ก่อนฟุตบอลโลก 2026 จะเริ่มขึ้น หลายคนยกให้ฝรั่งเศสเป็นทีมเต็งแชมป์อันดับต้น ๆ ของรายการ ด้วยขุมกำลังที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ ประสบการณ์ในเกมใหญ่ และผลงานที่สม่ำเสมอตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่สำหรับนักเตะสเปน พวกเขาไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นรองแม้แต่น้อย
หลังจบเกมที่เอาชนะเบลเยี่ยม 2-1 พร้อมผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ลามีน ยามาล ถูกถามถึงการดวลกับฝรั่งเศส และคำตอบของเจ้าตัวก็ชัดเจนแบบไม่ต้องตีความต่อ
เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวฟุตบอลโลก 2026 กับ PPTV
"ถ้าจะมีใครต้องกลัว ก็ควรเป็นพวกเขา เพราะเราเคยเขี่ยพวกเขาตกรอบยูโรมาแล้ว"
ประโยคสั้น ๆ นี้ ไม่ใช่แค่การข่มขวัญคู่แข่ง แต่มันสะท้อนความเชื่อมั่นของสเปนชุดนี้ได้ดีที่สุด เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าฝรั่งเศสเลย
ย้อนกลับไปในยูโร 2024 สเปนเป็นฝ่ายพลิกแซงเอาชนะฝรั่งเศส 2-1 ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะไปคว้าแชมป์ได้สำเร็จ หนึ่งในภาพที่แฟนบอลยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ คือ ลูกยิงสุดมหัศจรรย์ของลามีน ยามาล ที่ส่งให้ทั้งโลกได้รู้จักเด็กวัย 17 ปีคนนี้อย่างแท้จริง
หนึ่งปีต่อมา ทั้งสองทีมกลับมาเจอกันอีกครั้งในศึกยูฟ่า เนชันส์ ลีก และเกมนั้นก็จบลงด้วยชัยชนะของสเปนอีกครั้งในเกมสุดเดือด 5-4 สองครั้งล่าสุดที่พบกัน ผู้ชนะคือสเปนทั้งหมด
และตอนนี้ เวทีฟุตบอลโลกก็กำลังพาทั้งคู่กลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้สเปนจะต้องเหนื่อยกว่าจะผ่านเบลเยี่ยมมาได้ แต่รูปเกมกลับสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขายังคงเป็นหนึ่งในทีมที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนที่สุดของฟุตบอลโลกครั้งนี้
ลูกทีมของ หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต้ เป็นฝ่ายครองเกมแทบทั้งหมด คุมจังหวะการแข่งขัน และค่อย ๆ ขยับเกมรุกอย่างอดทนเพื่อหาพื้นที่โจมตี ขณะที่เบลเยี่ยม แม้จะตามตีเสมอได้ แต่สเปนก็ไม่เคยเสียรูปแบบการเล่นของตัวเอง
ประตูตีเสมอของเบลเยี่ยมยังยุติสถิติคลีนชีตของสเปนที่ยาวนานถึง 649 นาที ซึ่งถือเป็นสถิติยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกอีกด้วย
แต่สิ่งที่น่าประทับใจกว่า คือหลังเสียประตู สเปนไม่ได้เสียความมั่นใจเลยแม้แต่น้อย
พวกเขายังคงเล่นแบบเดิม ครองบอลแบบเดิม และสุดท้ายก็ได้ประตูชัยจาก มิเกล เมริโน่
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมริโน่กลายเป็นฮีโร่ เพราะก่อนหน้านี้ เขาเคยยิงประตูชัยใส่เยอรมนีในยูโร 2024 และยิงช่วงทดเวลาช่วยสเปนผ่านโปรตุเกสในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกครั้งนี้มาแล้ว
นั่นทำให้หลายคนเริ่มมองเห็นว่า จุดแข็งที่สุดของสเปน ไม่ใช่การมีนักเตะที่เก่งที่สุด แต่คือการที่ "ฮีโร่ของทีม เปลี่ยนหน้าได้ทุกเกม"
ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลายสายตาจับจ้องไปที่การแข่งขันแย่งดาวซัลโวระหว่าง ลิโอเนล เมสซี่, คีเลียน เอ็มบัปเป้, เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ หรือ แฮร์รี่ เคน
แต่สเปนกลับเดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ โดยไม่มีใครต้องแบกทีมเพียงคนเดียว
ลามีน ยามาล ยิงได้เพียงประตูเดียวเท่านั้นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ แต่เจ้าตัวกลับบอกว่า เขาไม่ได้รู้สึกกดดันเลย
"ตอนยูโร ผมก็ยิงได้แค่ลูกเดียว แต่สุดท้ายเราก็เป็นแชมป์ ถ้าเราคว้าแชมป์โลกได้ คงไม่มีใครมาถามหรอกว่าผมยิงกี่ลูก สิ่งสำคัญที่สุดคือทีมชนะ" นั่นอาจเป็นคำตอบที่อธิบายสเปนชุดนี้ได้ดีที่สุด
ทีมที่ไม่ได้เล่นเพื่อสร้างซูเปอร์สตาร์ แต่เล่นเพื่อให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะ เด ลา ฟูเอนเต้ เองก็ย้ำเรื่องนี้มาตลอด และสำหรับเขา ไม่มีใครสำคัญกว่าทีม บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่สเปนยังคงเป็นทีมที่เล่นเป็นหนึ่งเดียวที่สุดของฟุตบอลโลกครั้งนี้
แน่นอน ฝรั่งเศสยังเต็มไปด้วยนักเตะระดับโลก พวกเขามีความเร็ว พละกำลัง และเกมรุกที่อันตรายที่สุดทีมหนึ่งของรายการ แต่ในอีกฝั่ง สเปนก็มีระบบการเล่นที่แทบไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเจอคู่แข่งแบบไหน
และบางที...เกมรอบรองชนะเลิศครั้งนี้ อาจไม่ใช่การตัดสินว่าใครมีนักเตะเก่งกว่ากัน แต่มันคือการพิสูจน์ว่า ระหว่าง "ทีมที่มีซูเปอร์สตาร์มากที่สุด" กับ "ทีมที่เล่นเป็นทีมมากที่สุด" ใครกันแน่จะได้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026