WorldBank2026 WorldBank2026

ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ยังเอาผิดย้อนหลังได้ 'บิ๊กตร.' แจงข้อกฎหมาย เผย จับแล้ว 78 คุมตัวอยู่ 8 คน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงชี้แจงข้อกฎหมาย แม้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงแล้ว แต่ยังเอาผิดกับผู้ฝ่าฝืนในช่วง 15-22 ต.ค.ได้ ตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงสรุปผลการจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการชุมนุมช่วง 13-22 ตุลาคม 63 ในพื้นที่นครบาล หรือ กรุงเทพฯ ดังนี้

1.การจับกุมดำเนินคดี มีการจับกุมทั้งหมด 81 ราย มีผู้ต้องหา 78 คน แบ่งเป็น

  1.1 ข้อหา ฝ่าฝืนข้อกำหนดการบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำนวน 46 ราย

  1.2 ข้อหา ร่วมกันชุมนุมมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ จำนวน 21 ราย

  1.3 ข้อหา ประทุษร้ายต่อเสรีภาพพระราชินี ตาม ป.อาญา มาตรา 110 จำนวน 3 ราย

  1.4 ข้อหา กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดที่มิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติดชมโดยสุจริตเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน มาตรา 116 จำนวน 10 ราย โดย ส่งท้องที่นอกเขตนครบาล 5 ราย 

  1.5 ข้อหา ขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ตาม ป.อาญา มาตรา 368 ปรับ จำนวน 1 ราย    

2.ผู้ถูกจับที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว 8 คน

ขณะที่ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย้ำว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ กรุงเทพฯ แล้วนั้น  การออกหมายจับ การจับกุม การควบคุมตัว การร้องทุกข์ดําเนินคดีกบผู้ที่ฝ่าฝื นข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ งที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธี พิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว

"ตํารวจสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษดําเนินคดีกับบุคคลผู้กระทําความผิดในขณะที่ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯมีผลบังคับใช้ ได้ภายในอายุความคดี แต่หากเป็นเพียงการยกเลิกหรือแก้ไข เปลี่ยนแปลงพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศ คําสั่ง หรือข้อกาหนด ที่ออกตามพระราชบัญญัติ หรือ ออกตามพระราชกําหนด แต่พระราชบัญญัติหรือพระราชกําหนด ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง กรณีเช่นนี้ต้องถือวาเป็นเพียงการยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่กำหนดขึ้นตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น มิได้ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงสาระที่เป็นกฎหมายแท้ๆ ทั้งนี้กรณี ที่ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร  จึง เป็นการยกเลิกประกาศ กําหนด คําสั่งที่กําหนดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น มิได้ยกเลิกหรือ เปลี่ยนแปลงสาระที่เป็นกฎหมายแท้ๆ"

"ดังนั้นผู้กระทําความผิดที่ฝ่าฝืนข้อกาหนด ประกาศ คําสั่ง ที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉินฯในขณะที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ มีผลใช้บังคับอยู่ และกาหนดให้  การกระทํานั้นเป็นความผิดและได้กาหนดโทษสําหรับการกระทํานั้น แม้จะยังดําเนินคดีไม่ เสร็จสิ้น หรือยัง มิได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่การกระทําก็ยังคงเป็นความผิดตามมาตรา 9 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ อยู่เช่นเดิม โดยมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 18แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อีกทั้งสิทธิการนําคดีอาญามาฟ้องมิได้ระงับไป ตามมาตรา 39  แห่ง ป.วิ.อาญา จึงต้องมีการดําเนินคดีอาญากบบุคคลดังกล่าวต่อไป"

ผู้ช่วยผบ.ตร.กล่าวว่า สรุปได้ว่า การกระทำใดๆที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15ตุลาคม ถึง เที่ยงวันที่ 22 ตุลาคม ที่เป็นการละเมิด ฝ่าผืนการพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯตาม ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตกทม.ยังสามารถดำเนินคดี ร้องทุกข์กล่าวโทษได้ โดยกระบวนการต่างๆ ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิใช่การดำเนินการตามอำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว แต่บทกำหนดโทษลงโทษตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ส่วนคดีทีมีการจับกุมแล้วก็ว่าไปตามกระบวนการ หมายความว่าหลังจากนี้หากตรวจสอบ พบมีหลักฐานการทำผิดในช่วงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ตำรวจยังดำเนินคดีได้

ด้านพ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ย้ำว่า สถานการณ์ในขณะนี้ ขอให้ระมัดระวังเรื่องการนำเสนอ Hate Speech หรือถ้อยคำกล่าวโจมตีกัน ในสังคมซึ่งอาจทําให้เป็ นการเพิ่มความขัดแย้ง

ด่วน! ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ กทม. เริ่มเที่ยงวันนี้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ