ตามหลักจิตวิทยา! เบื้องหลังการทุบแร็กเกตของ "ดานิล เมดเวเดฟ"

โดย PPTV Online

เผยแพร่

การทุบแร็กเกตไม่ใช่แค่ความหัวร้อน แต่คือผลของแรงกดดัน การควบคุมอารมณ์ และจิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในทุกแต้มของนักเทนนิส

ในสนามเทนนิสที่ดูเรียบร้อย สุภาพ และเต็มไปด้วยภาพของการควบคุมอารมณ์ จริง ๆ แล้วมันซ่อนแรงกดดันมหาศาลเอาไว้ในทุกแต้ม ทุกจังหวะ และทุกการตัดสินใจ 

นักกีฬาต้องเผชิญกับความคาดหวังของตัวเอง เสียงเชียร์จากคนดู รวมถึงสถานการณ์ในเกมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา โดยเฉพาะในการแข่งขันเดี่ยวที่ไม่มีใครช่วยแบ่งเบาความผิดพลาดได้เลย เมื่อพลาดหนึ่งครั้ง มันไม่ใช่แค่เสียแต้ม แต่มันคือความรู้สึกที่ค้างอยู่ในหัว และพร้อมจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ยากจะควบคุม…
 

เมดเวเดฟ กับการทุบแร็กเกต Reuters/Manon Cruz
เมดเวเดฟ กับการทุบแร็กเกต

และในบางวินาทีที่ความกดดันทั้งหมดพุ่งชนกัน อารมณ์ก็อาจหลุดออกมาในรูปแบบที่ตรงไปตรงมาที่สุด นั่นคือการทุบแร็กเกต ภาพของการเหวี่ยง ฟาด หรือทำลายอุปกรณ์ตรงหน้า อาจดูรุนแรง 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือการปลดปล่อยความรู้สึกที่ถูกกดทับเอาไว้มาตลอดทั้งเกม เป็นช่วงเวลาที่นักกีฬาไม่ได้กำลังสู้กับคู่แข่งเพียงอย่างเดียว แต่กำลังต่อสู้กับตัวเอง และพยายามหาทางเอาความนิ่งกลับคืนมาให้ได้เร็วที่สุด

และล่าสุดกับเกมที่ดานิล เมดเวเดฟ นักเทนนิสมือ 10 ของโลกจากรัสเซีย ต้องเจอกับ มัตเตโอ แบร์เรตตินี นักหวดชาวอิตาลี ที่อยู่ถึงอันดับ 90 ของอันดับเทนนิสโลก ในรายการเทนนิสมอนติ-คาร์โล มาสเตอร์ส 2026 

แน่นอนว่าแค่อันดับก็บอกทุกอย่างแล้ว…ทั้งคู่ห่างกันแบบคนละชั้น และในสายตาใคร ๆ เกมนี้ควรจะเป็นงานง่ายของเมดเวเดฟ ที่น่าจะผ่านไปได้แบบไม่ต้องลุ้นมากด้วยซ้ำ 

แต่กลายเป็นว่าเขาพลาดลูกง่าย ๆ ติดต่อกันจนหัวเสีย ก่อนจะระบายอารมณ์ใส่แร็กเกตของตัวเองแบบไม่ยั้ง ทั้งขว้าง ฟาด และกระแทกกับพื้นซ้ำแล้วซ้ำอีก สุดท้ายพังยับ และเขาก็แพ้แบบหมดรูป 6-0, 6-0 เป็นครั้งแรกในอาชีพที่เขาแพ้เกมศูนย์ 2 เซ็ตรวดแบบนี้

ภาพแบบนี้เราเห็นกันบ่อยมากในเทนนิส จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะมันคือช่วงเวลาที่ “นักกีฬาหลุดจากการควบคุมตัวเอง” ซึ่งแฟน ๆ ดูแล้วก็เข้าใจได้ทันที ต่อให้ไม่เคยเป็นนักเทนนิส ก็คงเคยมีโมเมนต์ที่หงุดหงิดจนอยากปาอะไรสักอย่าง (มีใครเคยรู้สึกแบบนี้บ้างไหม?)

ซึ่งจริง ๆ แล้ว การทุบแร็กเกตมันมีหลายแบบ บางคนเลือกฟาดลงพื้น ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้แร็กเกตพังจริง และยังควบคุมทิศทางได้ ไม่อันตรายกับคนอื่นมากนัก นักเทนนิสระดับโลกอย่าง โนวัค ยอโควิช หรือ เซเรนา วิลเลียมส์ ก็เคยทำมาแล้ว

แต่บางคนก็บียอนด์ไปไกลกว่านั้น อย่าง อังเดรย์ รูเบลฟ ที่เคยเอาแร็กเกตฟาดใส่ขาตัวเอง เพราะทุบพื้นไม่ได้ตามกติกา หรือในอดีต มิคาอิล ยุซนี่ย์ ถึงขั้นเอาแร็กเกตฟาดหน้าผากตัวเองจนเลือดออก ซึ่งเป็นวิธีที่ทั้งไม่ช่วยให้แร็กเกตพัง และยังทำร้ายตัวเองโดยตรงอีกต่างหาก

ในทางจิตวิทยา มันคือการระบายความกดดันที่สะสมอยู่ภายในอย่างรวดเร็ว ที่สอดคล้องกับแนวคิดที่เรียกว่า Catharsis กีฬาที่มักแข่งขันเดี่ยวอย่างเทนนิสบังคับให้นักกีฬารับผิดชอบทุกจังหวะด้วยตัวเอง เมื่อพลาดเพียงครั้งเดียว ความหงุดหงิดสามารถพุ่งขึ้นมาได้ทันที 

และในบางวินาที อารมณ์ก็เข้าควบคุมแทนเหตุผล การทุบแร็กเกตจึงกลายเป็นวิธีปลดปล่อยความรู้สึกที่ตรงไปตรงมา แม้มันจะไม่ได้ช่วยให้ฟอร์มดีขึ้นเสมอไป แต่ในช่วงเวลานั้น มันคือการคลายแรงกดดันที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน 

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมนี้ก็สะท้อนตัวตนของนักกีฬาออกมาได้อย่างชัดเจน จะเห็นได้ว่าบางคนเลือกปล่อยอารมณ์ออกมาอย่างดุดัน ในขณะที่บางคนอย่าง ราฟาเอล นาดาล กลับเลือกเก็บทุกอย่างไว้ในใจ 

เพราะมองว่าการแสดงความหงุดหงิดออกไป อาจกลายเป็นช่องให้คู่แข่งมองเห็นความเปราะบาง และใช้เป็นความได้เปรียบได้

ถึงจะมีบทลงโทษ ทั้งค่าปรับหรือคำเตือน แต่นักกีฬาหลายคนก็ยังเลือกจะทำ เพราะในบางวินาที อารมณ์มันพุ่งขึ้นมาเร็วกว่าที่เหตุผลจะตามทัน อย่างที่ อังเดรย์ รูเบลฟ เคยยอมรับว่า เขาแค่ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

สุดท้ายแล้ว การทุบแร็กเกตจึงไม่ใช่แค่ภาพของความหัวร้อน แต่มันคือด้านที่จริงที่สุดของกีฬา ที่เผยให้เห็นว่า ต่อให้เป็นนักกีฬาระดับโลก พวกเขาก็ยังหนีไม่พ้นความเป็นมนุษย์…

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ