ชำแหละวิกฤตอัซซูรี่ ที่ทำให้อิตาลีตกต่ำแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ทำไมอัซซูรี่ถึงตกต่ำ? ไม่ได้แพ้แค่ในสนาม แต่แพ้เพราะสนามเก่า เงินทุนหมด และผู้บริหารที่ไม่กล้าเปลี่ยน เจาะลึกสาเหตุทำลายอดีตแชมป์โลก

อิตาลี หรือฉายาที่เราคุ้นเคยกันดีว่า ‘อัซซูรี่’ (Azzurri) คือชาติที่เป็นเสาหลักของวงการฟุตบอลโลกมาในหลาย ๆ ยุค พวกเขามีถ้วยแชมป์โลกประดับบารมีถึง 4 สมัย และมีลีกสูงสุดอย่าง เซเรีย อา ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์รวมของซูเปอร์สตาร์ ไม่ว่าจะเป็น มาราโดนา, ซีดาน, หรือ โรนัลโด้ R9 ต่างก็เคยมาวาดลวดลายบนผืนหญ้าของอิตาลี

แต่ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ภาพความยิ่งใหญ่เหล่านั้นกลับเลือนหายไปอย่างน่าใจหาย อิตาลีต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ทัพอัซซูรี่ต้องไปลุ้นต่อในรอบเพลย์ออฟศึกบอลโลก2026 Reuters/Alessandro Garofalo
ทัพอัซซูรี่ต้องไปลุ้นต่อในรอบเพลย์ออฟศึกบอลโลก2026
ด้วยการ พลาดเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกถึง 2 ครั้งติดต่อกัน (ปี 2018 และ 2022) และปี 2026 ก็ต้องหลุดไปถึงรอบเพลย์ออฟอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้นกับอิตาลี? ทำไมพวกเขาถึงตกต่ำได้ขนาดนี้? เราไปหาคำตอบพร้อมกัน

วิกฤตการเงิน เมื่อ ‘เงิน’ คืออาวุธสำคัญที่อิตาลีไม่มี

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ฉุดรั้งฟุตบอลอิตาลีให้จมดิ่งลง คือเรื่องของ เงินทุน ความสำเร็จของฟุตบอลอิตาลีนั้นผูกติดกับความมั่งคั่งของประเทศ แต่เมื่อเศรษฐกิจซบเซา ฟุตบอลก็ซบเซาตามไปด้วยนั่นเอง

อิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่ฟื้นตัวจาก วิกฤตการเงินโลกปี 2008 ได้ช้าที่สุด การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แทบไม่ขยับทำให้ตลาดฟุตบอลขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง

เจ้าของสโมสรฟุตบอลอิตาลีที่เคยร่ำรวยดั้งเดิม (เช่น ตระกูลโมรัตติ ของอินเตอร์ มิลาน หรือ แบร์ลุสโคนีของเอซี มิลาน) ไม่มีเงินทุนมหาศาล ที่จะอัดฉีดสโมสรได้อีกต่อไป พวกเขาถูกบีบให้ต้องขายทีมให้กับกลุ่มทุนต่างชาติที่เน้นการบริหารแบบรัดเข็มขัดและมองหาผลกำไร ต่างจากยุคก่อนที่เจ้าของยอมขาดทุนเพื่อความสำเร็จ

ในขณะเดียวกัน คู่แข่งอย่างพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้รับเม็ดเงินมหาศาลจากมหาเศรษฐีเจ้าของทีม (เช่น ชีค มันซูร์ ของแมนฯ ซิตี้ หรือกลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบียที่นิวคาสเซิล) ทำให้ อำนาจการซื้อ ของเซเรีย อา หายไป นักเตะระดับท็อปจึงเลิกฝันถึงการมาเล่นในอิตาลี และมองไปที่สเปนหรืออังกฤษแทน

ช่องว่างรายได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่มหาศาล

นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้อิตาลีล้าหลังอย่างถาวร รายได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดของเซเรีย อา มีมูลค่า ต่ำกว่า พรีเมียร์ลีกของอังกฤษถึง 3-4 เท่า
ลองนึกภาพว่า ทีมอันดับ 20 ของพรีเมียร์ลีก อาจมีรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดสูงกว่าทีมแชมป์ของเซเรีย อา ด้วยซ้ำ… ช่องว่างด้านรายได้ที่มหาศาลนี้ทำให้สโมสรอิตาลีไม่สามารถจ่ายค่าเหนื่อยที่สูงลิ่วเพื่อรั้งหรือดึงดูดนักเตะระดับท็อปได้ ทำให้พวกเขาต้องยอม ขาย นักเตะที่มีคุณภาพออกไปให้กับลีกที่จ่ายเงินได้มากกว่าอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงคดีล็อกผลการแข่งขันครั้งใหญ่อย่างกัลโชโปลี คดีนี้ได้ทำลายชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือของลีกอิตาลีอย่างยับเยิน จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังเป็นเรื่องยากที่เซเรีย อา จะดึงดูดสปอนเซอร์รายใหญ่ระดับโลกหรือเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากเข้ามาเท่าเดิม
ปัญหาต่อมา เป็นปัญหาในเรื่องของโครงสร้างสนาม หากคุณเคยไปดูฟุตบอลในอิตาลี คุณจะพบว่าสนามฟุตบอลส่วนใหญ่มัน "ดูเก่า" และนี่คือสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของปัญหาเชิงโครงสร้าง

สนามกีฬาอิตาลีส่วนใหญ่มักมีอายุตั้งแต่ก่อนปี 1990 และมีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย ทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกในวันแข่งขัน เช่น ห้องรับรองพิเศษ, ร้านอาหาร, หรือแม้กระทั่งห้องน้ำ ล้าหลังกว่า ลีกอื่น ๆ มาก

นี่คือจุดที่ทำให้สโมสรขาดทุนหนัก สนามกีฬาอิตาลีส่วนใหญ่มักเป็น ทรัพย์สินของเทศบาลหรือสภาเมือง ไม่ใช่ของสโมสร
เมื่อสโมสรเป็นเพียงผู้เช่า ก็ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการลงทุน ปรับปรุง หรือสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ใหม่ นั่นทำให้ รายได้จากวันแข่งขัน ของสโมสรอิตาลีต่ำกว่าทีมชั้นนำของยุโรปอย่างเทียบไม่ติด และสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไปมหาศาล

การที่สนามเป็นของรัฐทำให้เกิดปัญหาด้าน ระบบราชการที่ซับซ้อนและล่าช้าอย่างเหลือเชื่อ ในการขออนุญาตสร้างหรือปรับปรุง
ตัวอย่าง กรณีของสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างอินเตอร์ มิลานและเอซี มิลาน ที่ต้องการสร้างสนามใหม่เพื่อทดแทนสนามซาน ซิโร่นั้น ต้องเผชิญกับขั้นตอนการขออนุมัติที่ยืดเยื้อมานาน นับสิบปี เนื่องจากการคัดค้านจากหน่วยงานท้องถิ่นที่มองว่าสนามเป็น "มรดกทางวัฒนธรรม" ความล่าช้านี้ทำให้สโมสรเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความเฉื่อยชาทางโครงสร้างที่ทำลายศักยภาพในการแข่งขันของลีก

ไม่เพียงแต่สนามแข่งเท่านั้น แต่ ศูนย์ฝึกซ้อมและอคาเดมี่ ของสโมสรจำนวนมากก็ถูกละเลย การขาดการลงทุนใน เทคโนโลยีสมัยใหม่ และสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะทาง ส่งผลให้การผลิตผู้เล่นรุ่นใหม่ที่มีทักษะตรงตามมาตรฐานฟุตบอลสมัยใหม่ (ที่เน้นความเร็วและพละกำลัง) ทำได้ยาก

ต่อมาปัญหาที่สำคัญที่สุดคือการขาดแคลนผู้เล่นดาวรุ่งที่จะขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของชาติได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากปัญหาภายในลีกเอง
โค้ชในเซเรีย อา มักอยู่ภายใต้แรงกดดันจากเจ้าของสโมสรให้ทำผลงานทันที พวกเขาถูกบีบให้ต้องเน้น "ผลการแข่งขันในระยะสั้น" การที่โค้ชต้องเผชิญกับความเสี่ยงถูกปลดหลังผลงานตกต่ำเพียง 3-5 เกมติดต่อกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรม "ลีกกินโค้ช" ที่โค้ชเข้ามาแล้วก็ออกไปอย่างรวดเร็ว

โค้ชจึง ไม่กล้าเสี่ยง ที่จะทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หรือให้โอกาส ดาวรุ่ง อิตาลีลงสนามอย่างสม่ำเสมอ เพราะการส่งดาวรุ่งลงสนามมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดในเกมสำคัญ ผู้เล่นอายุน้อยจึงขาด "เวลาลงเล่น" ที่จำเป็นในการเรียนรู้และพัฒนาฝีเท้า ทำให้ศักยภาพที่คาดหวังไว้ไม่สามารถก้าวไปถึงระดับโลกได้อย่างที่ควรจะเป็น (เช่น กรณีนิโคโล่ ซานิโอโล่ หรือมอยเซ่ คีน ที่ถูกคาดหวังไว้สูงแต่ก็ไปไม่สุด)
จับไปตรงไหนก็เหมือนจะเจอแต่ปัญหาในวงการบอลอิตาลี…

ต่อไปเป็นในเรื่องของแท็คติกกันบ้าง อิตาลีเคยเป็นผู้นำทางยุทธวิธี แต่ปัจจุบันพวกเขาไม่สามารถยึดติดกับแนวรับสไตล์ คาเตนัชโช่ (เกมรับอันแข็งแกร่ง) แบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ก็ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่ที่เน้น การเพรสซิ่งสูง และการเล่นที่รวดเร็วแบบอังกฤษหรือเยอรมนีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถิติบ่งชี้ว่า เซเรีย อา เป็นลีกที่มีอัตราการวิ่งด้วยความเร็วสูง และระยะทางรวมที่วิ่งได้ ต่ำที่สุด ในบรรดา 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ซึ่งหมายความว่าผู้เล่นอิตาลีส่วนใหญ่ ไม่คุ้นชิน กับ ความเข้มข้นทางกายภาพและความเร็วสูง ที่จำเป็นในการแข่งขันระดับนานาชาติ ทำให้พวกเขามักจะ "หมดแรง" และถูกคู่แข่งเล่นงานได้ง่ายในทัวร์นาเมนต์ใหญ่นั่นเอง

ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในวงกว้าง สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่ขาดวิสัยทัศน์ในระดับสูงสุดของ องค์กรฟุตบอลอิตาลี (FIGC) ซึ่งหลังความล้มเหลวที่น่าอับอายในการไม่ได้ไปฟุตบอลโลกปี 2018 และ 2022 อิตาลียังคงขาดการ "สะสางครั้งใหญ่" ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปอย่างจริงจัง

กรณีศึกษาเยอรมนีคือบทเรียน: หลังตกรอบแรกยูโร 2000 เยอรมนีได้ ยกเครื่องระบบฟุตบอลเยาวชนใหม่ทั้งหมด โดยบังคับให้ทุกสโมสรอาชีพต้องมีอคาเดมีตามมาตรฐานที่เข้มงวด การปฏิรูปนี้ใช้เวลา 10 กว่าปี ก่อนจะเห็นผลลัพธ์คือการคว้าแชมป์โลก 2014 แต่อิตาลีกลับไม่ได้ทำแบบนั้น

อีกทั้งอิตาลียังมีกลิ่นอายความล้าสมัยจากผู้นำสหพันธ์อยู่ ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของสหพันธ์ฯ มักถูกวิจารณ์ว่ามีอายุมากและยึดติดกับแนวคิดเดิม ๆ พวกเขา ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และขาด "เลือดใหม่" ในองค์กรที่จะกล้าตัดสินใจปฏิรูปโครงสร้างฟุตบอลของประเทศอย่างแท้จริง 

ซึ่งประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีคนปัจจุบัน คือ กาบริเอเล่ กราวิน่า ที่มาอายุ 72 ปีเข้าไปแล้ว…จริงอยู่ที่ว่ายิ่งอายุเยอะ ก็ยิ่งมากประสบการณ์ แต่บางทีก็อาจทำให้เกิดความล้าหลังได้บ้างในบางกรณีเช่นกัน 

ต่อมา ความสำเร็จในศึกยูโร 2020 ที่อิตาลีคว้าแชมป์มาได้ ถูกมองว่าเป็นเพียง "แสงแห่งความหวังที่ผิดพลาด" 
บางคนมองว่า ชัยชนะนั้นไม่ได้เกิดจากรากฐานการพัฒนาเยาวชนที่แข็งแกร่ง แต่เป็นผลจากโค้ชที่ยอดเยี่ยมอย่าง โรแบร์โต มันชินี่ และประสบการณ์ของนักเตะรุ่นเก๋า (เช่น โบนุชชี่ และ คิเอลลินี่) เมื่อผู้เล่นเหล่านี้อำลาทีมไป อิตาลีก็เผยให้เห็นถึงความเปราะบางของขุมกำลังสำรองทันที และตามมาด้วยการทำพลาดในการเข้ารอบฟุตบอลโลก 2022

ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การที่อิตาลี “แพ้” ในสนามฟุตบอล แต่มันคือการพ่ายแพ้ต่อความเฉื่อยชาทางเศรษฐกิจ , ความล่าช้าของระบบราชการ , และความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง

อิตาลีในวันนี้กำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวด พวกเขาได้สูญเสีย อำนาจการซื้อ , สูญเสีย วัฒนธรรมที่กล้าให้โอกาสดาวรุ่ง , และมีสนามฟุตบอลที่เก่าแก่จนไม่อาจสร้างรายได้ได้ทันคู่แข่ง

‘อัซซูรี่’ ที่เคยเป็นเจ้าแห่งยุทธวิธี ตอนนี้กำลังกลายเป็นประเทศที่ขาดความเข้มข้นทางกายภาพ และเต็มไปด้วย โค้ชที่กลัวตกงาน จนไม่กล้าสร้างปรัชญาฟุตบอลที่ยั่งยืนให้ประเทศ

แสงแห่งความหวังเดียว ที่จะพาอิตาลีกลับมายืนหยัดอีกครั้งไม่ได้มาจากปาฏิหาริย์ในสนาม แต่มาจากการที่ผู้บริหารระดับสูงจะต้องมี ความกล้า ที่จะปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ และเปลี่ยนจากลีกที่เน้นผลการแข่งขันใน 3-5 นัด ไปสู่การวางแผนที่อดทนในระยะยาว

ถ้าอิตาลียังคงยืนกรานที่จะยึดติดกับมรดกทางวัฒนธรรม และปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวด ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่จะต้องบอกว่า อัซซูรี่อาจจะไม่ได้ล่มสลายในชั่วข้ามคืน แต่พวกเขาได้เลือกที่จะจมดิ่งลงอย่างช้า ๆ ด้วยมือของตัวเอง
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ