Top-Songkran69 Top-Songkran69

รวมดาวแต่ไม่รวมใจ? เมื่อซูเปอร์สตาร์ อาจกลายเป็นปัญหาของ เรอัล มาดริด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เต็มไปด้วยพรสวรรค์ แต่ยังขาดความลงตัว เมื่อบทบาททับซ้อนและสมดุลหายไป สิ่งที่หายจริง ๆ อาจไม่ใช่คุณภาพ แต่คือ “ความเป็นทีม” ของเรอัล มาดริด

ในทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกแทบจะทุกตำแหน่ง ทัพราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ควรจะมีซีซั่นที่สมบูรณ์แบบ มากกว่าจะเป็นซีซั่นที่ต้องตั้งคำถาม…แต่ในความเป็นจริง 

ยิ่งพวกเขามีซูเปอร์สตาร์มากเท่าไหร่ คำถามกลับยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น เพราะปัญหาของมาดริดวันนี้ อาจไม่ใช่การขาดคุณภาพใน squad แต่อาจเป็นการมี “คุณภาพมากเกินไป” จนยากจะหลอมรวมเป็นทีมเดียวกัน?

ย้อนกลับไปก่อนเกมที่เรอัล มาดริด เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และตีตั๋วเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ

เรอัล มาดริดกับเกมพ่ายมายอร์ก้า Reuters/Nacho Doce
เรอัล มาดริดกับเกมพ่ายมายอร์ก้า

ทางสโมสรได้ปล่อยสารคดีที่พาแฟนบอลย้อนเส้นทางสู่แชมป์ยุโรปซีซั่น 2023-24 

ที่เต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ทั้งกดดันและความยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการดวลจุดโทษกับแมนฯซิตี้ หรือการคัมแบ็กในเกมกับทัพเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค

ซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าสนใจในสารคดีนี้ กลับเกิดขึ้นในห้องแต่งตัวช่วงพักครึ่งของนัดชิง UCL กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อโทนี่ โครสแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อ วินิซิอุส จูเนียร์ และ จู๊ด เบลลิงแฮมที่ไม่ช่วยเกมรับมากพอ

เขาพูดตรง ๆ ว่า ทีมกำลังเสียเปรียบในพื้นที่สำคัญ เพราะไม่มีใครลงมาช่วยป้องกัน จังหวะนี้สะท้อนสิ่งหนึ่งที่มักถูกมองข้ามเสมอ นั่นคือ ต่อให้มีนักเตะพรสวรรค์แค่ไหน ฟุตบอลยุคใหม่ก็ไม่สามารถชนะได้ หากขาด “โครงสร้าง” และ “ความเป็นทีม”

ในช่วงที่ผ่านมา ทัพราชันชุดขาวภายใต้การคุมทีมของ อัลบาโร่ อาร์เบลัว มาดริดดูเหมือนจะเริ่มหาจุดสมดุลนั้นเจอ พวกเขาเล่นด้วยพลังและความเป็นทีมมากขึ้น เอาชนะหลาย ๆ ทีมได้อย่างน่าประทับใจ

แต่ปัญหาที่แท้จริงเพิ่งกำลังจะเริ่มต้น เพราะการกลับมาจากอาการบาดเจ็บของสองสตาร์อย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป้ และ จู๊ด เบลลิงแฮม กำลังทำให้ทีมต้องเผชิญกับคำถามเดิมอีกครั้ง ว่าจะใส่นักเตะที่เป็นซูเปอร์สตาร์ลงไปในสนามอย่างไร…โดยไม่ทำลาย “ระบบ” ที่เพิ่งเริ่มลงตัว

การเข้ามาของอาร์เบลัวในเดือนมกราคม เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของ ประธานสโมสรอย่างฟลอเรนติโน่ เปเรซที่เลือกเปลี่ยนทิศทางของทีม ไปสู่แนวทางที่ให้อิสระกับนักเตะมากขึ้น และให้ความสำคัญกับบรรยากาศภายในทีมเป็นหลัก

ผลลัพธ์ในช่วงแรกถือว่าน่าสนใจ นักเตะอย่างวินิซิอุส จูเนียร์ และ เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้  กลับมาเล่นด้วยความมั่นใจอีกครั้ง ขณะที่บราฮิม ดิอาซก็สามารถแสดงศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่มากขึ้น ภายใต้ระบบที่เรียบง่ายและชัดเจนกว่าเดิม

ในช่วงที่ทีมเจอปัญหาอาการบาดเจ็บ อาร์เบลัวยังเลือกดันผู้เล่นดาวรุ่งขึ้นมาใช้งาน พร้อมย้ำคุณสมบัติที่เขาต้องการจากทุกคนอย่างชัดเจน นั่นคือพลัง ความเสียสละ และการเล่นเพื่อทีมมากกว่าตัวบุคคล

เขาพูดไว้ตรงไปตรงมาว่า ไม่ว่าใครจะได้ลงสนาม สิ่งสำคัญที่สุดคือทีมต้องเป็นหนึ่งเดียว เพราะในฟุตบอลยุคนี้ หากไม่สามารถเล่นเป็นทีมได้อย่างเต็มร้อย มันก็ไม่มีอะไรการันตีว่าทีมระดับเรอัล มาดริด จะไม่แพ้ใคร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาร์เบลัวยังไม่ได้เผชิญอย่างเต็มรูปแบบ คือโจทย์ที่ยากที่สุดของการคุมทีมนี้ นั่นคือการหลอมรวมซูเปอร์สตาร์ทั้งหมดให้กลายเป็นทีมเดียวกัน

นี่คือสิ่งที่โค้ชอย่างซีดานหรืออันเชล็อตติ เคยทำได้ และพาทีมประสบความสำเร็จในยุโรป แต่ก็เป็นสิ่งที่โค้ชอีกหลายคนไม่สามารถผ่านไปได้ และตอนนี้ คำถามเดิมกำลังย้อนกลับมาอีกครั้ง

ความพ่ายแพ้ต่อมายอร์ก้ากลายเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจน เมื่อทีมดูขาดทั้งไอเดียและพลัง ความเป็นทีมที่เคยเห็นก่อนหน้านั้นหายไปอย่างชัดเจน และมันสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อซูเปอร์สตาร์กลับมาพร้อมกัน แต่ “ความสมดุล” ยังไม่ลงตัว ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป

ในขณะที่การลุ้นแชมป์ลาลีกาก็เริ่มยากขึ้น เพราะบาร์เซโลน่าเองก็ทิ้งระยะห่างออกไปที่ 7 แต้ม ความหวังของฤดูกาลนี้ของเรอัล มาดริดจึงอาจเหลืออยู่ที่ UCL เพียงรายการเดียว


และในรายการใหญ่อย่าง UCL ที่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนทุกอย่างได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ใครควรได้ลงเล่น” แต่คือจะทำอย่างไรให้ผู้เล่นที่ดีที่สุดในทีม ยอมเล่นเพื่อกันและกัน และเพื่อทีม

เพราะท้ายที่สุด ต่อให้เต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกมากแค่ไหน หากไม่สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวได้จริง ความยิ่งใหญ่ของ เรอัล มาดริด ก็อาจเป็นเพียงภาพที่ดูสมบูรณ์แบบ…แต่ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในความเป็นจริง..
 

Bottom-Songkran69 Bottom-Songkran69

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ