เสียงโห่จากแฟนฟูแล่มที่คราเวน คอตเทจ อาจเป็นเพียงหนึ่งในเหตุการณ์ระหว่างเกมที่เชลซีพบกับฟูแล่ม อย่างไรก็ตามเมื่อมองจากสถานการณ์ของ “เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ” ในตอนนี้ มันอาจกำลังสะท้อนถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในเส้นทางของเขากับเชลซี
เพราะนอกจากชื่อของเอ็นโซ่จะถูกเชื่อมโยงกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ยังรายงานว่า เอ็นโซ่ได้ตอบตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับแมนฯ ซิตี้แล้ว ดีลไฟเขียวทางสะดวกสุด ๆ ทำให้ดีลนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือธรรมดาอีกต่อไป
และถ้าดีลนี้เกิดขึ้นจริง เพื่อน ๆ คิดว่า เชลซีกำลังจะเสียกองกลางคนสำคัญไปหนึ่งคน หรือการปล่อยเอ็นโซ่ออกจากทีม อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ แดนกลางที่สมดุลกว่าเดิม? เรามาวิเคราะห์ไปพร้อมกัน
เอ็นโซ่ย้ายจากเบนฟิก้ามาเชลซีในเดือนมกราคม 2023 ด้วยค่าตัว 120 ล้านยูโร หรือราว 106 ล้านปอนด์ โดยถูกวางบทบาทให้เป็นตัวแทนของ จอร์จินโญ่ และเป็นหัวใจของแดนกลางชุดใหม่
ช่วงแรกเขาถูกใช้งานในการทำหน้าที่ควบคุมจังหวะและสร้างเกมจากด้านหลัง เช่นเดียวกับช่วงที่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ คุมทีม
ซึ่งปัญหาคือ เชลซีไม่เคยดูแข็งแกร่งพอเมื่อเอ็นโซ่ต้องรับผิดชอบเกมรับในแดนกลาง เพราะแม้เขาจะพัฒนาสภาพร่างกายขึ้นมากจากเมื่อก่อน แต่การต้องรับมือกับพื้นที่กว้างและการอ่านเกมรับยังไม่ใช่จุดแข็งที่สุดของเขา
ช่วงฤดูกาล 2023-24 ปัญหานี้ยิ่งชัดเจน เมื่อเชลซีมักถูกคู่แข่งเล่นงานจนเสียถึง 63 ประตูในพรีเมียร์ลีก ทางออกของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า จึงเป็นการขยับเอ็นโซ่ขึ้นไปเล่นในพื้นที่ด้านซ้ายมากขึ้น พร้อมให้ฟูลแบ็กหุบเข้ามาช่วยยืนในแดนกลาง ขณะที่เชลซีลดความเร็วในการครองบอลลงเพื่อให้โครงสร้างทีมกระชับและรับมือเกมสวนกลับได้ดีขึ้น
นั่นทำให้เอ็นโซ่ได้โชว์ฟอร์มออกมาอย่างยอดเยี่ยม และฤดูกาลที่ผ่านมาเขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นที่สุดของทีม ยิงถึง 10 ประตูในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาทำได้ถึงตัวเลขสองหลักจากตำแหน่งกองกลาง และยิงรวม 15 ประตูในทุกรายการ
เขาจึงพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นกองกลางหมายเลข 8 ที่มีเกมรุกโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของเชลซีนับตั้งแต่ยุคของ แฟรงค์ แลมพาร์ด
การเข้ามาของ ชาบี อลอนโซ่ ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจขึ้นอีก เพราะระบบ 3-4-2-1 ของเขาอาจไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เอ็นโซ่ในตำแหน่งที่เหมาะกับเขามากที่สุด
เอ็นโซ่สามารถเล่นเป็นหมายเลข 10 ฝั่งซ้ายด้านหลัง ชูเอา เปโดร ได้ แต่เชลซีเพิ่งทุ่มเงินมหาศาลคว้า มอร์แกน โรเจอร์ส เข้ามา และตำแหน่งดังกล่าวจึงมีแนวโน้มเป็นของโรเจอร์สมากกว่า ขณะที่หากใครสักคนหายไป เอสเตเวาก็สามารถขยับเข้ามาทดแทนได้
ปัญหาคือ เชลซีพยายามใช้คู่เอ็นโซ่กับ มอยเซส ไกเซโด้ ในแดนกลางมาแล้วหลายครั้ง และตลอดช่วงสามปีครึ่งที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้จัดการทีมคนไหนสามารถทำให้คู่มิดฟิลด์นี้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ในเวลาที่ทีมไม่มีบอล
ดังนั้น การปล่อยเอ็นโซ่ออกจากทีมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเสียผู้เล่นคุณภาพสูง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้อลอนโซ่สร้างแดนกลางขึ้นมาใหม่โดยไม่มีข้อจำกัดจากโครงสร้างเดิม
ฝั่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ยังมองเอ็นโซ่เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญสำหรับการสร้างแดนกลางขึ้นมาใหม่
หลังจาก โรดรี้, แบร์นาร์โด้ ซิลวา และ ทิจจานี่ ไรจ์นเดอร์ส ต่างออกจากทีม ขณะที่ นิโก้ กอนซาเลซ กำลังได้รับความสนใจจากนิวคาสเซิล ชื่อของเอ็นโซ่จึงถูกนำกลับมาอยู่บนโต๊ะเจรจาอีกครั้ง
ที่สำคัญ เขายังเคยทำงานร่วมกับ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ซึ่งเคยทำงานร่วมกันในช่วงที่เชลซี
เชลซีต้องการค่าตัวอย่างน้อย 120 ล้านปอนด์ และแม้เส้นตายอย่างไม่เป็นทางการที่สโมสรเคยกำหนดไว้จะผ่านไปโดยที่ซิตี้ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการ แต่ทีมจากแมนเชสเตอร์ยังคงจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
หากดีลเกิดขึ้นจริง เชลซีอาจได้เงินมากกว่าที่พวกเขาจ่ายให้เบนฟิก้าเมื่อปี 2023 แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ใครจะเข้ามาแทน?
เพราะตลาดกองกลางช่วงปลายซัมเมอร์แทบไม่มีตัวเลือกที่ง่ายอีกแล้ว นักเตะชื่อดังหลายคนย้ายทีมไปเรียบร้อย ขณะที่คนที่ยังอยู่กับต้นสังกัดก็ไม่ได้มีเหตุผลมากพอให้สโมสรต้องรีบขาย นั่นทำให้เชลซีอาจอยู่ในสถานการณ์ที่ขายเอ็นโซ่ได้ราคาสูง แต่ต้องจ่ายแพงเกินจริงเพื่อหาตัวแทน
ในแง่หนึ่ง เอ็นโซ่คือหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของเชลซีเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา เขาพัฒนาตัวเองจากกองกลางตัวสร้างเกมให้กลายเป็นนักเตะที่สามารถยิงประตูและสร้างสรรค์เกมรุกได้อย่างโดดเด่น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง จุดเด่นเหล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อเขาถูกขยับขึ้นไปเล่นสูง และระบบของอลอนโซ่อาจไม่ได้มีพื้นที่สำหรับเขาในตำแหน่งนั้น
ขณะเดียวกัน เชลซีเองก็ยังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างเกมรับให้แก้ หลังเกมกับฟูแล่มแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังสามารถถูกโจมตีในพื้นที่แดนกลางได้ การกลับมาของไกเซโด้จะช่วยทีมได้มาก แต่ โรเมโอ ลาเวีย ก็ยังมีข้อจำกัดในเกมรับ
ดังนั้น หากเชลซีสามารถหากองกลางหมายเลข 6 ที่เหมาะสมเข้ามาได้ การเสียเอ็นโซ่อาจเปิดทางให้ทีมสร้างสมดุลใหม่ โดยมีแนวรุกที่กำลังดูอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ เป็นแกนหลัก
แต่ถ้าหาตัวแทนไม่ได้ การขายเอ็นโซ่ในช่วงท้ายตลาดก็อาจกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ให้อลอนโซ่แทน ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่าติดตามกว่าค่าตัวของเอ็นโซ่ คือการตัดสินใจของชาบี อลอนโซ่ ว่าเขามองกองกลางรายนี้เป็นส่วนสำคัญของทีมมากแค่ไหน
และหากเอ็นโซ่ย้ายออกไปจริง เชลซีจะปรับแดนกลางของตัวเองอย่างไรให้ลงตัวกับฟุตบอลในแบบที่กุนซือชาวสเปนต้องการ
เพราะการขายนักเตะราคาแพงอาจเป็นธุรกิจที่ดีในมุมของสโมสร แต่สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ เงินที่ได้จากการขายเอ็นโซ่ จะคุ้มกับสิ่งที่เชลซีต้องเสียไปในสนามหรือไม่?