยงจากการมีอายุยืนกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยข้อมูลในอดีตพบว่า ช่วงปี 1970 คนไทยที่อายุครบ 60 ปี คาดว่าจะมีชีวิตต่อไปอีกประมาณ 15 ปี แต่ปัจจุบันอายุคาดเฉลี่ยหลัง 60 ปีเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 25 ปี หมายความว่าผู้เกษียณอาจต้องเตรียมเงินให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตไปจนถึงอายุ 85 ปีหรือมากกว่านั้น
นายพิพัฒน์ ยังแนะนำว่า การลงทุนเพื่อเกษียณควรเริ่มให้เร็ว กระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมกับช่วงอายุ และไม่หยุดลงทุนทั้งหมดเมื่อถึงวัยเกษียณ เพราะเงินที่สะสมไว้ยังต้องรองรับค่าใช้จ่ายต่อไปอีก 20-30 ปี การถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัยทั้งหมดจึงอาจทำให้เงินเติบโตไม่ทันเงินเฟ้อ
KKP เปิด Retirement Solution วางแผนลงทุนตั้งแต่ก่อนเกษียณถึงหลังเกษียณ
จากโจทย์ดังกล่าว กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) จึงเปิดตัว KKP Retirement Solution โดยร่วมมือกับ Capital Group บริษัทบริหารจัดการลงทุนระดับโลกที่มีประสบการณ์มากกว่า 90 ปี และมีสินทรัพย์เพื่อการเกษียณภายใต้การบริหารกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาโซลูชันการลงทุนที่เหมาะกับบริบทของนักลงทุนไทย
นายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การวางแผนเกษียณเป็นหนึ่งในเป้าหมายทางการเงินที่มีความซับซ้อน เพราะต้องวางแผนล่วงหน้านาน 30-40 ปี และแต่ละคนมีต้นทุนทางการเงิน ระยะเวลา และเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกัน
ขณะเดียวกัน พอร์ตลงทุนยังจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามช่วงอายุ เพราะหากเข้าใกล้วันเกษียณแล้วยังลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงมากเกินไป เมื่อเกิดวิกฤตตลาดการเงินก็อาจกระทบเงินออมที่สะสมมาทั้งชีวิตได้
KKP จึงมองว่า Retirement Solution ไม่ใช่เพียงการนำกองทุนมาเสนอขาย แต่เป็นการออกแบบเส้นทางการวางแผนเกษียณ ตั้งแต่การพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจเป้าหมายของลูกค้า การเลือกเครื่องมือการลงทุนที่เหมาะสม ไปจนถึงการติดตามและทบทวนแผนระหว่างทาง ภายใต้แนวคิด “Set and Forget” ที่ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารพอร์ตลงทุน
โซลูชันดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่
1. ระยะสะสมความมั่งคั่ง ผ่านกองทุน KKP Ready Retire
ประกอบด้วย 4 กองทุน ได้แก่ KKP Ready Retire 2035, KKP Ready Retire 2045, KKP Ready Retire 2035 RMF และ KKP Ready Retire 2045 RMF
จุดเด่นคือ นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนตามปีที่ต้องการเกษียณ โดยกองทุนจะปรับสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนโดยอัตโนมัติ หรือ Glide Path ซึ่งจะทยอยลดความเสี่ยงเมื่อเข้าใกล้เป้าหมายเกษียณ แต่ยังคงสัดส่วนสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างการเติบโตในระยะยาว
นอกจากนี้ เมื่อถึงปีเป้าหมาย กองทุนจะปรับเข้าสู่กองทุนวัยเกษียณโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องขายหรือสับเปลี่ยนกองทุนด้วยตัวเอง
2. ระยะรับกระแสเงินสด ผ่านกองทุน KKP Retirement Income
ประกอบด้วย 2 กองทุน ได้แก่ KKP Lifelong Income และ KKP Advanced Income ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้ว โดยเน้นการสร้างกระแสเงินสดจากเงินออมที่สะสมไว้ ผ่านกลไก Auto-Redemption ที่ช่วยทยอยคืนเงินลงทุนให้ตามรอบที่กำหนด
ความแตกต่างของทั้ง 2 กองทุนอยู่ที่เป้าหมายการใช้เงินหลังเกษียณ
- KKP Lifelong Income เน้นสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ พร้อมรักษามูลค่าเงินต้นให้มีโอกาสเติบโตต่อไป เหมาะกับผู้ที่ต้องการมีรายได้ใช้จ่ายหลังเกษียณ และยังต้องการรักษาเงินต้นไว้ส่งต่อให้ลูกหลาน โดยมีระดับการจ่ายเงินประมาณ 3.5-4.5%
- KKP Advanced Income เน้นสร้างกระแสเงินสดในระดับที่สูงขึ้น ประมาณ 5-7% โดยทยอยนำเงินต้นบางส่วนออกมาใช้ควบคู่กับผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้มูลค่าเงินต้นลดลงตามระยะเวลา เหมาะกับผู้ที่ต้องการนำเงินมาใช้ดูแลไลฟ์สไตล์หลังเกษียณเป็นหลัก และไม่ได้เน้นเก็บเงินต้นไว้เป็นมรดก
ทั้งสองกองทุนมีการกระจายลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ เพื่อสร้างผลตอบแทนและรับมือกับเงินเฟ้อ แทนการเน้นลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวเหมือนแนวทางการลงทุนเพื่อเกษียณแบบเดิม
ผนึก Capital Group ออกแบบพอร์ตให้เหมาะกับคนไทย
นายณฤทธิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ Capital Group ช่วยนำความเชี่ยวชาญด้านการจัดพอร์ตเพื่อการเกษียณและการลงทุนทั่วโลกมาพัฒนาเป็นโซลูชันที่เหมาะกับนักลงทุนไทย โดยไม่ได้เป็นเพียงการนำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วในต่างประเทศมาเสนอขาย แต่มีการปรับรายละเอียดให้สอดคล้องกับบริบทของไทย ทั้งเงินเฟ้อ การจัดสรรสินทรัพย์ และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
นอกจากนี้ ยังมองว่าการลงทุนในต่างประเทศมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากโอกาสการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัด การกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ทั่วโลกจึงช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของการวางแผนเกษียณคือการเปลี่ยนมุมมองจากการให้ความสำคัญกับผลตอบแทนหรือสินทรัพย์ที่ลงทุนเป็นหลัก (Investment Centric) มาเป็นการมองเป้าหมายชีวิต (Goal-based) ว่าแต่ละคนต้องการมีเงินเท่าไหร่ในวันที่เกษียณ แล้วจึงออกแบบพอร์ตให้สอดคล้องกับเป้าหมายนั้น
พร้อมย้ำว่า แม้จะใช้แนวคิด Set and Forget แต่ไม่ได้หมายความว่าลงทุนแล้วจะไม่ต้องติดตามอีกเลย เพราะตลอดเส้นทางชีวิตอาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้เป้าหมายทางการเงินเปลี่ยนไป จึงยังต้องมีการพูดคุยและทบทวนแผนอย่างต่อเนื่อง
ชี้คนไทยต้องพึ่งตัวเอง ไม่ใช่หวังแค่เงินบำนาญหรือสิทธิลดหย่อนภาษี
ด้าน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันเงินบำนาญจากประกันสังคมสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบมาตลอดชีวิตอยู่ที่ประมาณ 5,000-7,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ อีกทั้งระบบประกันสังคมยังเผชิญความเสี่ยงที่เงินสำรองอาจไม่เพียงพอในอีก 20-30 ปีข้างหน้า
แนวทางที่อาจเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาคือการเพิ่มเงินสมทบ ขยายอายุเกษียณ หรือปรับลดสิทธิประโยชน์ ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนไม่ควรฝากความหวังไว้กับสวัสดิการภาครัฐเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ การวางแผนเกษียณไม่ได้มีแค่เรื่องเงินลงทุน แต่ยังต้องมีการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพและอุบัติเหตุ เพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างทางกระทบเงินออมที่เตรียมไว้
นายณฤทธิ์ กล่าวเสริมว่า การออมเพื่อเกษียณไม่ควรจำกัดอยู่แค่การลงทุนใน RMF เพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษี แต่ควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายว่าเมื่อเกษียณต้องการมีเงินเท่าไหร่ เพราะการลงทุนเพียงเท่าที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี อาจไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริงในอนาคต
สำหรับ KKP ตั้งเป้าหมายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของกองทุนในกลุ่ม Retirement Solution รวมถึงกองทุน RMF ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี โดยมองว่าความท้าทายสำคัญไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ แต่คือการให้ความรู้และปรับพฤติกรรมการออมของคนไทยให้เริ่มวางแผนเกษียณเร็วขึ้น
ทั้งนี้ กองทุน KKP Ready Retire ที่ไม่รวม RMF และกองทุน KKP Retirement Income เปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 26 ต.ค. - 2 พ.ย. ส่วนกองทุน KKP Ready Retire RMF เปิดเสนอขายระหว่างวันที่ 26 ต.ค. - 3 พ.ย. โดยเริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน KKP Better และ Dime หรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ธนาคารเกียรตินาคินภัทรทุกสาขา ที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล หรือโทร. 02-165-5555
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB