Born to be King หัวใจนักสู้ และแชมป์ของ “คาร์ลอส อัลการาซ”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เจาะลึกเส้นทางจากเด็กชายผู้คลั่งไคล้เทนนิส สู่ตำนานโลกที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยความสนุก และจิตวิญญาณนักสู้ที่ไร้ขีดจำกัด

เมื่อพูดถึง "คาร์ลอส อัลการาซ" หลายคนอาจจะจดจำเขาในฐานะแชมป์แกรนด์สแลม 4 รายการที่อายุน้อยที่สุด และมือวางอันดับหนึ่งผู้เขย่าบัลลังก์ตำนานรุ่นพี่ 

แต่เบื้องหลังความสำเร็จระดับปรากฏการณ์นี้ กลับซ่อนไว้ด้วยเรื่องราวมากมาย กว่าจะมาเป็นอัลการาซในวันนี้ มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง เราไปติดตามพร้อมกัน 

สำหรับเขาแล้ว คำว่า "คาร์ลอส" มันไม่ใช่แค่ชื่อ แต่มันฟังดูซีเรียสสุด ๆ เขาเคยหลุดปากบอกว่า เวลาใครเรียกชื่อนี้ทีไร เขารู้สึกเหมือนกำลังจะโดนแม่ดุตอนทำผิด หรือเหมือนโดนผู้ใหญ่ตำหนิยังไงอย่างงั้นเลย 

คาร์ลอส อัลการาซ และถ้วยแชมป์ Reuters/Tingshu Wang
คาร์ลอส อัลการาซ และถ้วยแชมป์

เขาเลยอยากให้คนทั้งโลกจำเขาในชื่อ "คาร์ลิโตส" หรือ "ชาร์ลี" มากกว่า เพราะมันฟังดูน่ารักและเป็นกันเอง ซึ่งมันก็คือตัวตนจริงๆ ของเขาที่เป็นเด็กหนุ่มขี้เล่น เข้าถึงง่าย และเฟรนด์ลี่กับทุกคน

ที่เจ๋งกว่านั้นก็คือ ไม่ว่าสถานการณ์ในสนามจะกดดันแค่ไหน ต่อให้ต้องดวลกันดุเดือดในเซตตัดสินของรอบชิงแกรนด์สแลม เราก็จะยังเห็นอัลการาซยิ้มกว้างอยู่เสมอ มันคือ "ความสุขที่ออกมาจากข้างใน" จริงๆ 

ที่ส่องสว่างท่ามกลางความเครียดมหาศาล มันเหมือนกับว่า เขาเปลี่ยนสนามแข่งที่ดูตึงเครียดให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสนุก จนผู้ชมทั่วโลกแทบจะละสายตาไปไม่ได้

มากไปกว่านั้นอาวุธลับที่แท้จริงของอัลการาซไม่ใช่แค่ลูกโฟร์แฮนด์ หรือการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วราวกับนินจา แต่คือทัศนคติของเขาเอง เขามีทั้งความนิ่งและการวางแผนที่เฉียบคมในแต้มสำคัญ 

ไม่ได้ใช้เพียงแค่พละกำลัง แต่ใช้ปัญญาในการอ่านทางคู่แข่ง และเล่นด้วยความรักและจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ ทุกหยาดเหงื่อที่ไหลออกมาสะท้อนถึงความหลงใหลที่มีต่อกีฬาชนิดนี้อย่างหมดหัวใจ

และยังมีความความบ้าบิ่นที่จะลงมือทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า เช่น การเล่นลูกหยอดในจังหวะที่แต้มกำลังเบียด หรือการวิ่งไปรับลูกที่ดูเหมือนจะเสียไปแล้วให้กลับมาเป็นแต้มมหัศจรรย์ 

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเทนนิสของเขาถึงเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่คาดเดาไม่ได้ และทำให้ผู้ติดตามรู้สึกเหมือนกำลังดูศิลปะมากกว่าแค่การแข่งขันกีฬา

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จในวันนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาด "ฮวน คาร์ลอส เฟอร์เรโร" อดีตมือ 1 ของโลกและแชมป์เฟรนช์โอเพ่น 2003 

ผู้มองเห็นประกายของ "เพชรในตม" ตั้งแต่อัลการาซมีอายุเพียง 15 ปี เฟอร์เรโรตัดสินใจก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน ปฏิเสธการคุมนักหวดระดับท็อปคนอื่นๆ เพื่อมาทุ่มเทเจียระไนเด็กหนุ่มคนนี้แบบเต็มเวลา

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก้าวข้ามขีดจำกัดของโค้ชกับนักกีฬาไปสู่สถานะ "พ่อคนที่สอง" เฟอร์เรโรเป็นคนเดียวที่รู้วิธีจัดการกับด้านมืดของอัลการาซในวัยเด็ก ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเด็กชายที่ขี้โมโห เขวี้ยงไม้เทนนิส และร้องไห้ทุกครั้งที่พ่ายแพ้ 

เขาใช้เวลาหลายปีในการขัดเกลาให้อัลการาซรู้จักควบคุมอารมณ์ และเปลี่ยนความ "เกลียดความพ่ายแพ้" ให้กลายเป็น "พลังงานด้านบวก" ที่ใช้ในการคัมแบ็กกลับมาคว้าชัยชนะในแมตช์ที่ยากที่สุด

แม้ในวันนี้ชื่อของเขาจะโด่งดังไปทั่วทุกมุมโลก มีสปอนเซอร์ระดับร้อยล้านและมีแฟนคลับนับล้าน แต่อัลคาราซยังคงเด็กชายผู้ติดบ้าน เขาคือหนุ่มน้อยที่ยังโหยหาพาสต้าฝีมือแม่ และยังคงให้พี่ชายคนโตอย่าง 'อัลวาโร' เป็นช่างตัดผมส่วนตัวแม้ในวันที่ต้องออกงานระดับโลก

คำพูดที่กินใจที่สุดคือเมื่อเขาเผยว่า ชัยชนะทุกครั้งของเขาคือการ "สานฝันที่ค้างคาของคุณพ่อ" ซึ่งในอดีตเคยเป็นนักเทนนิสที่มีฝีมือแต่ต้องหยุดเดินตามฝันเพราะข้อจำกัดทางทุนทรัพย์ 

ทุกครั้งที่อัลการาซชูถ้วยรางวัลแกรนด์สแลม มันไม่ใช่แค่ความสำเร็จส่วนตัว แต่มันคือการประกาศศักดิ์ศรีและความรักของครอบครัวอัลการาซทุกคน รากฐานที่อบอุ่นนี้เองที่ทำให้เขายังคงถ่อมตัว และไม่เคยหลงระเริงไปกับแสงสีรอบข้าง

ท้ายที่สุดแล้ว อัลคกราซไม่ได้เล่นเทนนิสเพื่อสะสมถ้วยรางวัลหรือตัวเลขสถิติให้กลายเป็นภาระหนักอึ้งในใจ แต่เขาลงสนามทุกครั้งเพื่อพิสูจน์ปรัชญาง่ายๆ ที่ว่า "ความสุขคือกุญแจสำคัญที่ทำให้คนเราไปได้ไกลที่สุด" 

และสำหรับเขาแล้ว…ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การเป็นที่หนึ่งของโลก แต่คือการได้เห็นรอยยิ้มของผู้ชมและแฟนๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทนนิสของเขานั่นเอง 
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ