ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทนนิสดูเหมือนเป็นกีฬาที่อยู่เงียบ ๆ ในมุมหนึ่งของแวดวงสังคมกีฬาไทย เป็นกีฬาที่คนรู้จัก รู้ว่าเล่นยาก ดูแพง และต้องใช้เวลา แต่ไม่ได้เป็นกีฬาที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง
ไม่ได้อยู่ในบทสนทนาประจำวัน และแทบไม่เคยถูกยกมาเป็น “กระแส” เหมือนฟุตบอล แบดมินตัน วอลเลย์บอล หรือกีฬายอดนิยมอื่น ๆ แต่วันนี้ ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เทนนิสกลับมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะอีกครั้ง ทั้งในโซเชียลมีเดีย สนามกีฬา ไลฟ์สไตล์ของคนเมือง
อ้างอิงตามรายงานจาก ITF หรือ International Tennis Federation (สหพันธ์เทนนิสนานาชาติ) เผยว่าในแถบเอเชียมีมีผู้เล่นเทนนิสประมาณ 35.3 ล้านคน คิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสาม หรือราว 33.4% ของนักเทนนิสทั้งหมดทั่วโลก
ซึ่งคำตอบไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่มันคือการขยับพร้อมกันของหลายอย่างในเวลาใกล้เคียงกัน
สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ จำนวนคนที่ “อยากเล่น” เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ดูหรือพูดถึง แต่คือการลงคอร์ทจริง ๆ จนคอร์ทในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ กลายเป็นสิ่งหายาก การจองคอร์ทที่เคยง่าย กลายเป็นเรื่องต้องวางแผนล่วงหน้า
นี่ไม่ใช่สัญญาณของแฟชั่นชั่วคราวอย่างเดียว แต่มันสะท้อนว่ามีคนจำนวนมากเริ่มมองเทนนิสเป็นกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งเพื่อสุขภาพ เพื่อสังคม และเพื่อไลฟ์สไตล์
พร้อมกันนั้น เทนนิสก็ถูก “เล่าใหม่” ในแบบที่ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากกีฬาที่เคยถูกนำเสนอผ่านมุมเทคนิคจริงจัง หรือเฉพาะกลุ่มนักกีฬา วันนี้เทนนิสกลายเป็นคอนเทนต์ที่เล่าเรื่องชีวิตได้
ตั้งแต่การเริ่มเรียนครั้งแรก ความทุลักทุเลของมือใหม่ โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญมากในการทำให้เทนนิสดูไม่ไกลตัว และไม่ต้องเก่งก่อนถึงจะมีสิทธิ์เล่น
อินฟลูเอนเซอร์ ดารา และคนมีชื่อเสียงหลายวงการก็เข้ามาอยู่ในสนามเทนนิสมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬามืออาชีพ แค่เป็นคนธรรมดาที่มีพื้นที่เล่าเรื่อง ก็เพียงพอจะทำให้คนดูรู้สึกว่า “เราก็เริ่มได้เหมือนกัน” ภาพจำของเทนนิสจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากกีฬาที่ต้องพร้อมทุกอย่าง และเป็นกีฬาที่เรียนรู้ไปพร้อมกันได้
ในอีกด้านหนึ่ง เทนนิสกำลังถูกดึงเข้าใกล้โลกแฟชั่นและธุรกิจมากขึ้น อุปกรณ์เทนนิสไม่ได้ถูกพูดถึงแค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่ถูกเล่าผ่านดีไซน์ สีสัน รุ่นพิเศษ และภาพลักษณ์ แบรนด์เริ่มทำให้ไม้ เสื้อผ้า และอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนผู้เล่น
ไม่ต่างจากรองเท้าวิ่งหรือเสื้อออกกำลังกาย สิ่งนี้ทำให้เทนนิสหลุดออกจากกรอบ “กีฬาเฉพาะทาง” และเริ่มมีพื้นที่ในตลาดแมสมากขึ้น
ขณะเดียวกัน โครงสร้างการแข่งขันก็ขยายตัวอย่างเงียบ ๆ รายการแข่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับทีมชาติหรือเยาวชนอีกต่อไป
แต่มีทัวร์นาเมนต์ย่อย ๆ เกิดขึ้นจากคอร์ทเอกชน กลุ่มคนรักเทนนิส หรือผู้จัดอิสระ ทำให้คนเล่นรู้สึกว่า มีพื้นที่ให้พัฒนา มีเป้าหมาย และมีเวทีให้ลงแข่งจริง ไม่ใช่แค่ตีเพื่อออกกำลังกายอย่างเดียว
เมื่อทั้งหมดนี้มาประกอบกัน เทนนิสจึงไม่ได้โตแค่ “ภาพลักษณ์” แต่เริ่มโตเป็น ระบบ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมกีฬาเทนนิสในซีเกมส์ถึงมีความหมายมากกว่าที่คิด
ซีเกมส์ไม่ใช่แค่การแข่งขันชิงเหรียญ แต่เป็นเวทีที่ทำให้คนทั้งประเทศหันกลับมามองว่า เทนนิสไทยอยู่ตรงไหนในภูมิภาค และเราเตรียมพร้อมกับการเติบโตนี้มากแค่ไหน ในวันที่คนอยากเล่นเพิ่มขึ้น แต่คอร์ทยังไม่พอ
ในวันที่กระแสมาแรง แต่โครงสร้างรองรับยังไม่เท่ากัน และในวันที่กีฬาที่เคยถูกมองว่าสงวนสำหรับคนบางกลุ่ม กำลังกลายเป็นกีฬาที่ทุกคนอยากเข้าถึง
ความน่าสนใจของเทนนิสในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องผลแพ้ชนะ แต่คือคำถามว่า เราจะเปลี่ยน “ช่วงเวลาที่คนหันมามอง” ให้กลายเป็น “รากฐานระยะยาว” ได้หรือไม่
เพราะถ้าทำได้ เทนนิสอาจไม่ใช่แค่กีฬาที่กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง แต่มันอาจกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่แข็งแรงและยั่งยืนที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสังคมกีฬาไทยจริง ๆ ก็ได้ ซึ่งสำหรับกีฬาซีเกมส์แล้วนั้น
ชาติไทยเราก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าใครในกีฬาเทนนิส โดยผลรวมของเหรียญอยู่ในอันดับที่ 2 ได้มาทั้งหมด 173 เหรียญตลอดการแข่งขันซีเกมส์ตั้งแต่ปีแรก เป็นรองเพียงอินโดนีเซียที่คว้าเหรียญไปทั้งหมด 196 เหรียญ
และทีมชาติไทยเรา รายการที่การันตีเหรียญทองและเหรียญเงินแน่ ๆ แล้วนั้นคือรายการชายเดี่ยว ระหว่าง "แม็กซิ" แม็กซิมัส ภราพล โจนส์ และ "บูม" กษิดิศ สำเร็จ ที่ไทยชิงกันเอง
ส่วนอีกรายการคือในรายการคู่ผสม "เอิร์ธ" เพียงธาร ผลิพืช ควง "ณัฐ" ปรัชญา อิสโร ชิงกับ "อีฟ" พัชรินทร์ ชีพชาญเดช และ "แมงปอ" ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ ทำให้ไทยการันตีเหรียญทองและเงินแล้วเช่นกัน