กติกาวอลเลย์บอล 30 ข้อ ผู้เล่นมือใหม่ควรรู้ ครบจบในที่เดียว
มารู้จักกติกาวอลเลย์บอล 30 ข้อ กันไว้ไม่เสียหาย เพราะวอลเลย์บอล ถือเป็นเกมกีฬายอดฮิตตลอดกาล นอกจากทักษะเฉพาะตัวของนักกีฬาทั้งในเรื่องความคล่องตัว ความแม่นยำ และการวางกลยุทธ์แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ “พลังของทีมเวิร์ก” ที่ต้องอาศัยการประสานงานที่ยอดเยี่ยมในทุกจังหวะของเกม ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง การบุก การรับ หรือการป้องกัน
ทำให้ทุกการตอบโต้กันในสนามเต็มไปด้วยความดุเดือดและสนุกสนาน ถูกใจแฟนวอลเลย์บอลทั่วโลกที่คอยติดตามโปรแกรมวอลเลย์บอลอยู่เสมอ
แต่ภายใต้เกมที่ดุเดือดนี้ ยังมีกติกาวอลเลย์บอลที่เป็นมาตรฐานสากลที่ช่วยกำหนดความยุติธรรม ความปลอดภัย และกรอบการเล่นอย่างชัดเจน ซึ่งบทความนี้จะพาผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นนักเล่นมือใหม่ นักเรียน หรือโคช ไปรู้จักกับ "กติกาวอลเลย์บอล 30 ข้อ" ที่ถูกรวบรวมและสรุปให้เข้าใจง่าย ครบจบในที่เดียว สำหรับแฟนวอลเลย์บอล ห้ามพลาดติดตามถ่ายทอดสดวอลเลย์บอลได้ผ่าน PPTV
ก่อนจะพาไปเจาะลึกทีละข้อ มาทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อนว่า "กติกาวอลเลย์บอล 30 ข้อ" คือข้อกำหนดหลักที่ใช้ในการแข่งขันวอลเลย์บอลอย่างเป็นทางการทั่วโลก โดยเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติของเกม ตั้งแต่สนาม อุปกรณ์ ทีมผู้เล่น รูปแบบการเล่น การให้คะแนน ไปจนถึงหน้าที่ของกรรมการและมารยาทของนักกีฬา ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การแข่งขันมีมาตรฐาน เป็นธรรม และปลอดภัยมากที่สุด
ประวัติวอลเลย์บอลมีมายาวนานกว่าศตวรรษ ก่อตั้งขึ้นโดย วิลเลียม จี. มอร์แกน ในปี ค.ศ. 1895 ที่สหรัฐอเมริกา โดยเริ่มต้นจากการเป็นกีฬาภายในโรงยิมที่เน้นความคล่องตัวและความร่วมมือของทีม ต่อมาได้รับความนิยมแพร่หลายจนกลายเป็นกีฬาระดับโลก
ในปี ค.ศ. 1947 ได้มีการก่อตั้งสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (Fédération Internationale de Volleyball - FIVB) ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการกำหนดกติกาสากล จัดการแข่งขันระดับโลก และส่งเสริมกีฬาวอลเลย์บอลในทุกระดับ FIVB มีบทบาทสำคัญในการอัปเดตกติกาให้ทันสมัยและเหมาะสมกับพัฒนาการของกีฬา
ดังนั้นกฎวอลเลย์บอล 30 ข้อที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้ จึงเป็นมาตรฐานที่พัฒนาโดย FIVB เพื่อให้การแข่งขันทุกระดับมีความโปร่งใส ยุติธรรม และมีกฎกติกาวอลเลย์บอลที่ปลอดภัยต่อผู้เล่นทุกคน
สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่ากติกาวอลเลย์บอลมีกี่ข้อ บังคับใช้อย่างไรบ้าง เราได้สรุปเนื้อหากติกาวอลเลย์บอลแบบย่อแต่ละข้อให้เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นฉบับที่อ่านง่ายได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา โคช หรือแฟนกีฬาที่สนใจ ก็สามารถทำความเข้าใจและนำไปใช้ได้ทันที
1. พื้นที่เล่นลูก (Playing Area)
- สนามวอลเลย์บอลมีขนาดกว้าง 9 เมตร ยาว 18 เมตร แบ่งครึ่งโดยตาข่าย
- เขตรอบสนามต้องมีพื้นที่ว่างอย่างน้อยที่สุด 3 เมตรทุกด้าน และมีที่ว่างเหนือพื้นที่เล่นลูกสูงอย่างน้อยที่สุด 7 เมตรจากพื้นสนาม (กรณีเป็นการแข่งขันระดับโลกที่จัดโดย FIVB และการแข่งขันที่เป็นทางการ เขตรอบสนามต้องมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 5 เมตรจากเส้นข้าง และ 6.5 เมตรจากเส้นหลัง มีที่ว่างเหนือพื้นที่เล่นลูกสูงอย่างน้อย 12.50 เมตรจากพื้นสนาม)
- พื้นสนามต้องเรียบ ไม่มีสิ่งกีดขวาง และมีแสงสว่างเพียงพอไม่น้อยกว่า 300 ลักซ์ (กรณีเป็นการแข่งขันระดับโลกที่จัดโดย FIVB และการแข่งขันที่เป็นทางการ อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะพื้นผิวสนามที่เป็นไม้หรือพื้นผิวสังเคราะห์เท่านั้น พื้นผิวสนามอื่นใดต้องได้รับการรับรองจาก FIVB ก่อน และจะต้องมีความสว่างไม่น้อยกว่า 2000 ลักซ์ โดยวัดที่ระดับความสูงจากพื้นสนาม 1 เมตร)
- สีพื้นสนามต้องสว่าง กรณีเป็นการแข่งขันระดับโลกที่จัดโดย FIVB และการแข่งขันที่เป็นทางการ เส้นสนามต้องเป็นสีขาวกว้าง 5 เซนติเมตร ส่วนพื้นสนามแข่งขันและบริเวณเขตรอบสนามต้องเป็นสีอื่นที่แตกต่างกันออกไป สนามแข่งขันอาจมีสีที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถเห็นความแตกต่างระหว่าง แดนหน้า กับแดนหลัง
- พื้นที่อบอุ่นร่างกายจะต้องมีขนาด 3x3 เมตร นอกเขตรอบสนามด้านเดียวกับม้านั่งของทีม โดยไม่กีดขวางทางชมของผู้ชม หรืออาจจะกำหนดให้อยู่บริเวณด้านหลังม้านั่งของทีม ซึ่งบริเวณที่นั่งชม จะต้องอยู่สูงจากพื้นสนาม 2.50 เมตรขึ้นไป
2. ตาข่ายและเสาขึงตาข่าย (Net and Posts)
- ความสูงของตาข่าย : ชาย 2.43 เมตร / หญิง 2.24 เมตร
- ตาข่ายต้องมีความยาว 9.5- 10 เมตร และกว้าง 1 เมตร (+ / - 3 ซม) ทำด้วยวัสดุสีดำเป็นตาสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 10 ตารางเซนติเมตร
- เสาตึงตาข่ายอยู่ห่างจากเส้นข้าง 0.5-1 เมตร มีความสูง 2.55 เมตร สามารถปรับระดับได้ (กรณีเป็นการแข่งขันระดับโลกที่จัดโดย FIVB และการแข่งขันที่เป็นทางการ เสาขึงตาข่ายต้องยึดติดกับพื้นสนาม ห่างจากเส้นข้าง 1 เมตร และต้องมีนวมหุ้ม)
3. ลูกบอล (Balls)
- ลูกบอลต้องเป็นทรงกลม ทำจากหนังฟอกหรือวัสดุสังเคราะห์ที่ยืดหยุ่น
- มีเส้นรอบวง 65-67 ซม. น้ำหนัก 260-280 กรัม
- ต้องมีแรงดันอากาศภายใน 0.30-0.325 กก./ซม.²
4. ทีม (Teams)
- ทีมหนึ่งประกอบด้วยผู้เล่นสูงสุด 12 คน รวมคณะและคณะแพทย์ (กรณีเป็นการแข่งขันระดับโลกที่จัดโดย FIVB ประเภทประชาชน สามารถมีผู้เล่นได้ถึง 14 คน)
- มีเจ้าหน้าที่ทีมที่สามารถนั่งที่ม้านั่งทีมไม่เกิน 5 คนรวม ส่วนผู้จัดการทีม และหรือนักข่าวประจำทีม ไม่สามารถนั่งบริเวณที่นั่งผู้เล่นหรือด้านหลังที่นั่งภายในพื้นที่ควบคุม หากคณะแพทย์ไม่ได้รวมอยู่ในเจ้าหน้าที่ทีมบนม้านั่ง จะต้องนั่งที่อื่น ๆ ที่ภายในพื้นที่ควบคุมหรือนั่งในบริเวณที่พิเศษ ซึ่งได้ระบุเป็นพิเศษไว้ในคู่มือการแข่งขัน
- เฉพาะผู้ร่วมทีมเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าในบริเวณพื้นที่เล่นลูก นั่งบนม้านั่งระหว่างการแข่งขัน และร่วมการอบอุ่นร่างกายก่อนการแข่งขัน
- การใช้อุปกรณ์รัดป้องกันการบาดเจ็บจะต้องเป็นสีเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นส่วนของชุดแข่งขัน สีดำ สีขาว หรือ สีกลาง ๆ สามารถใช้ได้ ทั้งนี้ผู้เล่นที่ใช้อุปกรณ์นี้จะต้องใช้สีที่เหมือนกัน
- ตําแหน่งวอลเลย์บอล แบ่งตำแหน่งเป็น Setter (ตัวเซต), Opposite Hitter (ตัวตบตรงข้าม), Middle Blocker Hitter (ตัวตีกลาง), Outside hitter (ตัวตบหัวเสา), Defensive Specialist (ตัวรับเสริม) และ Libero (ตัวเล่นอิสระ)
- ผู้เล่นสำรองสามารถสลับลงสนามได้ตามจำนวนการเปลี่ยนตัวที่กำหนด (สูงสุด 6 ครั้งต่อเซต)
5. ผู้นําของทีม (Team Leaders)
กฎวอลเลย์บอลระบุไว้ว่าหัวหน้าทีมและเป็นผู้รับผิดชอบความประพฤติและระเบียบวินัยของผู้ร่วมทีม ผู้เล่นตัวรับอิสระสามารถเป็นหัวหน้าทีม (Team Captain) หรือหัวหน้าทีมในสนาม (Game Captain) ได้
ตลอดการแข่งขันทําหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการเล่นของทีมภายนอกบริเวณพื้นที่เล่นลูก เป็นผู้เลือกผู้เล่น 6 คนแรก เปลี่ยนตัวผู้เล่น และขอเวลานอก หากไม่อยู่ นอกจากทีมไม่มีผู้ช่วยที่จะทำหน้าที่แทน หัวหน้าทีมจะทำหน้าที่ขอเวลานอกและเปลี่ยนตัวผู้เล่นแทน
6. การได้คะแนน การชนะในแต่ละเซต และการชนะในแต่ละนัด (To Score a Point, To Win a Set and The Match)
- การคิดคะแนนวอลเลย์บอลยึดตามหลัก “Rally Point System” หรือที่เรียกว่า ระบบการนับคะแนนทุกการเล่น หมายความว่า ไม่ว่าทีมใดเป็นฝ่ายเสิร์ฟ ถ้าจบการเล่นแล้วมีทีมใดทีมหนึ่งทำได้ดีกว่า ก็จะได้คะแนนทันที สถานการณ์ที่ทีมจะได้คะแนน ได้แก่
- ทําให้ลูกบอลตกลงบนพื้นสนามของฝ่ายตรงข้าม
- ฝ่ายตรงข้ามทำลูกบอลตกพื้นในแดนของตนเอง
- ฝ่ายตรงข้ามตีลูกออกนอกสนาม
- ฝ่ายตรงข้ามทำผิดกติกา เช่น สัมผัสตาข่าย เล่นเกิน 3 ครั้ง หรือลูกบอลไม่ข้ามตาข่าย
- ฝ่ายตรงข้ามเสิร์ฟพลาด เช่น เสิร์ฟติดตาข่ายหรือเสิร์ฟออก
- การชนะในแต่ละเซต ทีมที่ทําได้ 25 คะแนนก่อน (ยกเว้นเซตตัดสิน) จะเป็นทีมชนะการแข่งขันเซตนั้น ถ้าทําคะแนนได้ 24-24 คะแนนเท่ากัน จะต้องแข่งขันกันต่อไปจนกว่าทีมใดทีมหนึ่งทําคะแนนนําอีกทีมหนึ่ง 2 คะแนน ทีมที่ทำได้ 3 เซตก่อนจะเป็นทีมที่ชนะในการแข่งขัดนัดนั้น ถ้าทำได้ 2-2 เซตเท่ากันจะต้องแข่งเซตตัดสินที่ 15 คะแนน และต้องมีคะแนนนำอีกทีมอย่างน้อย 2 คะแนน
7. โครงสร้างของการแข่งขัน (Structure of Play)
- ก่อนแข่งขันจะต้องมีการเสี่ยงว่าทีมใดจะได้เสิร์ฟก่อน และอยู่ในแดนใด โดยผู้ตัดสินที่ 1 เป็นผู้เสี่ยง และมีหัวหน้าทีมทั้งสองทีมอยู่ด้วย ทีมที่ชนะการเสี่ยงจะได้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่าง ‘ได้สิทธ์เสิร์ฟหรือรับลูกเสิร์ฟก่อน’ หรือ ‘แดนใดแดนหนึ่ง’
- การอบอุ่นร่างกายก่อนแข่งวอลเลย์บอลมีเวลา 6 หรือ 10 นาทีสำหรับอบอุ่นร่างกายพร้อมกันที่ตาข่าย ขึ้นอยู่กับว่ามีสนามอบอุ่นร่างกายแยกหรือไม่ ถ้าหัวหน้าทีมต้องการอบอุ่นร่างกายแยก จะได้ทีมละ 3 หรือ 5 นาที โดยทีมที่เสิร์ฟก่อนจะได้อบอุ่นร่างกายที่ตาข่ายก่อน และผู้เล่นต้องใส่ชุดแข่งขันตลอดช่วงพิธีการก่อนแข่งขันและช่วงอบอุ่นร่างกาย
- ผู้เล่นในสนามต้องมี 6 คนตลอดเวลา โดยตำแหน่งเริ่มต้นของทีมจะแสดงถึงลำดับการหมุนตำแหน่งของผู้เล่นในสนาม ซึ่งลำดับนี้จะคงอยู่ตลอดเซตนั้น ขณะที่ผู้เสิร์ฟทําการเสิร์ฟ แต่ละทีมต้องอยู่ในแดนของตนเองตามลําดับการหมุนตําแหน่ง (ยกเว้นผู้เสิร์ฟ) หากมีการอยู่ผิดตำแหน่งจะถือว่าผิดกติกา และเมื่อเสิร์ฟแล้ว ผู้เล่นจึงจะสามารถเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งใด ๆ ก็ได้ในแดนและเขตรอบสนามของตน
8. รูปแบบการเล่น (States of Play)
ในกติกาวอลเลย์บอลล่าสุด ระบุว่า “รูปแบบการเล่น” หมายถึงสถานะต่าง ๆ ที่ลูกบอลและผู้เล่นอยู่ในสนามระหว่างเกม ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจและการดำเนินเกม
ลูกบอลอยู่ในการเล่น (Ball in Play)
- ลูกจะอยู่ในการเล่นตั้งแต่ขณะที่ทําการเสิร์ฟ โดยผู้ตัดสินที่ 1 เป็นผู้อนุญาต
- ในช่วงนี้ ผู้เล่นสามารถสัมผัสลูกบอลตามกติกาเพื่อส่งบอล รุก หรือบล็อก
ลูกบอลตาย (Ball Out of Play)
- ลูกบอลที่ไม่อยู่ในการเล่น ตั้งแต่ขณะที่มีการทำผิดกติกา เช่น สัมผัสลูกบอลเกินครั้งที่กำหนด หรือสัมผัสตาข่าย
ลูกลงในสนาม (Ball In) หรือลูกดี
- ลูกบอลส่วนใดส่วนหนึ่งตกพื้นในสนามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รวมทั้งเส้นเขตสนาม
ลูกออกนอกสนาม (Ball Out) หรือลูกออก
- ลูกบอลทุกส่วนถูกพื้นสนามนอกเส้นเขตรอบสนาม
- ลูกบอลถูกสิ่งกีดขวางภายนอกสนาม เสาอากาศ เชือก เสา ตาข่ายนอกแถบข้าง หรือผู้ที่ไม่ได้อยู่ในการเล่น
- ลูกบอลลอดใต้ตาข่ายไปยังแดนทีมตรงข้ามอย่างสมบูรณ์
9. การเล่นลูกบอล (Playing the Ball)
- ตามกฎกติกาวอลเลย์บอล ลูกบอลสามารถสัมผัสได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นมือ แขน หัว หรือส่วนอื่น ๆ
- แต่ละทีมต้องเล่นลูกบอลภายในพื้นที่เล่นลูก และพื้นที่ว่างเหนือตาข่ายของทีมตนเอง อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นสามารถนำลูกบอลกลับมาเล่นจากนอกเขตพื้นที่เล่นลูกในแดนของตนเอง และบริเวณเหนือโต๊ะบันทึกตลอดแนวความยาวของโต๊ะได้
- ทีมผู้เล่นมีสิทธิ์สัมผัสลูกบอลได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ก่อนส่งลูกข้ามไปยังฝ่ายตรงข้าม
- ผู้เล่นคนเดียวกันไม่สามารถสัมผัสลูกบอลติดต่อกันสองครั้งได้ ยกเว้นในกรณีบล็อก (Block) ที่อนุญาตให้สัมผัสลูกบอลสองครั้งติดต่อกันได้
- การสัมผัสลูกบอลต้องทำให้ลูกบอลไม่หยุดหรือจับค้าง แต่ต้องเป็นการเล่นที่ต่อเนื่องและรวดเร็ว
- ห้ามให้ผู้เล่นอาศัยเพื่อนร่วมทีมหรือสิ่งใด ๆ เพื่อช่วยให้ไปถึงลูกบอล ยกเว้นผู้เล่นที่กำลังจะผิดกติกา เพื่อนร่วมทีมสามารถหยุดหรือดึงผู้เล่นนั้นได้
10. ลูกบอลที่บริเวณตาข่าย (Ball at the Net)
ลูกบอลที่ส่งไปยังแดนทีมตรงข้าม จะต้องข้ามเหนือตาข่าย โดยพื้นที่แนวตั้งที่นับว่าเป็นลูกข้ามตาข่ายจะต้องอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่กำหนด คือ เหนือขอบบนตาข่าย ไม่เกินออกไปจากเสาอากาศและแนวสมมติที่สูงขึ้นไป
ลูกบอลสามารถสัมผัสตาข่ายได้ขณะข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้ โดยไม่ถือเป็นการผิดกติกา
11. ผู้เล่นที่บริเวณตาข่าย (Player at the Net)
- ผู้เล่นสามารถถูกเสา เชือก หรือ ส่วนอื่น ๆ ที่อยู่นอกเสาอากาศรวมถึงตัวตาข่ายได้ ทั้งนี้จะต้องไม่รบกวนการเล่นของฝ่ายตรงข้าม ยกเว้น Assisted Hit
- การล้ำเส้นแบ่งแดนไปยังแดนตรงข้าม ทำได้ก็ต่อเมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้ายังสัมผัสหรืออยู่เหนือเส้นแบ่งแดน และไม่รบกวนการเล่นของฝ่ายตรงข้าม
- ห้ามถูกตาข่ายระหว่างเสาอากาศในขณะเล่นลูก ยกเว้นลูกบอลพุ่งชนตาข่าย และทำให้ตาข่ายถูกผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม ไม่ถือว่าผิดกติกา
- พฤติกรรมที่ถือว่าผู้เล่นทําผิดที่บริเวณตาข่าย (Player fault at the net) ยกตัวอย่างเช่น ผู้เล่นถูกลูกบอลหรือถูกผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม ในแดนของฝ่ายตรงข้ามก่อน หรือในระหว่างที่ฝ่ายตรงข้ามทําการรุก การจับหรือดึงตาข่าย การใช้ตาข่ายเพื่อช่วยเหลือหรือทรงตัว
12. การเสิร์ฟ (Service)
- เป็นการนําลูกบอลเข้าสู่การเล่น โดยผู้เสิร์ฟคือผู้เล่นตําแหน่งหลังขวาที่อยู่ในเขตเสิร์ฟ
- ผู้เล่นต้องยืนอยู่หลังเส้นหลัง (เส้นเสิร์ฟ) ขณะทำการเสิร์ฟ และต้องเสิร์ฟภายในเวลา 8 วินาที หลังจากผู้ตัดสินที่ 1 เป่านกหวีดให้เสิร์ฟ
- ลำดับการเสิร์ฟจะต้องเป็นไปตามที่บันทึกไว้ในใบส่งตำแหน่ง
- ลูกบอลต้องถูกตีด้วยมือหรือแขนครั้งเดียว ไม่อนุญาตให้โยนบอลหลายครั้งก่อนตี
- ลูกบอลที่โดนตาข่ายระหว่างเสิร์ฟและข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามถือว่าเป็นการเสิร์ฟที่ถูกต้องและเล่นได้
- ห้ามผู้เสิร์ฟเหยียบหรือก้าวข้ามเส้นหลังขณะเสิร์ฟ
- ห้ามผู้เล่นฝ่ายเสิร์ฟกระทำพฤติกรรมที่กำบังฝ่ายตรงข้ามเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่ม เพื่อบดบังการมองเห็นการเสิร์ฟและวิถีของลูกบอล ยกเว้นหากฝ่ายรับยังสามารถมองเห็นได้ จะไม่เป็นการกำบัง
13. การรุก (Attack Hit)
- การรุกสามารถทำได้โดยการตีลูกด้วยมือหรือแขน โดยลูกบอลต้องถูกส่งข้ามตาข่ายไปยังฝั่งตรงข้าม
- การรุกจะสมบูรณ์ เมื่อลูกได้ข้ามแนวดิ่งของตาข่ายไปแล้วทั้งลูก หรือเมื่อลูกบอลถูกฝ่ายตรงข้าม
- ผู้เล่นแนวหน้า (Front-row players) สามารถโจมตีบอลได้จากทุกตำแหน่งในสนาม ถ้าการถูกลูกบอลอยู่ภายในแดนของตนเอง
- ผู้เล่นแนวหลัง (Back-row players) สามารถรุกได้ทุกระดับความสูงจากหลังแดนหน้าโดยขณะกระโดด เท้าข้างหนึ่งหรือสองข้างจะต้องไม่แตะหรือข้ามเส้นรุก แต่หลังจากตบลูกแล้ว สามารถลงยืนในเขตรุกได้ และสามารถรุกได้เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของลูกบอลอยู่ต่ำกว่าขอบบนสุดของตาข่าย
- การรุกที่ผิดกติกา ยกตัวอย่างเช่น
- การตีลูกในแดนทีมตรงข้าม
- การตบลูกออกเขตสนาม
- ผู้เล่นแนวหลังรุกโดยสมบูรณ์ในเขตรุกขณะที่ลูกบอลทั้งลูกยังอยู่เหนือขอบบนสุดของตาข่าย
14. การสกัดกั้น (Block)
- ผู้เล่นแนวหน้าเท่านั้นมีสิทธิ์กระโดดขึ้นมาบล็อกลูกบอลที่มาจากฝ่ายตรงข้ามโดยสมบูรณ์
- มือและแขนต้องอยู่ในแนวเหนือขอบบนของตาข่ายขณะบล็อก
- ในการสกัดกั้น ผู้เล่นสามารถยื่นมือและแขนล้ำเหนือตาข่ายได้ ถ้าไม่กีดขวางการเล่นของทีมตรงข้าม จะไม่อนุญาตให้ถูกลูกบอลในแดนของทีมตรงข้ามก่อนที่ทีมตรงข้ามได้ทําการรุก
- หลังจากบล็อกเสร็จแล้ว ทีมสามารถสัมผัสบอลได้อีก 3 ครั้งเพื่อส่งลูกไปยังฝ่ายตรงข้าม
- การบล็อกจะไม่สามารถทำได้เมื่อลูกบอลนั้นเป็น ‘ลูกเสิร์ฟ’ จากทีมตรงข้าม
15. การหยุดการเล่น (Interruptions)
สำหรับกติกาวอลเลย์บอล 30 ข้อ จะมีช่วงเวลาที่สามารถขอหยุดการเล่นชั่วคราวตามกติกาเพื่อให้การจัดการเกมเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม ซึ่งเรียกว่า “การหยุดการเล่นตามกติกา” โดยปกติจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ดังนี้
การขอเวลานอก (Timeouts)
- แต่ละทีมมีสิทธิ์ขอเวลานอกได้ 2 ครั้งต่อเซต แต่ละครั้งใช้เวลานอกได้นาน 30 วินาที สามารถใช้เพียง 1 ครั้งหรือ 2 ครั้งติดกันได้
- ใช้เพื่อวางแผน แก้ไขแทกติก หรือพักผู้เล่น
- ทำได้โดยแสดงสัญญาณมือในขณะที่ลูกตาย และก่อนสัญญาณนกหวีดเพื่อการเสิร์ฟ
*สำหรับการแข่งขันระดับโลกที่จัดโดย FIVB และการแข่งขันที่เป็นทางการ ช่วงเวลาของเวลานอกอาจมีการปรับได้ตามการร้องขอของเจ้าภาพ ทั้งนี้ต้องได้รับการรับรองจาก FIVB และจะต้องใช้ออด และแสดงสัญญาณมือเพื่อขอเวลานอก
การเปลี่ยนตัวผู้เล่น (Substitutions)
- ทีมสามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นได้สูงสุด 6 ครั้งต่อเซต
- การเปลี่ยนตัวต้องแจ้งกรรมการและทำตามขั้นตอนที่กำหนด
- ผู้เล่นสามารถถูกเปลี่ยนตัวออกจากการเล่น และกลับเข้าไปเล่นในตำแหน่งเดิมได้เพียง 1 ครั้ง
- ผู้เล่นที่ถูกให้ออกหรือถูกตัดสิทธิ์ออกจากการแข่งขัน จะต้องเปลี่ยนตัวตามปกติทันที ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนตัวตามปกติได้ ทีมมีสิทธิ์ขอเปลี่ยนตัวกรณีพิเศษได้ แต่ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนตัวกรณีพิเศษได้ ทีมจะต้องถูกปรับเป็นไม่พร้อมที่จะแข่งขัน
*สำหรับการแข่งขันระดับโลกที่จัดโดย FIVB และการแข่งขันที่เป็นทางการให้ใช้ป้ายเปลี่ยนตัวเพื่ออํานวยความสะดวกในการเปลี่ยนตัว (ยกเว้นในกรณีที่มีการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในการส่งข้อมูลให้ผู้บันทึก)
โดยการขอหยุดเล่นสามารถขอได้โดยผู้หรือในกรณีที่ไม่อยู่จะขอโดยผู้ช่วย หรือหัวหน้าทีมที่ลงแข่งขัน (Game captain) เท่านั้น
16. การถ่วงเวลาการเล่น (Game Delays)
- ห้ามทีมจงใจถ่วงเวลา เช่น ไม่พร้อมเสิร์ฟ เปลี่ยนตัวช้า
- หากฝ่าฝืนจะได้รับคำเตือน หรือบทลงโทษตามลำดับ
17. การหยุดการเล่นที่ได้รับการยกเว้น (Exceptional Game Interruptions)
- ผู้เล่นบาดเจ็บรุนแรง: เมื่อมีผู้เล่นได้รับบาดเจ็บที่ต้องได้รับการช่วยเหลือหรือปฐมพยาบาลทันที กรรมการจะสั่งหยุดเกมเพื่อความปลอดภัยและให้การรักษา
- ปัญหาทางเทคนิคหรือสถานการณ์ภายนอก: เช่น ไฟดับ อุปกรณ์ในสนามเสียหาย หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและความเป็นธรรมของการแข่งขัน
- เหตุการณ์ผิดปกติที่ส่งผลต่อเกม: เช่น สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยในกรณีเล่นกลางแจ้ง หรือมีสิ่งรบกวนภายนอกอย่างรุนแรง
ระยะเวลาการหยุดเล่น
การหยุดเล่นในกรณีนี้จะได้รับการยกเว้นเวลาจากการจับเวลาการแข่งขัน
กรรมการจะประเมินสถานการณ์และอนุญาตให้การแข่งขันดำเนินต่อเมื่อทุกอย่างพร้อมและปลอดภัย
การหยุดเล่นครั้งเดียว หรือหลายครั้งรวมเกิน 4 ชั่วโมงจะต้องทำการเล่นนัดนั้นใหม่
18. การหยุดพักและการเปลี่ยนแดน (Intervals and Change of Courts)
- หยุดพัก 3 นาทีระหว่างแต่ละเซต
- เมื่อการแข่งขันแต่ละเซตจบลง จะมีการเปลี่ยนแดน ยกเว้นเซตตัดสินจะมีการเปลี่ยนแดนเมื่อฝ่ายหนึ่งได้ 8 แต้ม
19. ผู้เล่นตัวรับอิสระ (The Libero Player)
ตัวรับอิสระ หรือที่เรียกกันว่า Libero คือผู้เล่นพิเศษในทีมวอลเลย์บอลที่มีหน้าที่หลักในการรับลูกเสิร์ฟและการเล่นรับ โดยจะสวมเสื้อสีที่แตกต่างจากเพื่อนร่วมทีมเพื่อให้กรรมการและผู้ชมสามารถแยกแยะได้ชัดเจน
- เน้นการรับลูกและป้องกัน : Libero จะไม่ทำหน้าที่บุกหรือตีลูกเพื่อทำคะแนน แต่จะเน้นการรับบอลและส่งบอลให้ผู้เล่นฝ่ายรุก
- ตำแหน่งในสนาม : ตัวรับอิสระสามารถอยู่ในสนามได้เพียงคนเดียว สามารถเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นตำแหน่งหลังสนามได้บ่อยครั้งโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่จะไม่สามารถเปลี่ยนตัวกับผู้เล่นตำแหน่งหน้าได้ และสามารถเปลี่ยนได้ในขณะลูกตายและก่อนสัญญาณนกหวีดดัง
ข้อจำกัดการเล่น :
- Libero ห้ามทำการเสิร์ฟ (ยกเว้นในบางการแข่งขันที่อนุญาต)
- ห้ามบล็อกลูกหรือพยายามสกัดกั้นลูกบอลเหนือขอบตาข่าย
- ห้ามโจมตีลูกบอลจากด้านหน้าของเขตโจมตี (เขตหน้า 3 เมตร)
กรณีที่ตัวรับอิสระถูกให้ออกจากการแข่งขัน หรือถูกตัดสินออกจากการแข่งขัน จะสามารถเปลี่ยนตัวกับตัวรับอิสระคนที่ 2 ได้ทันที หากทีมมีตัวรับอิสระคนเดียว หรือหัวหน้าทีมสามารถใช้สิทธิ์ขอตั้งตัวรับอิสระใหม่ได้
20. ข้อกําหนดเรื่องมารยาท (Requirements of Conduct)
- ผู้เล่น และเจ้าหน้าที่ต้องแสดงออกถึงความมีน้ำใจนักกีฬา
- ห้ามใช้คำพูด กิริยาหรือแสดงอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมต่อกรรมการหรือคู่แข่ง
- ต้องเคารพคำตัดสิน และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่การแข่งขัน หากมีข้อสงสัย สามารถขอคำชี้แจงจากผู้ตัดสินได้โดยให้หัวหน้าทีมเป็นผู้ขอคำชี้แจง
21. การผิดมารยาทและการลงโทษ (Misconduct and Its Sanctions)
คำเตือน (Warning)
- เป็นการตักเตือนเบื้องต้นเมื่อผู้เล่นหรือเจ้าหน้าที่ทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเล็กน้อย
- ผู้กระทำผิดจะได้รับคำเตือนจากกรรมการผ่านหัวหน้าทีม แต่ไม่มีผลต่อคะแนนของเกม
ใบเหลือง (Yellow Card)
- เป็นการตักเตือนอย่างเป็นทางการ
- ใบเหลืองจะแจ้งให้ผู้เล่นหรือเจ้าหน้าที่ทราบว่าพฤติกรรมที่ทำอยู่ไม่เป็นที่ยอมรับและต้องระวัง
- การให้ใบเหลืองไม่มีผลต่อคะแนน แต่ถ้าผู้เล่นได้รับใบเหลืองซ้ำในเกม อาจนำไปสู่การลงโทษที่รุนแรงขึ้น
ใบแดง (Red Card)
- เป็นการลงโทษร้ายแรงสำหรับการกระทำที่หยาบคายครั้งแรก
- ฝ่ายตรงข้ามจะได้รับคะแนนทันทีจากการกระทำผิดนี้
ใบแดงและใบเหลืองคู่กัน
- เป็นการลงโทษร้ายแรงสำหรับการกระทำที่ก้าวร้าวครั้งแรก หรือหยาบคายครั้งที่ 2 ในการแข่งขันดันนั้นโดยผู้เล่นคนเดียวกัน
- ผู้ที่โดนลงโทษให้ออกจากการแข่งขัน จะไม่สามารถเข้าร่วมทีมตลอดเซตนั้น ต้องออกไปยังห้องแต่งตัวจนจบเซต
ใบแดงและใบเหลืองแยกกัน
- เป็นการลงโทษร้ายแรงสำหรับการทําร้ายร่างกาย การใช้ความรุนแรง ใช้พฤติกรรมข่มขู่ รวมถึงการกระทำที่ก้าวร้าวครั้งที่ 2 หรือหยาบคายครั้งที่ 3 โดยสมาชิกคนเดิมในนัดนั้น
- ผู้ที่โดนตัดสิทธิ์ให้ออกจากการแข่งขัน จะต้องเปลี่ยนตัวตามปกติหรือเปลี่ยนตัวในกรณีพิเศษทันที และต้องออกไปยังห้องแต่งตัวจนจบนัดนั้น
การลงโทษอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
- การตัดคะแนน หรือการให้คะแนนแก่ฝ่ายตรงข้าม
- การสั่งพักการแข่งขันชั่วคราวเพื่อแก้ไขสถานการณ์
- การตัดสินใจโดยกรรมการอาวุโสในกรณีที่มีข้อพิพาท
22. คณะกรรมการตัดสินและการปฏิบัติหน้าที่ (Refereeing Corps and Procedures)
คณะกรรมการตัดสินจะประกอบด้วยหลายตำแหน่งหลัก ได้แก่ ผู้ตัดสินที่ 1, ผู้ตัดสินที่ 2, ผู้ตัดสินชาเลนจ์, ผู้ตัดสินสำรอง ผู้บันทึก และผู้กำกับเส้น 4 คน (หรือ 2 คน) ทำหน้าที่ตัดสินเกมโดยพิจารณาตามกฎของวอลเลย์บอล
กรณีเป็นการแข่งขันระดับโลกที่จัดโดย FIVB และการแข่งขันที่เป็นทางการต้องมีผู้ตัดสินชาเลนจ์1 คน (ถ้ามีการใช้ระบบวีดิโอชาเลนจ์) ผู้ตัดสินสํารอง 1 คน และต้องมีผู้ช่วยผู้บันทึกการแข่งขัน 1 คน
23. ผู้ตัดสินที่ 1 (First Referee)
มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินในสนาม สามารถตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ แม้เป็นเรื่องที่ไม่มีในกติกา
ตำแหน่งจุดยืนของผู้ตัดสินที่ 1 จะอยู่บนที่ยืนสำหรับผู้ตัดสินที่ตั้งไว้ปลายสุดด้านหนึ่งของตาข่าย
ก่อนการแข่งขันมีหน้าที่ตรวจสอบสนาสม ลูกบอล และอุปกรณ์ ควบคุมการอบอุ่นร่างกายของทีม และทำการเสี่ยงร่วมกับหัวหน้าทีมทั้ง 2
ระหว่างการแข่งขันมีหน้าที่ควบคุมสถานการณ์การแข่งขัน ได้แก่ เป่านกหวีดให้สัญญาณต่าง ๆ การตักเตือนทีม การตัดสินความผิด และการทำโทษ
24. ผู้ตัดสินที่ 2 (Second Referee)
- ยืนตรงข้ามกับผู้ตัดสินที่ 1 คอยสนับสนุนและตรวจสอบข้อผิดพลาดฝั่งตรงข้าม
- รับผิดชอบการเปลี่ยนตัว การขอเวลานอก ตำแหน่งของผู้เล่นแนวหลัง ควบคุมผู้ร่วมทีมที่นั่งบนม้านั่ง และผู้เล่นในเขตอบอุ่นร่างกาย
- มีหน้าที่ตรวจตำแหน่งของผู้เล่นในสนามให้เป็นไปตามใยส่งตำแหน่ง
- สามารถตัดสินใจในกรณีการล้ำเขตแดน การเสิร์ฟผิดตำแหน่ง การสกัดกั้นโดยสมบูรณ์ของผู้เล่นแนวหลังหรือตัวรับอิสระ ลูกบอลถูกสิ่งกีดขวางนอกสนาม
25. ผู้ตัดสินชาเลนจ์ (Challenge Referee)
- กรณีเป็นการแข่งขันระดับโลกที่จัดโดย FIVB และการแข่งขันที่เป็นทางการ ถ้ามีใช้ระบบวีดิโอชาเลนจ์จำเป็นต้องมีผู้ตัดสินชาเลนจ์
- ทำหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการทำชาเลนจ์ หลังจากเสร็จสิ้น ผู้ตัดสินชาเลนจ์ต้องให้คำแนะนำกับผู้ตัดสินที่ 1 ถึงความผิดที่เกิดขึ้น
26. ผู้ตัดสินสำรอง (Reserve Referee)
- กรณีเป็นการแข่งขันระดับโลกที่จัดโดย FIVB และการแข่งขันที่เป็นทางการ ต้องมีผู้ตัดสินสำรอง 1 คน
- ทำหน้าที่แทนผู้ตัดสินที่ 2 ในกรณีที่ผู้ตัดสินที่ 2 ไม่สามารถทําหน้าที่ต่อได้ หรือในกรณีที่ผู้ตัดสินที่ 2 ต้องทําหน้าที่แทนผู้ตัดสินที่ 1
27. ผู้บันทึก (Score)
- จดบันทึกคะแนน การหมุนเวียนตำแหน่ง การเปลี่ยนตัว และเวลานอก
- จดบันทึกเหตุการณ์ใด ๆ ที่ผู้ตัดสินที่ 2 แจ้ง บันทึกการลงโทษทุกอย่าง และการขออนุญาตที่ผิดระเบียบ
28. ผู้ช่วยผู้บันทึก (Assistant Scorer)
- กรณีเป็นการแข่งขันระดับโลกที่จัดโดย FIVB และการแข่งขันที่เป็นทางการ จำเป็นต้องมีผู้ช่วยบันทึก 1 คน
- คอยช่วยผู้บันทึกในการตรวจสอบความถูกต้องของการหมุนเวียนและการเสิร์ฟ
- เป็นผู้พลิกและตรวจสอบความถูกต้องของป้ายคะแนนบนโต๊ะผู้บันทึก
- ทำหน้าที่แทนในกรณีที่ผู้บันทึกไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
29. ผู้กํากับเส้น (Line Judges)
- ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่มุมสนามทั้ง 4 ด้าน (ใช้ 2 หรือ 4 คน ตามระดับการแข่งขัน)
- ใช้ธงเป็นสัญญาณบอกว่าบอลลงในหรือนอกสนาม การเหยียบเส้นขณะเสิร์ฟ หรือบอลแตะผู้เล่น
30. สัญญาณที่ใช้อย่างเป็นทางการ (Official Signals)
ตามกติกาวอลเลย์บอล กรรมการจะใช้ท่าทางมือและสัญญาณต่าง ๆ เพื่อสื่อสารกับผู้เล่น และผู้ชมอย่างชัดเจนและรวดเร็ว
สัญญาณมือของผู้ตัดสิน (Referees’ Hand Signals)
- หลังจากเป่านกหวีดเพื่อหยุดเกม ผู้ตัดสินต้อง ใช้มือแสดงเหตุผลของการเป่า โดยแสดงท่าทางอย่างชัดเจน และ ค้างสัญญาณไว้ชั่วขณะ เพื่อให้ทุกฝ่ายรับรู้การตัดสิน ยกตัวอย่างเช่น
- ยกแขนข้างหนึ่งชี้ตรงไปที่ทีมใดทีมหนึ่ง = ทีมที่ได้คะแนน
- ชูมือขวาตรงเหนือศีรษะ = ลูกบอลถูกเล่นผิดกติกา
- กางนิ้ว 2 ข้างชี้ลงพื้นด้านหน้า = ลูกบอลตกพื้นภายในสนาม
- หมุนแขนเป็นวง = หมุนเวียนผู้เล่นผิด
สัญญาณธงของผู้กำกับเส้น (Linesjudges’ Flag Signals)
- ผู้กำกับเส้นจะใช้ ธงผืนเล็ก (ธงสีแดง) เพื่อแสดงผลการตัดสินเมื่อมีลูกบอลออกนอกสนาม หรือฝ่าฝืนกติกาบางประเภท โดยต้องค้างสัญญาณไว้ชั่วครู่เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น
- ชี้ธงตรงไปยังพื้นสนาม = ลูกบอลลงในเขตสนาม
- ชูธงขึ้นตรง ๆ เหนือศีรษะ = ลูกบอลออกนอกสนาม
- โบกธงหน้าตัวเอง = ลูกบอลข้ามเส้นเสิร์ฟผิดกติกา
- ชี้ธงไปยังผู้เล่น = ผู้เล่นสัมผัสลูกก่อนลูกออก
สรุปกติกาวอลเลย์บอล 30 ข้อ อ่านจบแล้วใช้ได้เลย
จากรายละเอียดทั้งหมดที่สรุปไว้ในบทความนี้ ผู้อ่านจะเห็นได้ว่ากติกาวอลเลย์บอล 30 ข้อนั้น ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานการจัดสนาม อุปกรณ์ ผู้เล่น กติกาการเล่น ไปจนถึงบทลงโทษและหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสนามอย่างครบถ้วน กฎกติกาของวอลเลย์บอลนั้นมีเป้าหมายเพื่อให้เกมการแข่งขันมีความยุติธรรม ปลอดภัย และสนุกเร้าใจอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา โค้ช นักเรียน หรือนักกีฬามือสมัครเล่น การเข้าใจกติกาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เล่นได้ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนากลยุทธ์การเล่นในสนามได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย หากเข้าใจกติกาวอลเลย์บอลทั้ง 30 ข้อแล้ว ต่อไปไม่ว่าจะเล่นในสนาม เป็นผู้ชม หรือ ผู้เชียร์ จะมองเกมออกแล้วสนุกกว่าที่เคย