Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

ไม่ใช่แค่ฟุตบอล! เบื้องหลังความเกลียดชัง เชลซี - ลีดส์

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ย้อนรอยความแค้นสุดเดือด 200 ไมล์ ระหว่างเชลซี vs ลีดส์ ที่ก่อตัวจาก "Dirty Leeds" สู่การปะทะทางวัฒนธรรมเหนือ-ใต้

ความบาดหมางระหว่างแฟน “เชลซี” และ “ลีดส์ ยูไนเต็ด” มักถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในคู่ปรับที่ดุเดือดที่สุดของฟุตบอลอังกฤษ ทั้งที่ความจริงแล้ว ทั้งสองสโมสรไม่มีเหตุผลใดที่ควรจะเกลียดกันถึงขั้นนี้ 
พวกเขาตั้งอยู่ห่างกันกว่า 200 ไมล์ ไม่ได้แย่งชิงพื้นที่ในเมืองเดียวกัน และตลอดยุคใหม่ก็แทบไม่ได้ยืนอยู่ในดิวิชั่นเดียวกันด้วยซ้ำ แต่ฟุตบอลอังกฤษในทศวรรษ 1960–1970 คือยุคที่ความต่างทางวัฒนธรรม การแข่งขันในสนาม และบรรยากาศฮูลิแกนในสังคม 
 

เชลซีและลีดส์ยูไนเต็ด Reuters/Lee Smith
เชลซีและลีดส์ยูไนเต็ด
ล้วนสามารถหลอมรวมจนกลายเป็น “ความเกลียดชัง” และกรณีของเชลซีกับลีดส์คือหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของปรากฏการณ์นี้
ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นยุค 1960s เมื่อทั้งสองทีมต่างกำลังพยายามไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ ในฤดูกาล 1962/63 เชลซีและลีดส์ต้องแย่งชิงตั๋วเลื่อนชั้นกันอย่างดุเดือด สุดท้ายเชลซีเป็นฝ่ายขึ้นดิวิชั่น 1 ไปก่อน 

ขณะที่ลีดส์ต้องรออีกหนึ่งฤดูกาลก่อนจะตามขึ้นมา เมื่อทั้งสองทีมมาอยู่ลีกเดียวกันจริงๆ ความร้อนแรงจึงยิ่งชัดเจนขึ้น ลีดส์กลายเป็นทีมลุ้นแชมป์ทันที 

และมักจบอันดับเหนือเชลซีในช่วงหลายปีถัดมา นั่นทำให้การแข่งขันระหว่างทั้งสองสโมสรเต็มไปด้วยเดิมพันทั้งในสนามและในอารมณ์ของแฟนบอล

แต่สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้ระเบิดเกินกว่าการแข่งขันทั่วไป คือ “สไตล์ฟุตบอล” ที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ลีดส์ ยูไนเต็ดในยุค ดอน เรวี่ เป็นทีมที่โด่งดังทั้งจากคุณภาพการเล่นและความดุดันจนน่าหวาดหวั่น พวกเขาได้รับฉายา Dirty Leeds ไม่ได้มาจากการใส่ร้าย 

แต่จากสไตล์ในสนาม ลีดส์เล่นเกมหนัก ฟาวล์ซ้ำ ๆ  พุ่งกดดันผู้ตัดสิน และใช้เล่ห์เหลี่ยมแทบทุกแบบที่ฟุตบอลยุคนั้นเปิดช่องให้ทำได้ ความสำเร็จที่ตามมาทำให้คู่แข่ง รวมถึงเชลซี รู้สึกขมขื่นอย่างยิ่ง เพราะต้องเผชิญทั้งความเจ็บตัวและความพ่ายแพ้ไปพร้อมกัน

ในขณะเดียวกัน ความต่างทางวัฒนธรรมระหว่าง “ทางเหนือ” และ “ทางใต้” ของอังกฤษก็ยิ่งเพิ่มเชื้อไฟให้กับความบาดหมางนี้ ลีดส์ในฐานะตัวแทนเมืองอุตสาหกรรมชนชั้นแรงงานทางเหนือ มองเชลซีว่าเป็นพวกภาคใต้ผู้ดี หรูหรา และใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลางในลอนดอน 

ขณะที่เชลซีก็มองลีดส์ว่าเป็นพวกหยาบคาย ดุดัน และเสียงดังอยู่ตลอดเวลา ความต่างเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่แทรกลงไปในตัวตนของแฟนบอลในยุคที่วัฒนธรรมฮูลิแกนกำลังเติบโตพอดี ทำให้การปะทะกันของทั้งสองทีม ไม่ได้หมายถึงแค่ 22 คนในสนาม แต่ยังหมายถึงสองกลุ่มคนที่แทบจะเป็นประชากรคนละซีกโลก ที่แยกจากกัน

ความตึงเครียดทั้งหมดเดือดพล่านจนถึงจุดสูงสุดในปี 1970 ในนัดชิงเอฟเอ คัพ ระหว่างเชลซีกับลีดส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเกมที่ขึ้นชื่อว่าสุดโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ เกมแรกที่เวมบลีย์เสมอกัน 2-2 ก่อนต้องไปรีเพลย์ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เชลซีชนะ 2-1 

แต่ภายในการแข่งขันใกล้เคียงกับสงครามย่อม ๆ มากกว่าเกมฟุตบอล มีการเข้าสกัดที่อันตราย ฟาวล์แบบไม่เกรงใจ และจังหวะปะทะรุนแรงจนแทบทุกนาทีน่าจะเป็นใบเหลืองหรือใบแดงในมาตรฐานปัจจุบัน 

จนเมื่อกรรมการชื่อดัง เดวิด เอลเลรี่ นำเทปเกมนี้มาตัดสินย้อนหลังในปี 2000 เขาประเมินว่าอย่างน้อยควรมีผู้เล่น 6 คนโดนไล่ออก นั่นคือความโหดที่แฟนบอลทั้งสองฝ่ายไม่มีวันลืม และมันฝังรากลงไปในประวัติศาสตร์อย่างถาวร

แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ความรุนแรงในอัฒจันทร์ลดลง กฎในสนามเข้มงวดขึ้น และโครงสร้างฟุตบอลก็เปลี่ยนไปมาก ลีดส์เองก็ไม่ได้ยืนอยู่ในพรีเมียร์ลีกเสมอเหมือนยุคก่อน 

แต่ความบาดหมางนี้ไม่เคยหายไปจริงๆ หลังจากลีดส์ตกชั้นในปี 2004 ทั้งสองทีมเจอกันน้อยมาก แต่ทุกครั้งที่โคจรมาพบกัน ความรู้สึกเดิมก็กลับมาโดยอัตโนมัติ 

ชัยชนะ 3-0 ของลีดส์เหนือเชลซีในปี 2022 คือหนึ่งในหลักฐานที่ชัดที่สุดว่า แม้เวลาจะผันผ่าน แต่ความทรงจำทางอารมณ์ของแฟนบอลทั้งสองฝ่ายยังเหมือนเมื่อห้าสิบปีก่อนทุกประการ

คู่ปรับบางคู่เกิดจากภูมิศาสตร์ แต่คู่ปรับบางคู่เกิดจากประวัติศาสตร์ ความรุนแรง และวัฒนธรรมที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ความบาดหมางระหว่างเชลซีกับลีดส์จัดอยู่ในอย่างหลัง และยังคงถูกเล่าขานอยู่เสมอในฐานะหนึ่งในความเกลียดชังที่ฝังแน่นที่สุดของฟุตบอลอังกฤษ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหนก็ตาม…
 

Bottom-PL-HLW Bottom-PL-HLW

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ