ในฟุตบอลโลก 2026 "ลิโอเนล เมสซี่" แสดงให้เห็นถึงความอันตรายในช่วงท้ายเกมอย่างต่อเนื่อง โดยมีส่วนร่วมกับประตูสำคัญหลายครั้งในช่วงเวลาชี้ขาดของการแข่งขัน การพลิกแซงเอาชนะอังกฤษ 2-1 ในรอบรองชนะเลิศคืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ตอกย้ำว่า เมสซี่และอาร์เจนตินาไม่เคยยอมแพ้ตราบใดที่เสียงนกหวีดสุดท้ายยังไม่ดังขึ้น
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อาร์เจนตินาพลิกสถานการณ์ในรอบน็อกเอาต์ของทัวร์นาเมนต์นี้ เพราะตลอดเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ เมสซี่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ประตูช่วงท้ายเกมอยู่หลายครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นการยิงเองหรือการแอสซิสต์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของกัปตันทีมวัย 39 ปี ที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเกมรุกอาร์เจนตินา และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่พาทีมผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์
โมเมนต์สำคัญของลิโอเนล เมสซี่ กับประตูช่วงท้ายเกม
รอบแบ่งกลุ่ม: อาร์เจนตินา 2-0 ออสเตรีย
ในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดที่สอง แม้ผลการแข่งขันแทบจะไม่สามารถพลิกผันได้แล้ว หลังอาร์เจนตินาขึ้นนำ 1-0 แต่ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+5 ลิโอเนล เมสซี่ ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้วยการตามซ้ำลูกยิงของตัวเอง ก่อนซัดบอลผ่านแนวรับออสเตรียถึง 3 คนเข้าไปตุงตาข่าย เป็นประตูปิดท้ายที่ช่วยตอกย้ำชัยชนะ 2-0 และเก็บสามคะแนนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
รอบแบ่งกลุ่ม: อาร์เจนตินา 3-1 จอร์แดน
ในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม อาร์เจนตินานำจอร์แดนอยู่ 2-1 ก่อนที่ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรอง จะรับหน้าที่ยิงฟรีคิกจากระยะประมาณ 25 หลาในนาทีที่ 80 เมสซี่สังเกตเห็นช่องว่างในกำแพงของจอร์แดน ก่อนตัดสินใจยิงบอลเรียดลอดช่อง บอลกระดอนพื้นหนึ่งจังหวะแล้วพุ่งเสียบตาข่ายอย่างเฉียบขาด กลายเป็นประตูปิดท้ายที่ช่วยให้อาร์เจนตินาเอาชนะไป 3-1 พร้อมปิดฉากรอบแบ่งกลุ่มด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยม
รอบ 32 ทีมสุดท้าย: อาร์เจนตินา 3-2 เคปเวิร์ด
เกมรอบ 32 ทีมสุดท้ายของอาร์เจนตินาเต็มไปด้วยความดรามา เมื่อพวกเขาต้องเล่นถึงช่วงต่อเวลาพิเศษกว่าจะเอาชนะเคปเวิร์ดได้ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ยิงประตูให้อาร์เจนตินาขึ้นนำ 2-1 ในนาทีที่ 92 ก่อนที่ลิโอเนล เมสซี่ จะเปิดลูกเตะมุมได้อย่างแม่นยำในนาทีที่ 111 จนแนวรับเคปเวิร์ดสกัดบอลเข้าประตูตัวเอง ส่งให้อาร์เจนตินาขยับหนีเป็น 3-2
แม้ประตูสุดท้ายจะถูกบันทึกเป็นการทำเข้าประตูตัวเอง แต่จังหวะดังกล่าวก็เกิดขึ้นจากลูกเปิดอันยอดเยี่ยมของเมสซี่ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างประตูชัยและช่วยให้อาร์เจนตินาผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้อย่างหวุดหวิด
รอบ 16 ทีมสุดท้าย: อาร์เจนตินา 3-2 อียิปต์
อาร์เจนตินาเกือบต้องยุติเส้นทางในรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังตกเป็นฝ่ายตามอียิปต์ 0-2 และเหลือเวลาเพียง 11 นาทีก่อนเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แต่พวกเขากลับสร้างหนึ่งในการคัมแบ็กที่น่าจดจำที่สุดของฟุตบอลโลก 2026 จุดเริ่มต้นของการพลิกสถานการณ์เกิดขึ้นในนาทีที่ 79 เมื่อคริสเตียน โรเมโร ยิงประตูตีไข่แตก ก่อนที่ลิโอเนล เมสซี่ จะซัดประตูตีเสมอในนาทีที่ 83 จุดประกายความหวังให้กับทัพฟ้าขาว
และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+2 เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ก็สวมบทฮีโร่ด้วยการยิงประตูชัย พาอาร์เจนตินาพลิกกลับมาเอาชนะ 3-2 ได้อย่างเหลือเชื่อ พร้อมผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ
รอบรองชนะเลิศ: อาร์เจนตินา 2-1 อังกฤษ
อาร์เจนตินาตกเป็นฝ่ายตามหลังอังกฤษ 0-1 แต่สามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างน่าทึ่งในช่วงท้ายเกม เมื่อเอ็นโซ เฟร์นานเดซ ยิงประตูตีเสมอในนาทีที่ 85 ก่อนที่เลาตาโร มาร์ติเนซ จะโหม่งประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+2 โดยทั้งสองประตูล้วนมาจากการแอสซิสต์ของลิโอเนล เมสซี่
ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงส่งให้อาร์เจนตินาผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำให้เห็นถึงความอันตรายในช่วงท้ายเกมของทัพฟ้าขาวอีกด้วย
โดยตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ พวกเขาทำประตูตั้งแต่นาทีที่ 79 เป็นต้นไปได้มากถึง 11 ประตู สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความเฉียบคม และการไม่ยอมแพ้ของอาร์เจนตินาจนกว่าจะสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย
ที่มา: NDTV Sports