เริ่มแรก…ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งที่แทบไม่มีใครเถียงได้เลยว่า ‘โมฮาเหม็ด ซาล่าห์’ คือหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยสวมเสื้อลิเวอร์พูล เขาคือระดับตำนานของพรีเมียร์ลีก และเป็นหนึ่งในนักเตะแอฟริกันที่ดีที่สุดตลอดกาลอย่างไม่ต้องสงสัย
ตลอด 9 ปีในแอนฟิลด์ สิ่งที่ซาล่าห์สร้างขึ้นไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือมาตรฐานใหม่ของคำว่า “แนวรุกระดับโลก” ทั้งประตู แอสซิสต์ และความสำเร็จที่พาทีมไปถึงจุดสูงสุด เขาไม่ใช่นักเตะที่ถูกนำไปเทียบกับใคร เพราะมาตรฐานของเขาเองมันอยู่เหนือกว่าคำว่า “ปกติ” ไปไกลแล้ว
แต่พอเข้าสู่ฤดูกาล 2025-26 ภาพที่คุ้นเคยนั้นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
หลังจากฤดูกาลก่อนที่เขายิงไป 29 ประตูและเป็นกำลังสำคัญพาทีมคว้าแชมป์ ฟอร์มในซีซั่นนี้กลับดรอปลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียง 5 ประตูจาก 22 นัดในลีก ตัวเลขนี้อาจดูไม่เลวร้ายสำหรับนักเตะทั่วไป แต่สำหรับคนที่รักษามาตรฐานระดับโลกได้อย่างต่อเนื่องแบบเขา
มันคือสัญญาณบางอย่างที่ชัดเจนว่ากำลังมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซาล่าห์ถูกตั้งคำถาม ช่วงฟอร์มตกเคยเกิดขึ้นมาแล้ว และหลายครั้งเขาก็ตอบโต้ด้วยการกลับมายิงแบบถล่มทลายจนทุกเสียงเงียบลง แต่ครั้งนี้บรรยากาศมันต่างออกไป
สิ่งที่เปลี่ยน ไม่ได้มีแค่จำนวนประตู แต่รวมถึง “วิธีการเล่น” ของเขาด้วย การสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษลดลงเหลือ 7.8 ครั้งต่อ 90 นาที ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีม
ขณะเดียวกันจำนวนการยิงแบบไม่รวมจุดโทษก็ลดลงต่ำกว่า 3 ครั้งต่อเกมเป็นครั้งแรก นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้เข้าไปอยู่ในจุดอันตรายได้บ่อยเหมือนเดิม
แม้พื้นที่การเล่นในแบบฉบับของเขายังอยู่ แต่ทั้งคุณภาพและปริมาณของโอกาสเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
อีกหนึ่งภาพสะท้อนสำคัญคืออัตราการเสียบอลที่เพิ่มขึ้นเป็น 37% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในช่วงเวลาที่อยู่กับลิเวอร์พูล ปกติแล้วจุดนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะซาล่าห์คือผู้เล่นที่กล้าลอง กล้าเสี่ยง และมักแลกมาด้วยผลลัพธ์ในพื้นที่สุดท้าย แต่เมื่อประตูและแอสซิสต์ลดลง ความเสี่ยงเหล่านั้นก็เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
ในแง่ของการสร้างสรรค์เกม ตัวเลขก็ลดลงเช่นกัน แม้จะต้องยอมรับว่าฤดูกาลก่อนเขาทำไว้สูงมากถึง 18 แอสซิสต์ ซึ่งยากจะรักษาระดับนั้นได้ต่อเนื่อง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอิทธิพลในเกมรุกของเขาไม่ได้โดดเด่นเหมือนเดิม
ปัจจัยแวดล้อมก็มีส่วนไม่น้อย ลิเวอร์พูลมีปัญหาในตำแหน่งแบ็กขวา ทำให้รูปแบบการเล่นที่เคยช่วยเปิดพื้นที่ให้ซาล่าห์หายไป เขาจึงต้องเล่นแบบโดดเดี่ยวมากขึ้น และต้องพึ่งพาการดวลตัวต่อตัวมากกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน เรื่องของสภาพร่างกายก็เริ่มแสดงผล แม้เขาจะยังฟิตและรักษามาตรฐานความแข็งแกร่งได้ดี แต่จังหวะเร่งสปีดเพื่อฉีกหนีคู่แข่งเริ่มลดลง อัตราการเลี้ยงผ่านสำเร็จเหลือเพียง 19.7% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีม
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าเขา “หมดแล้ว” ซาล่าห์ยังคงเป็นนักเตะที่สามารถทำประตูเตะเลขสองหลักได้เสมอ เพียงแต่ในฟุตบอลยุคปัจจุบัน การยิงประตูอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะกับทีมที่ต้องการความเข้มข้น ความเร็ว และพลังงานในทุกจังหวะของเกม
ภายใต้การทำทีมของอาร์เน่อ ชล็อต ลิเวอร์พูลกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องการพลังใหม่ ความสด และความเร็ว เพื่อพัฒนาไปอีกระดับ และนั่นทำให้คำถามสำคัญเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การแยกทางอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่ายแล้วหรือเปล่า
มันไม่ใช่การจบลงเพราะความล้มเหลว แต่เป็นการจบลงในจังหวะเวลาที่เหมาะสม…
ข่าวการอำลาอาจช่วยปลดปล่อยความกดดันออกจากตัวเขา และด้วยมาตรฐานที่ซาล่าห์ตั้งไว้กับตัวเอง มันคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย หากเขาจะปิดฉากช่วงเวลาที่แอนฟิลด์ด้วยฟอร์มที่ดีที่สุดอีกครั้ง เพราะทุกเรื่องราวมีเวลาของมัน และนี่อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดของเขาแล้วก็เป็นได้…คิง โม