เส้นทางการย้ายทีมของ เอ็นโซ่ เฟร์นันเดซ อาจเป็นหนึ่งในมหากาพย์ที่น่าสนใจที่สุดของตลาดนักเตะยุคนี้เพราะตลอดเส้นทางจาก ริเวอร์ เพลท สู่ เบนฟิก้า ต่อด้วย เชลซี และล่าสุดกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ การย้ายทีมของเขาไม่ได้เกิดขึ้นแบบธรรมดา โดยเฉพาะสองครั้งหลังที่ต่างจบลงพร้อมกับเรื่องราวเบื้องหลังมากมาย
เริ่มต้นจากเดือนมกราคม 2023 เอ็นโซ่เพิ่งย้ายจากริเวอร์ เพลทมาอยู่กับเบนฟิก้าได้เพียงประมาณ 6 เดือน
ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เนื้อหอมที่สุดในยุโรป หลังโชว์ฟอร์มโดดเด่นกับอาร์เจนตินาในฟุตบอลโลก 2022 จนคว้าแชมป์โลกและรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์
เชลซีต้องการตัวเขาอย่างมาก และสุดท้ายก็ยอมจ่ายค่าฉีกสัญญา 121 ล้านยูโร เพื่อพาเอ็นโซ่มาอังกฤษ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเวลานั้น
แต่กว่าจะปิดดีลได้ เรื่องราวระหว่างเอ็นโซ่กับเบนฟิก้าก็ไม่ได้จบลงอย่างสวยงาม โดยรุย คอสต้า ประธานเบนฟิก้า เปิดเผยภายหลังว่า สโมสรพยายามโน้มน้าวให้เอ็นโซ่อยู่กับทีมต่อจนจบฤดูกาล โดยเสนอทางเลือกให้เชลซีซื้อเขาล่วงหน้าแล้วค่อยย้ายในช่วงซัมเมอร์
แต่เอ็นโซ่ต้องการย้ายทันที รุย คอสต้ายอมรับว่าเข้าใจความต้องการของนักเตะที่ต้องการคว้าโอกาสก้อนใหญ่ในอาชีพ แต่เขาไม่พอใจกับท่าทีที่เกิดขึ้น เพราะมองว่านักเตะไม่ได้แสดงความมุ่งมั่นกับเบนฟิก้าอีกต่อไป จนสุดท้ายสโมสรตัดสินใจปล่อยเขาออกไป
ฝั่งเอ็นโซ่เองมองการย้ายครั้งนั้นในอีกมุม เขาเคยพูดถึงการมาเชลซีว่าเป็น “ความฝันที่เป็นจริง” และจากมุมของตลาดนักเตะ มันก็เป็นดีลที่สะท้อนว่าโลกฟุตบอลเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน
เพราะเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น เบนฟิก้าซื้อเอ็นโซ่มาจากริเวอร์ เพลทด้วยค่าตัวประมาณ 14 ล้านยูโร แต่ขายต่อให้เชลซีถึง 121 ล้านยูโร
จากนั้นเอ็นโซ่ใช้เวลาสามปีครึ่งกับเชลซี ลงสนาม 170 นัด ยิง 31 ประตู และคว้าแชมป์ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก รวมถึงฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพกับสโมสร แน่นอน แฟน ๆ สิงห์บลูส์ส่วนใหญ่รักเขา
แต่เรื่องราวกลับวนกลับมาที่เดิมอีกครั้งในปี 2026 ครั้งนี้เป็นการย้ายจาก เชลซีไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยเอ็นโซ่ต้องการย้ายออกจากเชลซี และแมนฯ ซิตี้กลายเป็นทีมที่แสดงความสนใจอย่างจริงจัง ขณะที่เชลซีตั้งค่าตัวเอาไว้ที่ประมาณ 120 ล้านปอนด์ และกำหนดเส้นตายให้ทีมที่สนใจยื่นข้อเสนอ
ช่วงหนึ่งดูเหมือนดีลอาจไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ เพราะซิตี้ไม่ได้ยื่นข้อเสนอภายในเส้นตายแรกที่เชลซีกำหนด แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปในช่วงท้ายตลาด
สุดท้ายแมนเชสเตอร์ ซิตี้ตัดสินใจเดินหน้าดีล และคว้าตัวเอ็นโซ่ไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 125 ล้านปอนด์ เท่ากับสถิติค่าตัวนักเตะสูงสุดของอังกฤษ
และที่น่าสนใจคือ เชลซีเองก็ไม่ได้ปล่อยเขาออกไปแบบไม่มีเงื่อนไข สโมสรพยายามหาตัวแทนเอ็นโซ่ โดยมี ลามีน กามาร่า ของโมนาโกเป็นหนึ่งในเป้าหมาย แต่ดีลดังกล่าวกลับล่มลงในช่วงท้ายของตลาด
สุดท้ายพวกเขาเลือกที่จะรักษาคำพูดและปล่อยเอ็นโซ่ไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้จะต้องเสียโอกาสในการคว้าตัวแทนเข้ามาแทนก็ตาม
การย้ายทีมครั้งแรก เอ็นโซ่ต้องการไปเชลซีจนเกิดความตึงเครียดกับเบนฟิก้า ส่วนครั้งที่สอง เขาต้องการออกจากเชลซี และสุดท้ายก็ได้ย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ท่ามกลางความวุ่นวายของตลาดวันสุดท้าย
สองดีลนี้ไม่ได้มีเรื่องราวเหมือนกันทั้งหมด และก็อาจไม่ยุติธรรมหากจะสรุปง่าย ๆ ว่าใครเป็นฝ่ายผิด แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกครั้งที่เอ็นโซ่เปลี่ยนสโมสร เขาไม่ได้แค่เปลี่ยนเสื้อ เขากำลังเปลี่ยนแปลงสมดุลของทั้งตลาดนักเตะ และทุกครั้งก็ทิ้งเรื่องราวให้พูดถึงต่ออีกยาว ๆ
จากดาวรุ่งค่าตัว 14 ล้านยูโรที่เบนฟิก้าคว้ามาจากริเวอร์ เพลท สู่แชมป์โลกที่มีค่าตัว 121 ล้านยูโร และวันนี้กลายเป็นนักเตะที่ถูกขายต่อด้วยค่าตัว 125 ล้านปอนด์
เอ็นโซ่ เฟร์นันเดซ อาจยังมีเส้นทางค้าแข้งอีกยาวไกล แต่ถ้ามองย้อนกลับไปถึงการย้ายทีมสองครั้งที่ผ่านมา เรื่องราวของเขาก็พิสูจน์แล้วว่า…
สำหรับเอ็นโซ่ การย้ายทีมไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของตัวเลขค่าตัว แต่เต็มไปด้วยเรื่องของความต้องการ ความสัมพันธ์ และจังหวะเวลาที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง