ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถ้าทัพปืนใหญ่อยู่ในช่วงที่ต้องการประตูในช่วงเวลาสำคัญ แทบไม่มีครั้งไหนที่กุนซืออย่าง มิเกล อาร์เตต้า จะกล้าถอดปีกตัวเก่งอย่างบูกาโย่ ซาก้า ออกจากสนาม
เพราะตลอด 4–5 ฤดูกาลหลังสุด แนวรุกทีมชาติอังกฤษรายนี้คือผู้เล่นที่มีความสม่ำเสมอที่สุดของทีม และมักเป็นคนที่แบกเกมรุกของอาร์เซน่อลเอาไว้ในช่วงเวลาคับขันเสมอ แต่ในเกมที่พบกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ผ่านมา
ภาพที่เกิดขึ้นกลับแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เมื่ออาร์เตต้าตัดสินใจเปลี่ยนตัวซาก้าออกจากสนามในช่วงที่ทีมกำลังไล่ตามตีเสมอ และส่ง โนนี่ มาดูเอเก้ลงมาแทน
อาร์เซน่อลตามหลังอยู่ 0-1 ในตอนนั้น และผลงานของซาก้าในเกมดังกล่าวก็ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่สามารถสร้างอันตรายในพื้นที่สุดท้ายได้มากนัก ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกไป และสุดท้ายมาดูเอเก้ก็เป็นคนเรียกจุดโทษให้ทีมตีเสมอเป็น 1-1
แม้ฟอร์มแบบนี้จะดูน่าประหลาดใจสำหรับผู้เล่นระดับซาก้า แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ครั้งแรกในฤดูกาลนี้ที่เขาไม่สามารถสร้างอิทธิพลต่อเกมได้ด้วยการทำประตูหรือแอสซิสต์
แน่นอนว่าแข้งวัย 24 ปียังคงเป็นอาวุธเกมรุกที่อันตรายที่สุดของอาร์เซน่อลในแทบทุกนัด แต่ตัวเลขผลงานของเขาในช่วงหลังกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยตลอด 21 นัดหลังสุดในทุกรายการ เขาทำได้เพียง 2 ประตู กับอีก 3 แอสซิสต์เท่านั้น
หากอาร์เซน่อลต้องการก้าวไปสู่การลุ้นแชมป์รายการใหญ่ในฤดูกาลนี้ พวกเขาย่อมต้องหวังให้ซาก้ากลับมาเป็นผู้นำเกมรุกเหมือนที่เคยทำได้ในหลายปีที่ผ่านมา เพราะเขาไม่ใช่แค่ดาวเด่นของทีม แต่ยังเป็นผู้เล่นที่รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดของสโมสรด้วย
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฟอร์มของซาก้าดูดรอปลง คือการประสานงานกับกองหน้าคนใหม่อย่าง วิคตอร์ โยเคเรส ที่ยังไม่ลงตัวนัก เกมเสมอเลเวอร์คูเซ่นคือแมตช์ที่ 28 ที่ทั้งสองคนลงเล่นร่วมกันในแนวรุกของอาร์เซน่อล แต่ตลอดช่วงเวลานั้น แทบไม่มีจังหวะที่ทั้งคู่เล่นเข้าขากันอย่างชัดเจน
ในช่วงก่อนหน้านี้ ซาก้ามักทำผลงานได้ดีที่สุดเมื่อได้เล่นร่วมกับไค ฮาแวร์ตซ์ และ มาร์ติน โอเดการ์ด ในแนวรุก ทั้งสองคนเข้าใจจังหวะการเคลื่อนที่และการเปิดบอลของซาก้าเป็นอย่างดี จนช่วยกันสร้างโอกาสและประตูได้จำนวนมาก
แต่กับโยเคเรส รูปแบบการเล่นกลับแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ซาก้าได้รับบอลจากโยเคเรสเฉลี่ยเพียง 1.9 ครั้งต่อเกมเท่านั้น ขณะที่ฤดูกาลก่อน เขาได้รับบอลจากฮาแวร์ตซ์เฉลี่ยถึง 5.3 ครั้งต่อเกม
ในทางกลับกัน ซาก้าก็จ่ายบอลให้โยเคเรสน้อยกว่าที่เคยจ่ายให้ฮาแวร์ตซ์เช่นกัน ส่งผลให้ฤดูกาล 2024-25 เขาเคยแอสซิสต์ให้ฮาแวร์ตซ์ถึง 3 ประตูในลีก แต่กับโยเคเรสในฤดูกาลนี้ยังไม่มีแอสซิสต์เกิดขึ้นเลย
ความแตกต่างนี้สะท้อนสไตล์ของกองหน้าทั้งสองคนอย่างชัดเจน โยเคเรสเป็นกองหน้าที่ชอบวิ่งทะลุแนวรับและรอจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ ขณะที่ฮาแวร์ตซ์มักถอยต่ำลงมาเชื่อมเกมและสัมผัสบอลมากกว่า
ซึ่งแนวทางแบบหลังนั้นเข้ากับการเล่นของซาก้ามากกว่าอย่างเห็นได้ชัด และการที่ฮาแวร์ตซ์กำลังจะกลับมาฟิตสมบูรณ์ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ซาก้ากลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง
อีกปัจจัยหนึ่งคือการที่ซาก้าได้สัมผัสบอลในพื้นที่อันตรายน้อยลง หากดูจากสถิติในฤดูกาลนี้ เขาสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่งเฉลี่ย 7.5 ครั้งต่อ 90 นาที ซึ่งลดลงจากสองฤดูกาลก่อนหน้าที่อยู่ที่ประมาณ 8.3 และ 8.4 ครั้งต่อเกม
ขณะเดียวกัน ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจกำลังส่งผลต่อฟอร์มของเขา นั่นคือความเหนื่อยล้าสะสม ซาก้าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ลงสนามอย่างต่อเนื่องมากที่สุดของอาร์เซน่อล ระหว่างฤดูกาล 2020-21 จนถึงต้นฤดูกาล 2024-25 เขาลงเล่นให้สโมสรเฉลี่ยถึง 46 นัดต่อฤดูกาล และยังลงสนามให้ทีมชาติอังกฤษอีกกว่า 40 นัดในช่วงเวลาเดียวกัน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาระเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกมสุดสัปดาห์กับเอฟเวอร์ตันจะเป็นนัดที่ 40 ของเขาในฤดูกาลนี้ และมีสัญญาณว่าทั้งเขาและเพื่อนร่วมทีมบางคนเริ่มสูญเสียพลังงานในเกมไปบ้างแล้ว
แม้ฤดูกาลก่อนเขาจะเคยเจ็บแฮมสตริงอย่างหนักจนต้องพักไปถึงสามเดือน แต่ภายในสโมสรไม่มีความกังวลเรื่องผลกระทบระยะยาวจากการผ่าตัด เพราะไม่นานมานี้อาร์เซน่อลเพิ่งต่อสัญญาฉบับใหม่ 5 ปีให้กับเขา พร้อมยกระดับให้เป็นนักเตะที่รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดของทีม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำหรับซาก้าคือบทบาทของเขาในสนามต้องใช้การสปรินต์ด้วยความเร็วสูงและการเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา และในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาลก็แทบไม่มีโอกาสให้พักฟื้นมากนัก เพราะอาร์เซน่อลยังคงอยู่ในเส้นทางการแข่งขันทุกรายการ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน พวกเขาจะต้องลงสนามทุก ๆ สามวัน
หลังจากนั้น ซาก้ายังต้องไปร่วมศึกฟุตบอลโลกกับทีมชาติอังกฤษอีก ทำให้ช่วงซัมเมอร์ก็แทบไม่มีเวลาพักเช่นกัน สำหรับเขาแล้ว ทางเลือกมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือเดินหน้าต่อไปและพยายามค้นหาฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองกลับมาอีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้ว ฟอร์มที่ดรอปลงของซาก้าอาจไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายเรื่อง ทั้งการปรับแท็คติกของทีม ความเข้าใจในเกมกับเพื่อนร่วมทีมที่ยังต้องใช้เวลา รวมไปถึงความเหนื่อยล้าจากการลงสนามอย่างต่อเนื่องตลอดหลายฤดูกาลที่ผ่านมา