ถ้าย้อนกลับไปเมื่อราว 7-8 ปีก่อน คงไม่มีใครคิดว่า “ที่คาดผมแบบนักเทนนิส” จะกลายมาเป็นหนึ่งในเครื่องแต่งตัวอย่างมีสไตล์ของนักฟุตบอลยุคปัจจุบัน
อย่างไรก็ดีจุดเริ่มต้นของเทรนด์นี้ กลับมาจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในโลกฟุตบอลอย่างไม่น่าเชื่อ
ตอนนั้น อแล็ง แซงต์-มักซิแม็ง ยังเล่นให้กับนีซ ก่อนจะย้ายไปเฉิดฉายในพรีเมียร์ลีกกับนิวคาสเซิล เขาลงสนามพร้อมที่คาดผม กุชชี่ (Gucci) เส้นใหญ่ และเด่นสะดุดตา มันไม่ใช่ที่คาดผมแบบนักฟุตบอลทั่วไป
ในโลกฟุตบอลที่ห้ามใส่เครื่องประดับทุกชนิด ที่คาดผม Gucci ในตอนนั้น กลายเป็นช่องทางที่เร็วและชัดที่สุดในการแสดงตัวตนของนักเตะคนหนึ่ง และในกรณีของแซงต์-มักซิแม็ง มันยิ่งส่งพลังมากขึ้น
เพราะสไตล์การเล่นที่พริ้ว และไม่เหมือนใครของเขา ทำให้ภาพลักษณ์นั้นฝังอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลทันที
จากวันนั้นเป็นต้นมา ที่คาดผมซึ่งเดิมทีเป็นของธรรมดา กลับถูกยกระดับเป็นไอเทมที่มีสไตล์ กลายเป็นว่าทุกวันนี้ นักฟุตบอลจำนวนมาก แม้จะสามารถรวบผมด้วยยางเส้นเล็กธรรมดาได้ แต่กลับเลือกที่คาดผมเส้นใหญ่ หนา แบบเดียวกับนักเทนนิส
หนึ่งในตัวอย่างที่เด่นที่สุดคือ แอนโทนี กอร์ดอน เขามักสวมที่คาดผม adidas แบบเดียวกับที่เราเคยเห็นบนศีรษะของนักเทนนิสอย่าง สเตฟานอส ซิตซิปาส หรือ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ
สลับกับที่คาดผมสีดำเรียบๆ ไม่มีโลโก้ จุดที่น่าสนใจคือ ที่คาดผมอดิดาส ของกอร์ดอนและแซร์จ นาบรี้ มีลักษณะเป็นผ้าขนหนูและผูกปมด้านหลัง ขณะที่แบบสีดำจะเป็นยางยืดธรรมดา
มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะกอร์ดอนเป็นแฟนเทนนิสตัวยง เช่นเดียวกับแซงต์-มักซิแม็ง และในช่วงวิมเบิลดันที่ผ่านมา เขายังไปนั่งชมการแข่งขันติดขอบสนามอีกด้วย
เคสของกอร์ดอน ยังสะท้อนให้เห็นว่าฟุตบอลกับเทนนิสเริ่มเชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเชิงวัฒนธรรม ล่าสุด ยานนิก ซินเนอร์ และ คาร์ลอส อัลคาราซ ก็ลงแข่งพร้อมไอเทมจากคอลเลคชั่น T90 ที่เป็นตำนานของโลกลูกหนัง
ขณะที่นักเตะบางคนเลือกที่คาดผมแบบเทนนิสเส้นใหญ่ อีกกลุ่มหนึ่งยังยึดกับที่คาดผมสีดำเรียบๆ แบบคลาสสิก เลออน ไบลีย์, โนนี่ มาดูเอเก้ และ ราฟินญ่า มักใช้สไตล์เดียวกับที่แฟนบอลจำได้ดีจาก แชร์วินโญ่ แบบเส้นเล็ก ๆ สีดำ
ในภาพรวมของนักฟุตบอลยุคนี้ จะเห็นได้ชัดว่ามีการแบ่งขั้วทางสไตล์ ระหว่างคนที่เลือกที่คาดผมเส้นใหญ่ กับคนที่ยังใช้แบบบางเรียบ ตัวแทนฝั่งหลังที่ชัดที่สุดคือ ลูก้า โมดริช ซึ่งทำให้ที่คาดผมบางๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนบนสนามไปแล้ว
ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ที่คาดผมไม่ใช่ของใหม่เลย ตั้งแต่ โซคราเตส, กีเยร์โม โอชัว, โรนัลดินโญ่ ไปจนถึง เนย์มาร์ แต่แต่ละคนก็ใช้มันในบริบทที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะกรณีของโซคราเตส ในฟุตบอลโลกปี 1986 เขาไม่ได้ใส่ที่คาดผมเพื่อความเท่ แต่ใช้ปลอกแขนและผ้าโพกศีรษะเป็นพื้นที่สื่อสารทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นข้อความสนับสนุนเม็กซิโกหลังเหตุแผ่นดินไหว หรือถ้อยคำอย่าง “ความยุติธรรมต้องเกิดขึ้น”, “ไม่เอาการก่อการร้าย” และ “ไม่เอาความรุนแรง”
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า ที่คาดผมในฟุตบอล ไม่เคยเป็นแค่ของกันผมมารบกวนการเล่นอีกต่อไป มันคือพื้นที่ของตัวตน วัฒนธรรม และการเล่าเรื่อง และในวันนี้ ที่คาดผมแบบนักเทนนิสก็กำลังทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มตัว บนสนามฟุตบอลระดับสูงสุดของโลกอีกครั้ง…